ทำไมการนั่งเรียน/ทำงานเฉยๆถึงเป็นเรื่องยาก นักจิตวิทยาคลินิกอธิบายในทำไมมนุษย์ถึงควบคุมตัวเองยาก

ทำไมการนั่งเรียน/ทำงานเฉยๆถึงเป็นเรื่องยาก นักจิตวิทยาคลินิกอธิบายในทำไมมนุษย์ถึงควบคุมตัวเองยาก

ทำไมการ “นั่งเรียน/ทำงานเฉยๆ” ถึงเป็นเรื่องยาก
(นักจิตวิทยาคลินิกอธิบายว่า มนุษย์ไม่ได้ควบคุมตัวเองได้ดีเท่าที่คิด)
.
ทุกคนเคยเป็นไหม อะไรแนวๆนี้ไหม
เปิดหนังสือมา ตั้งใจมาก วันนี้ต้องอ่านให้ได้
วันนี้ต้องทำงานให้เสร็จ วันนี้ต้องโฟกัสจริงๆแล้ว
.
แต่ผ่านไปไม่กี่นาที สมองเริ่มพาเราไปที่อื่นทันที
อยากเช็กมือถือ อยากชงกาแฟ อยากลุกไปจัดโต๊ะ
อยากทำอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่งานตรงหน้าเรา 55555
.
หรือหนักกว่านั้นคือ อยู่ดีๆเริ่มคิดว่า
.
ทำไมเราต้องอ่านสิ่งนี้วะ ทำไมเราต้องทำงานนี้
เราเลือกทางชีวิตถูกไหม สุดท้ายชีวิตเรากำลังทำอะไรอยู่กันแน่
.
จากตอนแรกแค่นั่งอ่านหนังสือ/ทำงาน
กลายเป็นนั่งตั้งคำถามกับความหมายของชีวิตเฉยเลย 55555
.
Jordan Peterson (นักจิตวิทยาคลินิก,อาจารย์ ผู้เขียนหนังสือ 12 Rules for Life)
.
เขาอธิบายไว้ดีมากว่า ปัญหาไม่ใช่แค่ว่าเราไม่มีวินัย
แต่คือ Attention หรือความสนใจของเรา
ไม่ได้ถูกควบคุมด้วย “ตัวเราที่รู้ตัว” อย่างเดียว
.
พูดง่ายๆคือ
ตอนเราบอกตัวเองว่า “จะทำงาน” มันมีแค่บางส่วนของเราที่อยากทำงาน
แต่อีกหลายส่วนในตัวเรา ไม่ได้อยากนั่งนิ่งๆเพื่อทำสิ่งที่น่าเบื่อขนาดนั้น
มาเข้าใจตัวเราเองกัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
———————–
[1] สมองเราไม่ได้มีแค่เสียงเดียว
.
Jordan Peterson บอกว่า
เวลาเรานั่งลงเพื่อเรียนหรือทำงาน
ความตั้งใจระดับ Conscious ของเราคือ “อยากทำ”
.
แต่ในหัวเราจะมี distraction fantasies
หรือภาพหลอกล่อจากความคิดต่างๆ โผล่ขึ้นมาไม่หยุด
.
เดี๋ยวก็อยากดูอะไรสักอย่าง
เดี๋ยวก็อยากกิน เดี๋ยวก็อยากพัก
เดี๋ยวก็อยากออกไปข้างนอกเดี๋ยวก็อยากทำเรื่องเล็กๆที่ดูเหมือนมีประโยชน์
.
(เบ้นสังเกตุทุกครั้งที่เบ้นจะนั่งทำงานจริงจัง จะชอบเปิดเคลียร์เมลล์ก่อนตลอด สักพักหมดไปชมนึง อย่างไว)
.
เหมือนในตัวเรามีระบบย่อยหลายตัว ที่ไม่ได้ Happy กับการนั่งเฉยๆเพื่ออ่านสิ่งที่เรารู้สึกเบื่อ
.
พอเราเริ่มเบื่อ ระบบพวกนี้จะพยายามโผล่ขึ้นมา
แล้วแย่งการรับรู้ แย่งการกระทำ แย่งพวงมาลัยชีวิตเราไป
.
นี่คือเหตุผลว่าทำไมบางทีเราไม่ได้ตั้งใจจะหลุดโฟกัส แต่เราหลุดไปแล้ว
.
เรานั่งอยู่ตรงหน้าเอกสาร
แต่สมองไปไกลถึง Netflix
อาหาร กาแฟ ฝุ่นใต้เตียง หรือคำถามว่า “ชีวิตนี้เพื่ออะไร”
.
ตลกตรงที่
หลายครั้งมันดูเหมือนเรากำลังคิดเรื่องสำคัญ
แต่จริงๆสมองอาจแค่กำลังหาทางหนีการบ้านตรงหน้า
—————–
[2] เราไม่ได้สั่งตัวเองได้ง่ายขนาดนั้น
.
Jordan Peterson ฟาดคำถามนึงให้เราชวนคิดคือ
“ทำไมเราบอกตัวเองให้นั่งลงแล้ว แต่ทำไมเราไม่ฟังตัวเอง?”
.
คำตอบคือ เพราะเราไม่ได้ควบคุมตัวเองได้ดีขนาดนั้น
.
เราอาจคิดว่าเราเป็นเจ้าของร่างกายนี้
เราอาจคิดว่าเราเป็นคนตัดสินใจทุกอย่าง
เราอาจคิดว่าแค่พูดว่า “วันนี้จะโฟกัส” ทุกอย่างก็ควรทำตาม
.
แต่ความจริงคือ
ข้างในเรามีแรงที่ไม่ได้อยู่ใต้คำสั่งของ Conscious ตลอดเวลา
.
มีความหิว มีความอยากพัก มีความเบื่อ มีแรงกระตุ้น มีนิสัยเก่า
มีส่วนของตัวเราที่อยากไปทำอย่างอื่นตลอดเวลา
.
เพราะงั้นปัญหาของการนั่งทำงาน ไม่ใช่แค่งานยาก
แต่คือเรากำลังพยายามให้ทั้งระบบในตัวเรา ยอมมานั่งอยู่กับเรื่องเดียวกัน
และมันไม่ได้ง่ายเลย
———–
[3] นิสัยที่เคยเลือกทำ จะกลายเป็นระบบอัตโนมัติ
.
อีกพาร์ทที่เบ้นชอบมากคือ Jordan Peterson อธิบายเรื่องนิสัย
.
เขาบอกว่า
บางอย่างเริ่มจากสิ่งที่เราเคยเลือกทำเอง
แต่พอทำซ้ำไปเรื่อยๆ มันจะกลายเป็นระบบอัตโนมัติในตัวเรา
.
ตอนแรกเราเลือกพูดคำว่า “เอ่อ” “แบบว่า” “คือ”
แต่พอพูดซ้ำเยอะๆ มันจะหลุดออกมาเองโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ
.
ตอนแรกเราเลือกเลื่อนงาน แต่พอเลื่อนบ่อยๆ
การเลื่อนงานจะกลายเป็นเครื่องจักรในตัวเรา
.
ตอนแรกเราเลือกหนีงานยาก
แต่พอหนีบ่อยๆ สมองจะเริ่มจำว่า ทุกครั้งที่เจอความยาก ให้หาทางหนีก่อน
.
สิ่งที่เราฝึกซ้ำสุดท้ายมันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรา
[You are what you repeats]
.
เราไม่ได้แค่ “มีนิสัย” แต่บางนิสัยมันถูกสร้างเข้าไปในระบบประสาทของเรา
จนเราอยากหยุดก็หยุดไม่ได้ง่ายๆ
.
เราอยากไม่หยิบมือถือ แต่มือมันไปเอง
เราอยากไม่เลื่อนงาน แต่ปากก็บอกว่า “เดี๋ยวก่อน” อีกแล้ว
เราอยากโฟกัส แต่สมองก็พาเราออกจากงานซ้ำๆ
.
เพราะเครื่องจักรเก่าที่เราฝึกไว้มันยังทำงานอยู่

