ทำไมบางคนพูดอะไรก็มีคนฟัง ขายอะไรก็มีคนซื้อ?
(เพราะเขาไม่ได้เก่ง AI กว่าเรา แต่เข้าใจ “ธรรมชาติของมนุษย์” มากกว่า)
.
ทุกวันนี้เวลาเปิด Social Media เราจะเห็นคำแนะนำเต็มไปหมด
โดนยิง Ads.ยับๆใครไม่เห็นตอนนี้ เบ้นให้ 100 นึงเลย
.
ต้องเรียน AI ใครไม่ทันตกยุคนะ
ต้องทำ Automation ต้องสร้าง Agent
ต้องทำ Personal Brand
.
จนหลายคนเริ่มรู้สึกว่า ถ้าไม่รีบเรียน Skill ใหม่ เราจะตกขบวน
แต่มีคำถามนึงที่น่าสนใจกว่าคือ
‘อะไรทำให้เราเชื่อว่า คนเหล่านี้เขาเก่ง AI ?’
อะไรทำให้เราคิดว่าเขาเก่งด้านนั้น
แล้วทำไม บางคนต่อให้ ธุรกิจจะเปลี่ยนไปกี่รอบเขาก็ทำเงินได้เหมือนเดิม
.
ทำไมก่อนหน้านี้เขาไม่มี AI เขาก็เก่งหาเงินกันได้อยู่แล้ว
จริงๆทักษะที่เหล่าคนสอน AI หรือคนทำ Content เก่งๆมีเหมือนกันตือ
.
ความสามารถในการเข้าใจ “ธรรมชาติของมนุษย์”
.
เพราะสุดท้ายแล้ว
AI ไม่ใช่คนที่ซื้อของคุณ Algorithm ไม่ใช่คนที่โอนเงินให้คุณ
.
มนุษย์ต่างหาก
Dan Koe เรียกทักษะนี้ว่า “Human nature Skill”
.
และถ้าเราเข้าใจว่า อะไรทำให้คนหยุดดู อะไรทำให้คนเชื่อ อะไรทำให้คนตัดสินใจ ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปกี่ครั้ง เราก็ยังสร้างคุณค่าได้เสมอ
.
บทความนี้อยากชวนมาดูว่า จริง ๆ แล้ว
สมองมนุษย์ตอบสนองต่ออะไร และทำไมคนที่เข้าใจสิ่งนี้
ถึงได้เปรียบกว่าคนที่วิ่งตาม Skill ใหม่ตลอดเวลา
.
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
==========================
Part 1 : คนไม่ได้ซื้อสินค้า แต่ซื้อ “คำตอบ”
เวลาเราคิดถึงการขาย เรามักคิดถึงสินค้า
แต่เวลามนุษย์คิด เขาไม่ได้เริ่มจากสินค้า
เขาเริ่มจาก “ปัญหา”
ลองสังเกตตัวเอง
เราไม่ได้ซื้อวิตามิน เพราะอยากได้เม็ดยา เราอยากมีสุขภาพดี
เราไม่ได้ซื้อคอร์ส เพราะอยากมีไฟล์วิดีโอ
เราอยากแก้ปัญหาบางอย่างในชีวิต
เราไม่ได้ซื้อ Notebook เราอยากจัดระเบียบความคิด
.
ทุกการตัดสินใจของมนุษย์ เริ่มจาก “ความตึงเครียด” บางอย่างในหัว
Dan Koe เรียกมันว่า
‘Psychological Tension’ หรือแรงดึงทางจิตวิทยา
หน้าที่ของคนทำธุรกิจ ไม่ใช่สร้างสินค้า
แต่คือ หาให้เจอว่า คนกำลังทุกข์เรื่องอะไร
เพราะถ้ายังไม่รู้ว่าตัวเองมีปัญหา เขาจะไม่มีวันสนใจคำตอบของเรา
—
Part 2 : สมองมนุษย์มีปุ่มอยู่แค่ 3 ปุ่ม
จริง ๆ แล้ว ไม่ว่าเราจะเขียนบทความ
พูดบนเวที ทำ Ads โฆษณา หรือสร้างธุรกิจ
เรากำลังพยายามแตะ “ปุ่ม” บางอย่างในสมองคน
มนุษย์มีแรงขับหลักอยู่ 3 เรื่อง
//
[1] Survival ความอยู่รอด
ไม่ใช่แค่การหนีเสือ แต่รวมถึง กลัวตกงาน กลัวไม่มีเงิน
กลัวตามโลกไม่ทัน กลัวแก่แล้วไม่มีใครดูแล กลัวเสียโอกาส
เวลาเราเห็นหัวข้ออย่าง
“อีก 5 ปี งานแบบนี้อาจหายไป”
ทำไมถึงหยุดอ่าน เพราะมันกดปุ่มนี้ทันที
.
