10 บทเรียน งาน Cannes ที่ทำให้ทุกคนเชื่อว่า “Creator Company ” คือธุรกิจแห่งอนาคต

10 บทเรียน งาน Cannes ที่ทำให้ทุกคนเชื่อว่า “Creator Company ” คือธุรกิจแห่งอนาคต

10] บทเรียนจาก Cannes ที่ทำให้เบ้นเริ่มมองอนาคตของ One Person Business ใหม่ (โลกไม่ได้กำลังเข้าสู่ยุค Creator Economy แต่กำลังเข้าสู่ยุค Creator Company)
.
ช่วงนี้เบ้นกำลังหมกมุ่นกับการศึกษาคนกลุ่มหนึ่งเป็นพิเศษ
ไม่ใช่นักการตลาด ไม่ใช่ Startup Founder
แต่เป็น Creator ไม่ว่าจะเป็น Steven Bartlett, Alex Hormozi, Codie Sanchez, MrBeast
.
เบ้นไล่แกะตาม ติดตามทีมงานในบริษัทพวกเขาหลายๆคน มีโอกาสทักไปคุยถามบ้างหลายๆเรื่อง และเริ่มเห็นอะไรหลายๆอย่าง
.
ถ้าเราสังเกตุดีๆโลก Creator Media กำลังเปลี่ยนไป ทุกคนไม่ได้แค่ทำสื่อแต่กำลังทำธุรกิจอยู่หลังสื่อ (ในไทยเราก็กำลังเป็นแบบนั้น)
.
ยิ่งศึกษา ยิ่งรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้กำลังสร้าง “ช่อง” แต่กำลังสร้าง “บริษัท”
.
แล้วพอไปอ่านสรุปจาก Georgie Holt จากทีม FlightStory ของ Steven Bartlett หลังกลับมาจากงาน Cannes Lions ปีนี้ ยิ่งรู้สึกว่า…

.
สิ่งที่เบ้นคิดอยู่ในหัว มันเริ่มเห็นเป็นภาพชัดขึ้น
นี่ไม่ใช่แค่เทรนด์ของ Creator แต่มันคือการเปลี่ยนวิธีสร้างธุรกิจทั้งระบบ
มาเข้าใจเรื่องนี้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
.
(ก่อนอ่าน…ขอออกตัวก่อนว่า นี่ไม่ใช่สรุปอย่างเป็นทางการของงาน Cannes แต่เป็นสิ่งที่เบ้นอ่านแล้วนำมาตีความและเชื่อมกับแนวคิด One Person Business ในแบบของตัวเอง)
==============
[0] งาน Cannes Lion คืออะไร
งาน Cannes คือ คืองานเทศกาลด้านโฆษณา การตลาด สื่อ และความคิดสร้างสรรค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ทุกปีจะมีทั้ง CEO, Founder, Creator, นักลงทุน บริษัทเทคโนโลยี และแบรนด์ระดับโลก มารวมตัวกันเพื่อแลกเปลี่ยนว่า “โลกกำลังเปลี่ยนไปทางไหน” หลายเทรนด์ที่เราใช้กันทุกวันนี้ ก็ถูกพูดในงานนี้
—————
[1] Creator รุ่นใหม่ ไม่ได้อยากเป็น Influencer แต่กำลังอยากเป็น Investor
.
เมื่อก่อนถ้าเราพูดถึง Creator ภาพที่หลายคนนึกถึงคือ
ทำคลิป → มีคนดู → รับสปอนเซอร์ → จบ
ยิ่งยอดวิวเยอะ รายได้ก็ยิ่งเยอะ
.
แต่ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เบ้นเริ่มสังเกตว่าคนที่เก่งที่สุดในวงการ กลับไม่ได้ใช้เวลาคิดว่าจะทำคลิปอะไร
.
แต่คิดว่าจะ “เอาเงินและความน่าเชื่อถือที่สร้างมา ไปลงทุนอะไรต่อ”
Steven Bartlett มี FlightStory และกองทุนลงทุน
Alex Hormozi มี Acquisition.com ที่เข้าไปลงทุนในหลายธุรกิจ
Codie Sanchez ซื้อกิจการเล็ก ๆ ที่มีกระแสเงินสด
MrBeast ก็ไม่ได้เป็นแค่ YouTuber แต่สร้าง Feastables และธุรกิจอีกหลายตัว
.
ตอนนี้ “คอนเทนต์” อาจไม่ใช่ธุรกิจ แต่มันคือเครื่องมือในการสร้างธุรกิจ
และสุดท้าย จุดหมายของ Creator รุ่นใหม่ อาจไม่ใช่การมีคนติดตาม 10 ล้านคน
.
แต่เป็นประตูไปสู่ทางเข้าของธุรกิจพวกเขา
จากเมื่อก่อนที่รายได้มาจาก Attention วันนี้รายได้เริ่มมาจาก Ownership
นั่นคือความแตกต่างที่เบ้นคิดว่าน่าสนใจที่สุด
——
[2] Pop Culture จะกลายเป็นสนามแข่งขันของทุกธุรกิจ