———–
[4] สิ่งที่เราฝึก จะกลายเป็นตัวเรา
.
Anything you practice becomes part of you
.
อะไรที่เราฝึกซ้ำ มันจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของเรา
.
นี่คือประโยคที่น่ากลัวมาก
เพราะมันแปลว่า เราไม่ได้ฝึกแค่สิ่งดีๆ
.
เราฝึกการผัดวันได้
ฝึกการหนีจากงานได้ ฝึกการหลุดโฟกัสได้
ฝึกการเปิดมือถือทุกครั้งที่เบื่อได้ ฝึกการหาเหตุผลให้ตัวเองไม่เริ่มได้
.
แล้วพอฝึกนานเข้า มันไม่ได้อยู่แค่ในหัว แต่มันกลายเป็น Pattern ของชีวิตเรา เราถึงรู้ว่าอะไรควรทำ แต่ยังไม่ทำ
.
รู้ว่าควรอ่านหนังสือ แต่เปิดได้แค่ 5 นาที
รู้ว่าควรทำงานสำคัญ แต่ไปทำงานจุกจิกแทน
รู้ว่าควรนอน แต่ยังไปส่งข้อความทั้งที่ตัวเองควรพัก
.
ไม่ใช่เพราะเราไม่รู้ แต่เพราะบางส่วนในตัวเรามันถูกฝึกมาอีกทาง
————
[5] ยิ่งเราไม่เป็นหนึ่งเดียวกับตัวเอง เราจะยิ่งถูกชักจูงไปง่าย
.
Jordan Peterson ใช้คำว่า Integrated
หรือการที่ตัวเราข้างในค่อนข้างเป็นหนึ่งเดียวกัน
.
เขาบอกว่า ยิ่งเรา Integrated น้อย
เรายิ่งควบคุมแรงพวกนี้ได้น้อย และแรงพวกนี้จะยิ่งควบคุมเรามากขึ้น
.
ถ้าเราไม่ Integrated มันจะเป็นแบบนี้: วันนี้อยากอ่านหนังสือ 3 ชั่วโมง
แต่ระบบข้างในตัวเรามันบอก ไม่เอาแล้วกลัวหนีไป 555555
.
แต่ถ้าเรา Integrated มากขึ้น มันไม่ใช่การบังคับตัวเองแบบแบบเฆี่ยนๆ
แต่มันคือการออกแบบให้แต่ละส่วนในตัวเรา “ยอมร่วมมือกัน”