[2] Identity ตัวตน
มนุษย์ไม่ได้อยากอยู่รอดอย่างเดียว แต่อยากรู้สึกว่า
“ฉันเป็นคนแบบไหน”
.
เราชอบเรียกตัวเองว่า
.
นักลงทุน Creator Minimalist
สาย Productivity, One Person Business
ทั้งหมดนี้คือ Identity
.
และเมื่อใครพูดตรงกับตัวตนของเรา
เราจะรู้สึกว่า “คนนี้เข้าใจฉัน” ทันที
.
[3] Progress การเติบโต
หลังจากปลอดภัยแล้ว มนุษย์เริ่มถามคำถามใหม่
ชีวิตฉันจะดีขึ้นได้ยังไง ฉันจะเก่งขึ้นไหม
ฉันจะมีความหมายมากกว่านี้ไหม
นี่คือเหตุผลที่คนดู Podcast ยาวสามชั่วโมง
อ่านหนังสือ เรียนคอร์ส ไม่ไช่เพราะพวกเขาไม่มีอะไรทำ
แต่เพราะอยากเป็นเวอร์ชันที่ดีกว่าเดิม
.
ถ้าสังเกตดี ๆ
Content ที่ดีแทบทุกชิ้น
มักแตะอย่างน้อยหนึ่งปุ่มนี้
แต่ Content ที่ไวรัลมาก มักแตะพร้อมกันหลายปุ่ม
—
Part 3 : Framework 5 ขั้น ที่ทำให้คนอยากฟัง
พอเข้าใจว่า สมองตอบสนองต่ออะไรแล้ว
คำถามคือ เราจะเอาไปใช้ยังไง
นี้คือ Framework 5 Steps ที่เราเอาไปใช้ได้เลย
//////////
[1] Name The Threat
เริ่มจากปัญหา อย่าเริ่มจากตัวเอง
อย่าเริ่มจากสินค้า เริ่มจากสิ่งที่คนกำลังเจอ
เช่น
ทำไมทำงานหนักแต่เงินไม่เพิ่ม
ทำไมยิ่งใช้ AI ยิ่งคิดไม่เป็น
ทำไมคนเก่งถึงสร้างธุรกิจไม่สำเร็จ
สมองจะหยุดทันที เพราะรู้สึกว่า เรื่องนี้เกี่ยวกับเรา
//////////
[2] Mirror The Identity – เรียกชื่อคนฟัง
เช่น
ถ้าคุณเป็น Creator…
ถ้าคุณทำธุรกิจคนเดียว…
ถ้าคุณเป็นคนที่คิดเยอะ…
แค่ประโยคแรก คนก็รู้แล้วว่า “บทความนี้พูดกับฉัน”
//////////
[3] Exclude บอกให้ชัด ว่าใครไม่ใช่คนของเรา
เช่น
บทความนี้ไม่ได้เหมาะกับคนที่อยากรวยข้ามคืน
แต่มันเหมาะกับคนที่กำลังสร้างธุรกิจระยะยาว
แปลกไหม
ยิ่งเรากรองคนออก คนที่ใช่กลับยิ่งรู้สึกว่า “นี่แหละที่ตามหา”
//////////
[4] Paint The Transformation – อย่าขายขั้นตอน ขายภาพอนาคต
คนไม่ได้อยากซื้อของ แต่อยากเห็นตัวเองในอีกหนึ่งปี
คนไม่ได้ซื้อหนังสือ แต่อยากเชื่อว่า เราจะดีขึ้นผ่านหนังสือ
นี่คือเหตุผลที่ Story สำคัญกว่า Features
//////////
[5] Give The First Step – อย่าทำให้ทุกอย่างดูยาก ให้คนเริ่มง่ายที่สุด
เช่น
แทนที่จะบอก เปลี่ยนชีวิตภายในหนึ่งปี
ลองบอกว่า
คืนนี้นอนเร็วขึ้นหนึ่งชั่วโมง เขียนหนึ่งโพสต์ คุยกับลูกค้าหนึ่งคน
เพราะเมื่อคนเริ่มแล้ว สมองจะอยากทำต่อเอง
—
Part 4 : ธุรกิจคือสนามสอบจิตวิทยา
หลายคนคิดว่า
Marketing คือการเรียน Ads
Sales คือการเรียนปิดการขาย
แต่จริง ๆ แล้ว ทั้งหมดนี้คือวิชามนุษย์