เมื่อก่อนเราคิดว่า Pop Culture เป็นเรื่องของดารา หนัง เพลง

แต่วันนี้ AI กีฬา ธุรกิจ เทคโนโลยี หรือแม้แต่การเมือง ต่างก็ถูกพูดถึงผ่าน Meme ผ่าน Creator ผ่านวัฒนธรรมบนอินเทอร์เน็ต

ใครเข้าใจภาษาของอินเทอร์เน็ตได้ก่อน ก็มีโอกาสชนะมากกว่า
———
[3] สิ่งที่ลอกยากที่สุด ไม่ใช่คอนเทนต์ แต่คือ “ระบบ”

ทุกวันนี้ AI ทำให้การสร้างคอนเทนต์ง่ายขึ้นมาก
แต่สิ่งที่ลอกไม่ได้ คือระบบที่อยู่เบื้องหลัง
Workflow, ทีม, AI, Community และวิธีคิดในการสร้างธุรกิจ
.
หลายคนลอกคลิปของ MrBeast ได้ แต่ไม่มีใครลอก Business Stack ของเขาหลังบ้านได้เลย เขาสามารถทำระบบแบบนี้ออกมาได้เรื่อยๆ
———–
[4] Platform จะเริ่มแข่งกันว่า ใครทำให้ Creator อยู่รอดได้นานที่สุด

ที่ผ่านมา ทุกแพลตฟอร์มแข่งกันเรื่อง Reach

แต่หลังจากนี้ แพลตฟอร์มที่ชนะ อาจเป็นแพลตฟอร์มที่ช่วยให้ Creator มีรายได้ มีเจ้าของลูกค้า และสร้างธุรกิจระยะยาวได้จริง
———
[5] คนเก่งเลิกพูดเรื่อง AI แล้ว แต่เริ่มสร้างธุรกิจด้วย AI

เมื่อปีที่แล้ว ไม่ว่าจะเปิด Facebook, LinkedIn หรือ X ทุกคนถามเหมือนกัน
“AI ตัวไหนดี?” แต่ปีนี้ คนที่ใช้ AI เก่งที่สุด กลับแทบไม่พูดเรื่อง AI แล้ว
.
เพราะ AI ไม่ใช่ “เทรนด์” อีกต่อไป แต่มันกลายเป็นเหมือน Google หรือ Excel เป็นเครื่องมือพื้นฐานที่เปิดใช้ทุกวัน จนไม่มีใครรู้สึกว่าต้องพูดถึงมัน
.
ในอนาคต เราอาจไม่ได้วัดว่าใคร “ใช้ AI” แต่จะวัดว่าใคร “ใช้ AI สร้างธุรกิจ” ได้ดีกว่ากัน เพราะสุดท้าย AI ไม่ใช่ข้อได้เปรียบอีกต่อไป
แต่คนที่ใช้มันสร้างระบบได้ก่อน จะได้เปรียบมากกว่า
———-
[6] สื่อเก่า จะเป็นฝ่ายเข้าหา Creator มากขึ้น
เมื่อก่อน Creator อยากขึ้นทีวี
วันนี้หลายสื่อกลับอยากร่วมงานกับ Creator จะเห็นว่าทีวี หรือช่อง ชอบเอา Craetor ไปเล่นหนัง หรือละครกันมากขึ้นเพื่อดึงคน
เพราะสิ่งที่ Creator มี คือความไว้วางใจจากผู้ชม ซึ่งซื้อด้วยเงินไม่ได้

