เราอาจไม่ได้กำลังเข้าสู่ ยุค AI แต่อาจเข้าสู่ยุคที่ต้องเป็นมนุษย์

เราอาจไม่ได้กำลังเข้าสู่ ยุค AI แต่อาจเข้าสู่ยุคที่ต้องเป็นมนุษย์

เราอาจไม่ได้กำลังเข้าสู่ “ยุค AI” แต่เราอาจกำลังเข้าสู่ยุคที่มนุษย์ต้องกลับมาเป็นมนุษย์ให้ได้จริงๆอีกครั้งนึง
.
ถ้าเรามองจากสิ่งที่โลกเรากำลังเดินอยู่ตอนนี้
– บริษัทขนาดใหญ่ประกาศปลดพนักกงานแบบยับๆ
– คนอ่านหนังสือน้อยลงเยอะมากๆ บางคนแทบไม่เคยอ่านเลย
– AI เข้ามาทำ Content เขียนแทนคิดแทน พัฒนา Skill แทน
– ผู้คนสมาธิสั้นขึ้น และ อารมณ์รุนแรงมากขึ้น
.
มันดูเหมือนโลกกำลัง “ถอยหลัง” มากกว่า
แต่มี Creator คนนึงชื่อว่า Adam Walker เขามองเป็นคนมองสาย Humanities วิเคราะห์ปรัชญา วรรณกรรม ศิลปะ

ตัว Adam Walker เขากลับมาต่างออกไปในยุคนี้ เขามองว่า
“สิ่งที่เราคิดว่าแย่อาจเป็นสัญญาณของการฟื้นกลับมาครั้งใหญ่ของมนุษย์”

เขาเรียกสิ่งนี้ว่า “The New Renaissance” เป็นอีกหนึ่งมุมมองที่น่าสนใจจัดๆ เดี๋ยวเบ้นเอาเนื้อหาบางส่วน + เสริมของเบ้นเติมเข้าไปด้วย

มาเข้าใจเรื่องนี้กันว่าโลกจะ Shift ไปทางไหน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
=================
Part 1 : Renaissance จริงๆคืออะไร
.
คำว่า Renaissance แปลตรงๆ = การเกิดใหม่
แต่ถ้ามองแบบลึกๆ มันไม่ใช่แค่ยุคหนึ่งในประวัติศาสตร์
มันคือ “Pattern ของโลก”
.
Renaissance จะเกิดตอนที่ ระบบเดิมเริ่มใช้ไม่ได้ ,คนเริ่มหมดศรัทธา
สิ่งที่เคยเชื่อ เริ่มไม่ตอบคำถามชีวิต
แล้วมนุษย์จะเริ่ม “ตั้งคำถามใหม่ทั้งหมด”
.
ตัวอย่างที่คนชอบยกมาบ่อยๆคือ European Renaissance
ก่อนหน้านั้นคือยุคที่เรียกว่า “ยุคมืด”
ในช่วงนั้น ความรู้ทั้งหมดถูกผูกกับศาสนา,คนไม่ค่อยตั้งคำถาม ,ทุกอย่างมีคำตอบสำเร็จรูป (คุ้นๆเหมือนยุค AI ตอนนี้ไหม 555555)
.
แต่พอถึงจุดหนึ่ง คนเริ่มรู้สึกว่า มันเริ่มจะไม่ใช่แล้ว
แล้วสิ่งที่เกิดขึ้นคือ คนกลับไปอ่านของเก่า (กรีก โรมัน) ,เริ่มคิดเอง ,เริ่มตั้งคำถามกับโลก
.
แล้วจากจุดนั้นมันก็กลายเป็น วิทยาศาสตร์ ศิลปะ วิธีคิดแบบใหม่ของมนุษย์
จนมาถึงพวกเราในยุคนี้
.
ถ้าเราสังเกตุ Pattern ดีๆยุค Renaissance ไม่ได้เกิดเพราะโลกดีขึ้น
แต่มันเกิดเพราะ “โลกเก่ามันพัง” ตรรกะมนุษย์เริ่มล้มเหลว
แล้วความพังนั้น มันบังคับให้มนุษย์ต้อง “คิดใหม่”
.
และนี่แหละคือเหตุผลที่ Adam มองว่า
สิ่งที่เรากำลังเห็นตอนนี้
– ความวุ่นวาย สรุป เราจะตกงานไหม สรุป โลกจะไปทางไหน สงคราม การเมือง คนเริ่มรู้สึกว่าอะไรแบบเก่าๆมันเริ่มไม่ใช่แล้ว
.
แต่มันอาจไม่ใช่จุดจบ แต่มันคือ “จุดเริ่มต้นของ The New Renaissance”
————
Part 2 : ปัญหาจริงไม่ใช่ AI แต่คือ “มนุษย์เริ่มหยุดคิดเอง”

