ออกแบบวิธีเล่าเรื่องยังไงให้คนจำได้ Storytelling ที่ดีไม่ไช่การเล่าหมดทุกอย่าง

ออกแบบวิธีเล่าเรื่องยังไงให้คนจำได้ Storytelling ที่ดีไม่ไช่การเล่าหมดทุกอย่าง

ทำไมบางคนเล่าเรื่องแล้ว “เราจำเรื่องราวได้หมด”
แต่บางคนเล่าแล้ว…หลุดตั้งแต่ย่อหน้าแรก
.
จริงๆปัญหา Classic มากเลยนะ
เวลาเราอ่านบทความบางอัน
เรารู้สึกว่า “โคตรดีเลยว่ะ” แต่พอปิดไป… จำไม่ได้
.
แต่บางบทความ อ่านแค่ครั้งเดียว เราเอาไปเล่าต่อได้เลย
คำถามคือ…มันต่างกันตรงไหน?
.
ถ้าเราอยากเป็นคนเล่าเรื่องเก่งลองฟังวิธีคิดของ Sean D ‘Souza กัน
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป

=========
[1] เรื่องเดียวกัน…แต่เล่าคนละแบบ

ตอน ปี 1816 ที่ยุโรปในปีนั้น “ไม่มีฤดูร้อน”
หิมะตกตอนที่ฤดูร้อนอากาศหนาวตลอดทั้งปี
.
เพราะอะไร?
.
เพราะปีนั้นมีภูเขาไฟชื่อ Tambora ระเบิดที่อินโดนีเซีย
มันพ่นเถ้าถ่านขึ้นไปสูง ลมพัดมันไปทั่วโลก แสงโดนบัง
.
จบ

ทีนี้ Recap คนอ่าน เบ้นถามว่า ทำไมปี 1816 ที่ยุโรป ถึงไม่มีฤดูร้อน?
เราจะตอบได้เลยว่า “เพราะปีนั้นมีภูเขาไฟที่อินโดนีเซียระเบิด”

เห็นไหม เราเข้าใจเราจำมันได้
แต่ทีนี้ลองมาฟังเรื่องเล่าอีก Version นึงกัน

[ที่อินโดนีเซียมี 17,508 เกาะ Tambora อยู่เกาะ Sumbawa
ระเบิดวันที่ 10 เมษายน 1815
เมฆเข้าสู่ stratosphere
กระจายด้วย jet stream กลายเป็น filament]
.
จบ คุณเริ่มเหนื่อยแล้วใช่ไหม 55555 มะกี้เราอ่านอะไรไปนะ?
ทั้งที่สองเรื่องนี้มันคือ “เรื่องเดียวกัน”

————-
[2] ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เราเล่าเรื่องไม่ดี แต่อยู่ที่เรา “ใส่มาเยอะเกินไป”
.
Sean บอกว่า คนเขียนส่วนใหญ่ ไม่ได้เล่าไม่เก่ง แต่ “กลัวดูไม่เก่ง”
.
เลยใส่ทุกอย่างที่รู้ลงไป วันที่ ชื่อเกาะ ศัพท์เทคนิค รายละเอียดลึกๆ
ซึ่งปัญหาคือ “สมองคนอ่าน ไม่ได้อยากรู้ทั้งหมดนั้น”
.
Sean เคยบอกเบ้นว่า ถ้าอ่านหนังสือ 500 หน้า กับอ่านหนังสือ 200 หน้าจบ แล้วได้ความรู้เหมือนกัน จะอ่านเล่มไหน เบ้นบอก 200 หน้าดิ !
.
คนส่วนมากชอบคิดว่า คนเรามีเวลาเยอะมากที่จะมานั่งฟังเรื่องสินค้าของเราว่าดียังไง แจ่มแค่ไหน แต่จริงๆคนเราไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น
ถ้ามีโอกาสจงทำให้มันสั้นลงแต่เข้าใจง่ายขึ้นอีก
(บทความนี้เบ้นจะทำแบบนั้นเหมือนกันไม่รู้จะทำได้ไหม)


[3] สมองมันจะเลือกเองว่าอะไร “สำคัญ”
ต่อให้คุณใส่ detail ไป 100 อย่าง สุดท้ายคนจะจำแค่
– มันเกิดอะไร
– ทำไมมันเกิด
– แล้วมันจบยังไง
.
ที่เหลือ…สมองมัน “ลบทิ้ง”
นี่คือเหตุผลที่ทำไมบางบทความอ่านแล้วเหนื่อย แต่จำอะไรไม่ได้เลย

[4] เรื่องเล่าแบบไหนดี?