ทุกครั้งที่เราลงโพสต์ ตลาดกำลังบอกว่า
คนสนใจอะไร ทุกครั้งที่เราขายไม่ได้
ตลาดกำลังบอกว่า เรายังไม่เข้าใจปัญหาของคน
ทุกครั้งที่มีคนแชร์บทความ เขาไม่ได้แชร์เพราะเราเขียนเก่ง
แต่แชร์เพราะเราอธิบาย “ความรู้สึกที่เขาอธิบายเองไม่ได้”
ธุรกิจจึงเป็นครูที่โหดที่สุด
เพราะมันไม่มีคะแนนปลอบใจ มีแค่คนซื้อ กับไม่ซื้อ
—
Part 5 : ทักษะที่มีค่าที่สุด อาจไม่ใช่ AI
ทุกวันนี้ เราวิ่งตาม Skill ใหม่กันตลอด
ปีนี้ AI ปีหน้าหุ่นยนต์(กำลังมาแบบโหดๆเลยสิ้นปีนี้เจอแน่นอน)
อีกสองปีอาจเป็นอะไรใหม่
แต่มีสิ่งหนึ่งที่แทบไม่เปลี่ยนเลย คือมนุษย์
เรายังกลัวเหมือนเดิม
ยังอยากได้รับการยอมรับเหมือนเดิม
ยังอยากเติบโตเหมือนเดิม
เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว
แต่ธรรมชาติของคน เปลี่ยนช้ากว่ามาก
ดังนั้น
ถ้าคุณอยากสร้างธุรกิจ อยากสร้างแบรนด์ อยากเป็น Creator
หรือแค่อยากให้คนฟังเวลาคุณพูด
อย่าเรียนแค่เครื่องมือ เรียนเรื่องธรรมชาติของคนด้วย
=============================
ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)
ถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้จริงๆ เราจะเริ่มสังเกตุออกว่า คนๆไหน เก่ง AI จริงหรือเขาเก่ง มนุษย์มากกว่า จริงๆเบ้นเจอคน เทพ Tech ใน Social เยอะมากที่มา Consult คุยกับเบ้น
.
ปัญหาจริงๆ คือพวกเขาไม่สามารถเล่าได้ว่า ตัวเองเก่งแค่ไหน และพอพวกเขาเข้าใจปัญหาที่ทุกคนกำลังเข้าใจในบทความนี้
.
ทุกวันนี้ๆ หลายๆก็กลายมาเป็น New Feed เทพ AI แบบที่ทุกคนเห็นอยู่ตอนนี้ 5555555
ซึ่งถ้าให้เบ้นเลือกระหว่างคนเก่ง AI 10 ระดับเทพ
กับคน เก่ง AI ระดับ 4/10 แต่สามารถสอนให้เราเข้าใจได้
.
เบ้นเลือกคนสองดีกว่า เพราะ use case จริงๆ เราไม่ได้ใช้ระดับ 10 เลย
เราใช้แค่ระดับ 3 ด้วยซ้ำ
.
คนจำนวนมากกำลังถามว่า “ปีนี้ควรเรียน Skill อะไร”
แต่บางทีคำถามที่สำคัญกว่าคือ “เราเข้าใจคนมากแค่ไหน”
เพราะไม่ว่าคุณจะใช้ AI สร้างธุรกิจ เขียนหนังสือ ทำคลิป หรือขายสินค้า
.
สุดท้ายแล้ว คนที่อยู่ปลายทางของทุกอย่าง ก็คือ “มนุษย์”
.
คนที่สร้างคุณค่าได้มากที่สุด ไม่ใช่คนที่ใช้เครื่องมือเก่งที่สุด
แต่คือคนที่เข้าใจว่า
อะไรทำให้คนกลัว อะไรทำให้คนเชื่อ และอะไรทำให้คนลงมือทำ
ถ้าเราเข้าใจสิ่งนี้
.
ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนไปอีกกี่ครั้ง คุณก็ยังสร้างโอกาสใหม่ให้ตัวเองได้เสมอ
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณครับ






ใส่ความเห็น