วิธีเอาไปใช้แบบเข้าใจง่ายๆเป็น [4] Steps นี้เลย

[1] หาให้เจอก่อนว่าส่วนไหนในตัวเรากำลังต่อต้าน – เราขี้เกียจเพราะอะไร ร่างกายรู้สึกเหนื่อย งานน่าเบื่อ กลัวงาน ต้องหาให้สาเหตุเจอก่อน
[2] ลดขนาดงานให้เล็กลง – จากอ่านหนังสือ 3 ชั่วโมงเหลือ 10 นาทีพอ
[3] สร้างข้อตกลงกับตัวเอง แทนที่จะสั่งตัวเองอย่างเดียว – ทำงาน 25 นาทีละเดี๋ยวจะให้พัก
[4] ฝึกซ้ำจนระบบใหม่กลายเป็นเรา – พยายามทำทุกวันไปเรื่อยๆ จนไม่ฝืนแล้วค่อยเพิ่มขีดจำกัด ข้อ [2] ให้เยอะขึ้น
==================

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
หลายครั้งที่เรานั่งเรียนหรือนั่งทำงานไม่ได้ มันไม่ใช่แค่เพราะเราไม่มีวินัย
.
แต่มันเป็นเพราะเราไม่ได้เป็นเจ้าของ Attention ของตัวเองจริงๆ
.
ในตัวเรามีทั้งความตั้งใจ
มีทั้งแรงกระตุ้น มีทั้งความเบื่อ มีทั้งนิสัยเก่า
มีทั้งระบบอัตโนมัติที่เราฝึกซ้ำมานาน
.
เราอยากทำงาน แต่ระบบอีกชุดในตัวเราอยากได้รางวัลเร็วๆ
เราอยากอ่านหนังสือ แต่ระบบอีกชุดอยากหนีสิ่งที่น่าเบื่อ
เราอยากเปลี่ยนชีวิต แต่ระบบเก่ายังพยายามดึงเรากลับไปทางเดิม
.
เพราะงั้นการโฟกัส ไม่ใช่แค่การนั่งนิ่งๆแล้วบังคับตัวเอง
.
แต่มันคือการฝึกตัวเองใหม่ ให้กลับมาอยู่กับสิ่งตรงหน้า
แม้ในหัวจะมีเสียงอื่นพยายามลากเราออกไปตลอดเวลา
.
เราสติหลุดได้ แต่กลับมา
เบื่อได้ แต่ยังอยู่ อยากเลิกทำได้ แต่เราต้องรู้ทัน
.
เพราะสุดท้าย
คนที่ชนะในยุคนี้ อาจไม่ใช่คนที่มีเครื่องมือดีที่สุด หรือมีข้อมูลเยอะที่สุด
แต่อาจเป็นคนที่พาตัวเองกลับมานั่งทำสิ่งสำคัญได้บ่อยที่สุด
.
ทีละ 5 นาที ทีละหน้า ทีละงาน ทีละวัน จนมันกลายเป็นนิสัยของเรา
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • กลยุทธ์การตลาดที่ดีที่สุดคือ “Do Good Thing”

  • ถ้าเราเป็นคนปานกลางจะเติบโตได้ไง (The Average Tribe)

  • ทำไมคนจีนถึงต้องมาบุกตลาดคนไทย (สัมภาษณ์คนจีนในไทยมา)


ความเห็น

ใส่ความเห็น