ที่ Adam Walker เขาวิเคราะห์ออกมา
เขาไม่ได้บอกว่า AI คือปัญหา แต่สิ่งที่เขากังวลจริงๆคือ
“มนุษย์กำลังค่อยๆเลิกใช้ความสามารถที่ทำให้เราเป็นมนุษย์”
.
ลองสังเกตตัวเราเองง่ายๆ
จะเขียนอะไร → เปิด AI
จะคิดไอเดีย → เปิด AI
จะสรุป → เปิด AI
จะตัดสินใจ → ก็เริ่มให้ AI ช่วยคิด
.
มันสะดวกมาก จนเราไม่รู้ตัวว่า
เรากำลัง “ยกสมองบางส่วนให้มันไปแล้ว”
เหมือนเมื่อก่อนเราต้องจำเบอร์โทร ตอนนี้เราไม่ต้องจำแล้ว
.
แต่รอบนี้มันไม่ใช่แค่ “ความจำ” มันคือ “การคิด”
.
มือถือก็เหมือนกัน
“มันควรจะเป็นเครื่องมือที่ทำให้เราเข้าถึงความรู้ได้ดีที่สุดในประวัติศาสตร์”
แต่สิ่งที่เราทำคือ Scroll / เสพ / หนีจากชีวิตจริงๆ
.
Adam เขาเลยชี้ให้เห็นว่า
เรากำลังอยู่ในยุคที่“คนรู้เยอะขึ้น แต่คิดน้อยลง”
.
แล้วผลลัพธ์คืออะไร?สิ่งที่เราเสพคืออะไร
สมาธิสั้น อารมณ์รุนแรง
ถกเถียงกันไม่เป็น มองโลกแบบผิวๆ สุดโต่ง
.
ซึ่งนี่แหละคือสิ่งที่เขาเรียกว่า “การเสื่อมของ Humanities”
Adam เขามองว่า ไม่ใช่ว่าศิลปะ ปรัชญา วรรณกรรมหายไป
แต่คือ “ความสามารถในการเข้าใจความหมายของมัน…หายไป”
——————-
Part 3 : Humanities ไม่ได้ตาย แต่มันถูก “ดึงจนเสียตัวตน”
.
Adam อธิบายต่อว่า
สิ่งที่เรียกว่า Humanities จริงๆแล้ว มันเคยเป็น “แกนกลางของการเป็นมนุษย์”
.
มันสอนให้เรา เข้าใจชีวิต เข้าใจความทุกข์ เข้าใจความหมาย เข้าใจว่าควรใช้ชีวิตยังไง
.
แต่วันนี้มันโดนดึงออกไปคนละทิศละทาง

ฝั่งแรก (โลกตลาด)
เปลี่ยนการศึกษา= Skill ,เงิน, ROI, KPI
อะไรที่วัดค่าไม่ได้ → ไม่มีค่า
.
ฝั่งที่สอง (โลกวิชาการ) พา Humanities ไปอีกทาง
จากการเข้าใจชีวิต
กลายเป็น วิเคราะห์อำนาจ วิเคราะห์การเมือง วิเคราะห์ ideology
.
ซึ่งมันไม่ผิดนะ แต่ปัญหาคือ
“มันกลายเป็นอย่างเดียวที่เหลืออยู่”
.
สุดท้าย… วรรณกรรมไม่ได้ถูกอ่านเพื่อเข้าใจมนุษย์
แต่ถูกอ่านเพื่อ “ตีความเชิงการเมือง”
.
ศิลปะไม่ได้ถูกมองเพื่อหาความหมาย แต่ถูกใช้เพื่อการถกเถียงกัน
แล้วสิ่งที่หายไปคือ “ความเป็นมนุษย์ของมัน”
————————
Part 4 : นี่ไม่ใช่จุดตกต่ำ แต่มันคือ “สัญญาณของการเกิดใหม่”