———-
[7] Event และ Community จะกลายเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุด

หลายปีที่ผ่านมา เราแข่งกันสร้าง Reach
แต่ปีต่อ ๆ ไป คนจะเริ่มแข่งกันสร้าง “ความสัมพันธ์”
Community, Workshop, Meetup และ Event จะมีมูลค่ามากขึ้นเรื่อย ๆ

เพราะสุดท้าย คนยังอยากเจอ “คนจริง” มากกว่า Avatar
——-
[8] ปี 2026 คือจุดเริ่มต้นของยุค Creator อย่างแท้จริง

หลายคนในงานมองตรงกันว่า

ปีนี้คือปีที่ Creator ไม่ได้เป็นแค่ Influencer อีกแล้ว

แต่กลายเป็นหนึ่งในผู้เล่นหลักของเศรษฐกิจ
——
[9] ปี 2027 จะเป็นปีที่การแข่งขันของ Creator เข้มข้นที่สุด

เมื่อทุกคนเห็นโอกาส คนก็จะเข้ามาเยอะขึ้น
คำถามจึงไม่ใช่ “ทำคอนเทนต์ไหม”
แต่คือ “เรามีอะไรที่คนอื่นสร้างตามไม่ได้”
————–
[10] อีก 18 เดือน คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด

คนที่เริ่มสร้างระบบ สร้าง Audience สร้างแบรนด์ และเรียนรู้ AI ตั้งแต่ตอนนี้
มีโอกาสเป็นผู้เล่นหลักในปี 2028
ส่วนคนที่ยังรอให้ทุกอย่างชัดเจน
อาจกำลังเข้าสู่เกมตอนที่คนอื่นยึดพื้นที่ไปหมดแล้ว

=========

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
สิ่งที่เบ้นได้จากงานนี้ ไม่ใช่ว่า “ทุกคนต้องเป็น Creator”
.
แต่คือ…
โลกกำลังให้รางวัลกับคนที่ “สร้าง Distribution ของตัวเอง”
ไม่ว่าจะขายสินค้า ให้บริการ สอน หรือทำธุรกิจอะไรก็ตาม
เพราะเมื่อคุณมีคนที่เชื่อใจและติดตามอยู่แล้ว
การสร้างธุรกิจใหม่ จะง่ายกว่าการเริ่มจากศูนย์ทุกครั้ง
.
และบางที…
One Person Business ในอีก 5 ปีข้างหน้า อาจไม่ได้หมายถึง “คนคนเดียวทำทุกอย่าง” แต่มันคือ คนคนเดียว ที่มีระบบ AI ทีม และสื่อของตัวเอง คอยขยายศักยภาพ จนทำงานได้เหมือนบริษัททั้งบริษัท
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • วิธีคิดให้เหนือกว่า Algorithm ของตัวเองเลิกเป็น NPC ให้คนอื่นชักจูงความคิดเรา

  • 5 ทักษะที่เราควรฝึกเพราะ AI แทนไม่ได้ เราต้องฝึกการอยู่กับความขัดแย้งให้ได้

  • ระบบเขียนที่ใช้เวลาวันละ 2 ชั่วโมง ที่ทำให้มีรายได้แทนงานประจำ 9-5


ความเห็น

ใส่ความเห็น