ทุกคนลองอ่านเรื่องเล่านี้
[ สงครามโลก น้ำตาลขาด
ราคาขึ้นจาก 3 เป็น 28 เซนต์
Pepsi สั่งของผิด timing
ล้มละลายปี 1923
ขายสินทรัพย์ 30,000 ดอลลาร์
มี broker ชื่อ Roy Megargel
เกิด Great Depression
Coca-Cola ปฏิเสธซื้อ 3 ครั้ง]
.
อ่านไปแค่ไม่กี่ย่อหน้า เราเริ่มหลุดเริ่มจำอะไรไม่ได้แล้ว

แต่ทีนี้ถ้าเราลองเล่าแบบนี้

[ Pepsi เคยเจ๊ง เพราะเดิมพันราคาน้ำตาลผิด
Coca-Cola มีโอกาสซื้อ แต่ “ไม่เอา” ถึง 3 ครั้ง]
.
จบ เราเข้าใจทันทีเลยว่าเรื่องมันเกิดอะไรขึ้น

Sean ไม่ได้บอกว่า “Detail ไม่สำคัญ”
แต่เขาบอกว่า “Detail จะสำคัญ…ก็ต่อเมื่อมันช่วยให้เรื่อง “เดินหน้าwfh”
.
ถ้าเรื่องคุณคือ “ทำไมยุโรปหนาวทั้งปี”
คุณไม่ต้องเล่า 17,000 เกาะ
แต่ถ้าเรื่องคุณคือ “ชั้นบรรยากาศทำงานยังไง”
ตอนนั้น stratosphere จะสำคัญทันที
———–
[5] วิธีฝึกที่ทำให้เราเล่าเรื่องเก่ง

Sean บอกว่ามันไม่ได้มาจากการนั่งเขียนอย่างเดียว
เขา “เล่าให้คนฟัง”

เขาจะชอบเล่าให้คนรอบตัวฟังแล้วดูว่า คนฟังเขาจำอะไรได้ งงตรงไหน เขาถามอะไร

พอแบบนั้น สิ่งที่คนรอบตัวจำได้
สิ่งนั้น = Core Story (ที่เหลือเราตัดทิ้งให้หมด)
.
หรือถ้าไม่มีใคร ลองเขียนเป็น bullet
– มันเกิดอะไร
– ทำไมมันถึงเกิด
– เรื่องมันจบยังไง
.
อะไรที่ไม่ได้ช่วยให้ เข้าใกล้ 3 อย่างนี้คือส่วนเกินให้ตัดทิ้งเลย
=============

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ

Donald Miller (นักเขียน Business made simple) บอกว่า รายได้ธุรกิจเขา โตขึ้น 100 ล้านเหรียญต่อปี จากการที่เขามีเรื่องเล่าที่ดี
.
หาเรื่องเล่าที่ดีเก็บไว้เยอะๆ มันจะช่วยให้เราสื่อสารได้ดี และชีวิตเราจะดีขึ้นเอง Storytelling ที่ดี ไม่ใช่การเล่าทุกอย่างที่คุณรู้
.
แต่คือ “เลือกเล่า…แค่สิ่งที่คน “ต้องรู้””
.
และนี่คือสิ่งที่ผมได้จาก Sean D’Souza
เขาไม่ได้สอนให้เราเขียนเก่งขึ้น แต่สอนให้เรา “คิดแทนคนอ่าน”
.
เพราะสุดท้าย คนจะไม่ได้จดเราได้เเพราะเรารู้เยอะ
แต่จะจำเราได้ เพราะเราทำให้เขา “เข้าใจเรื่องยาก…ในครั้งเดียว”
.
และเมื่อไหร่ที่เราทำให้คนเข้าใจเรื่องยากๆได้ เข้าจะไว้ใจเรา และกลายเป็นลูกค้าเรา(ในอนาคต)
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • SWOT อาจจะใช้ไม่ได้แล้วกับโลกยุคใหม่ของใหม่วิเคราะห์ ธุรกิจแบบ MAPS

  • วิธีพัฒนาชีวิตตัวเองแบบมีความหมาย (หนังสือแนะนำที่ควรอ่านก่อน อายุ 40 ปี)

  • วิธีฝึกสมองให้ฉลาดขึ้นในยุต AI ต้องเปลี่ยนระบบการฝึกใช้สมองใหม่


ความเห็น

ใส่ความเห็น