ทุกคนอ่านมาถึงตรงนี้อย่าพึ่งท้อๆมาฟังอีกมุมมองนึงกันบ้างๆ
ตรงนี้คือจุดที่โคตรสำคัญ

Adam บอกว่า สิ่งที่เรากำลังเห็น
ความวุ่นวาย ความสับสน ความรู้สึกว่าโลกมันแปลกๆ
คนเริ่มไม่แน่ใจว่าอะไรจริง หรือไม่จริง
.
มันไม่ใช่แค่ความเสื่อม แต่มันคือ “สัญญาณ”
เพราะถ้าดู Pattern เดิมของโลก

ทุกครั้งที่โลก
เต็มไปด้วยของแปลกปลอม เต็มไปด้วย noise เต็มไปด้วยความว่างเปล่า
.
มนุษย์จะเริ่ม “กลับมาหาของจริง” อะไรทีเ่ป็นจริง
เมื่อโลกเร็วเกินไป มนุษย์จะเริ่มหา “ความลึกซึ้งและควาหมาย”
.
เมื่อทุกอย่างถูก automate มนุษย์จะเริ่มถามว่า
“แล้วเรายังเป็นมนุษย์อยู่ตรงไหน?” และนั่นแหละคือ
The New Renaissance
ทีนี้มองมุมที่เกิดขึ้นกันจริงๆในเชิง ธุรกิจกันบ้าง
————————–
Part 5 : เกมธุรกิจในยุค The New Renaissance
.
จริงๆเบ้นเห็นด้วยกับ Adam 100% เลยตอนนั้นช่วงเดือน 6 เดือนก่อนเบ้นเคยคิดเรื่องนี้เหมือนกัน แต่เบ้นเรียกว่า “Digital Renaissance”

ทีนี้ถ้าเรามองสองขั้วทางความคิดของ Media
โลกกำลังแยกเป็น “2 ขั้ว” แบบชัดๆเลย
ถ้าเอาสิ่งที่ Adam วิเคราะห์ + สิ่งที่เราเห็นจริงๆในตลาดตอนนี้
.
โลกมันกำลัง split ออกเป็น 2 ทางชัดๆ ไม่ใช่แค่ trend
แต่เป็น “direction ของธุรกิจทั้งโลก”
.
ขั้วที่ 1 : ธุรกิจที่ทำให้คน “ตื้นลง เร็วขึ้น เสพง่ายขึ้น”
ขั้วนี้คือของที่เราเห็นทุกวัน

– Short-form content
– Clickbait
– AI content mass production
– Dopamine-driven app (Gamification)
– Content ที่ทำให้ “หยุดดูไม่ได้ แต่จำอะไรไม่ได้”
.
Business Model ของฝั่งนี้คือ “Attention Economy”
แย่งเวลา แย่งสายตา แย่ง dopamine
.
ยิ่งสั้น → ยิ่งดี
ยิ่งเร็ว → ยิ่งปัง
ยิ่งเสพง่าย → ยิ่งโต
.
และใช่ ถ้าเราสังเกตุ…ฝั่งนี้ “จะโตเร็วมาก” ยอด Follower จะพุ่งไวมากๆ ทำแปปเดียวแตะแสนแตะล้านได้ทันที
แต่มีปัญหานึงที่คนไม่ค่อยพูดคือ “มันเริ่มเหมือนกันหมด”
.
เพราะ AI ทำได้ ใครๆก็ทำได้ Barrier ต่ำมาก
สุดท้ายเกมนี้จะกลายเป็น “แข่งกันดัง ไม่ใช่แข่งกันมีความหมาย”
และมันคือ Red Ocean เต็มรูปแบบ
//////////
ขั้วที่ 2 : ธุรกิจที่ทำให้คน “ลึกขึ้น ช้าลง เชื่อมต่อมากขึ้น”

อันนี้คือขั้วที่กำลังเริ่มขึ้น (แต่ยังไม่ mass)
– Long-form content
– Podcast ลึกๆ
– Community ที่มี meaning
– Learning ที่ transform ชีวิตจริง
– Experience ที่ทำให้คน “รู้สึกเป็นมนุษย์อีกครั้ง”
.
Business Model ของฝั่งนี้คือ “Meaning Economy”
ไม่ใช่แค่ขาย content แต่ขาย
– ความเข้าใจ
– ความรู้สึก
– ความเชื่อมโยง
– การเปลี่ยนแปลงตัวตน
.
ฝั่งนี้ “โตช้ากว่า”แน่นอน
ผู้คนจะโคตร loyal (True Fan) และหาเงินได้
.
เพราะมันไม่ได้ขายเวลา มันขาย “ชีวิตของคน”
////////
และแน่นอนว่า เราไม่จำเป็นต้องรเลือกว่าจะอยู่ฝั่งไหน
แต่เราต้องรู้ว่า “เรากำลังเล่นเกมอะไรอยู่”
ถ้าเราเลือกฝั้่งแรก สิ่งที่เราต้องยอมรับคือ :เปลี่ยนแปลงเร็ว ,Disrupt
ถ้าเราเลือกฝั่งสอง เราต้องยอมรับว่า : มันใช้เวลา มันโตช้า
.
ถ้าถามเบ้นว่าเบ้นเลือกฝั่งไหน
ในขณะที่โลกยิ่งสมาธิสั้น อ่านอะไรยาวๆไม่ได้เบ้นยิ่งเขียนแม้งให้ยาวขึ้นอีก แบบบทความนี้ 55555555555
=================

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
เราอาจไม่ได้กำลังเข้าสู่ “ยุค AI”
แต่เรากำลังเข้าสู่ “ยุคที่คนที่ยังคิดเองได้ จะโคตรได้เปรียบ”
.
เบ้นกำลังคิดว่า ที่ผ่านมามนุษย์ เราไปทำงานเป็นคนกรอกข้อมูล ทำเอกสาร ทำงานที่เป็น Routine Task มากๆ จริงๆ พวกเราไม่ต่างอะไรกับ AI เลย
.
แต่คนกำลังกลัว AI จะมาแย่งงาน เบ้นแค่คิดว่า AI ไม่ได้มาแย่งงานเราเลย AI เขาแค่กลับไปทำหน้าที่ของเขา ที่ทำไม่จบ คือทำเอกสาร ทำข้อมูล
.
ส่วนมนุษย์แบบเราก็แค่ต้องกลับไปเป็นมนุษย์แบบเดิม คือ คิด สร้างสรรค์ เชื่อมโยงสิ่งใหม่ๆเข้าด้วยกัน
.
Adam ไม่ได้บอกว่าโลกกำลังดีขึ้น
เขาบอกว่า “โลกกำลังพัง…ในแบบที่จำเป็น”
เพื่อเปิดทางให้ “มนุษย์ที่แท้จริง” กลับมาอีกครั้ง
.
คำถามคือ คุณจะเป็น คนที่เสพหรือ คนที่คิด
เพราะในยุคนี้ คนที่เป็นมนุษย์(จริงๆ) ได้มากที่สุดถึงจะอยู่ได้
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • เราอาจไม่ได้กำลังเข้าสู่ ยุค AI แต่อาจเข้าสู่ยุคที่ต้องเป็นมนุษย์

  • ออกแบบวิธีเล่าเรื่องยังไงให้คนจำได้ Storytelling ที่ดีไม่ไช่การเล่าหมดทุกอย่าง

  • กับดักของการฝึก Skill ในยุคนี้ 4 มิติ แห่งการฝึกทักษะให้ไม่เหมือนใคร


ความเห็น

ใส่ความเห็น