คนที่เราเรียกว่า “มีพรสวรรค์”…จริงๆแล้วเขารู้บางอย่างที่เรามองข้ามไป
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
[1] หลายเดือนก่อนเบ้นได้เขียนคำนิยมให้หนังสือเล่มนึงที่ เบ้นดีใจมากๆที่มีแปลไทย สักที เล่มนั้นคือ ” Suddenly Talented” ของ Sean D’ Souza (อาจารย์ป๋มเอง 55555)
.
หนังสือไม่หนามาก แต่ Sean ก็ยังโคตรเทพเหมือนเดิม
คือแกมีความสามารถพิเศษอย่างนึง
คือทำเรื่องที่ดูยาก…ให้มันง่ายจนแบบ
“เอ้า ที่เรางงมันแค่นี้เองเหรอวะ” 55555
.
[2] แต่สิ่งที่มันติดหัวเบ้นจริงๆจากเล่มนี้
ไม่ใช่เทคนิค ไม่ใช่สูตรลัด แต่มันคือ “วิธีมองคำว่าเก่งใหม่ทั้งหมด”
พอเข้าใจมุมนี้จริงๆ ชีวิตเราจะดีขึ้นได้เลยยย
.
[3] ปัญหาจริงไม่ใช่ “เราไม่เก่ง”
แต่คือเราเข้าใจคำว่าเก่งผิด
เราคิดว่าต้อง Top 1% ต้องระดับโลก
ทั้งที่จริง…เราแค่ต้องเก่งพอให้ชีวิตไปต่อได้ (Good Enough)
.
[4] Sean เรียกสิ่งนี้ว่า Doable Greatness (เก่งแบบพอตัว)
ไม่ต้องเป็นอัจฉริยะ ไม่ต้องสุดทุกทาง แต่เก่งพอจนเอาไปใช้ในชีวิตจริงได้
(คือพูดง่ายๆคือเราเก่งขึ้นมาเลยระดับทั่วไปนิดนึง)
.
[5] Framework ที่สำคัญที่สุดคือในจะเป็นคนเก่งคือ ECS
Energy , Confidence, Skill ลำดับตามนี้เลยถ้าไม่มีพลังงาน ความมั่นใจ เราจะมีทักษะไม่ได้เลย
.
[6] ลองคิดภาพง่ายๆเลย
ถ้าคุณมี Skill แต่ไม่มี Energy คุณจะไม่มีแรงทำมันต่อเนื่อง
ถ้าคุณมี Skill แต่ไม่มี Confidence คุณจะไม่กล้าใช้มัน
สุดท้ายของที่คุณมี…ก็เหมือนไม่มี
.
[7] หลายคนไม่ได้ “ไม่เก่ง” แต่เขาแค่ “ไม่กล้าใช้สิ่งที่ตัวเองเก่ง”
หรือบางคนมีของอยู่แล้ว แต่ไม่มีพลังจะทำต่อ
(แต่สื่อส่วนใหญ่มีแต่พลังความมั่นใจ แล้วออกมาพูด 55555 รู้จริงๆไม่จริง อีกเรื่องนึง สอนกันยับ มั่นใจไว้ก่อน )
.
[8] คำว่า Skill ของ Sean แปลว่าผิดพลาด
ยิ่งเราไม่มี Skill เราก็ยิ่งผิดพลาด แต่แทนที่คนจะผิดให้เยอะขึ้น คนกลับผิดให้น้อยลงเพราะกลัว ผิด (แบบนี้เราก็จะไม่มี Skill ) สักที
.
[9] อีกอย่างที่โคตร underrated คือ Environment
ถ้าคุณอยู่ในที่ที่โดน judge ตลอด คุณจะไม่กล้าลอง ไม่กล้าพลาด
แล้วนั่นแหละ…คือจุดที่คุณหยุดโต (ใครทำอะไรก็โดนตำหนิ หนีไป)
.
[10] แต่ถ้าคุณอยู่ใน Safe Zone
คุณจะกล้าพลาดเร็วขึ้น แล้วคุณจะเรียนรู้เร็วขึ้น
ซึ่งจริงๆแล้ว “การกล้าพลาดเร็ว” = ทางลัดของการเก่ง
[10.5] เบ้นเคยเจอ Steve Bartlett (The diary of CEO) เบ้นเอาหนังสือให้เขาเซ็น เขาเขียนให้เบ้นว่า “Benz Fail More!” คุณต้องล้มให้เยอะกว่านี้
Fail = Feedback
Feedback(Data) = Knowledge
Knowledge = Power
Power = Skill แปลว่าถ้าเราไม่ล้มเลยเราจะไม่มี ทักษะอะไรเลย ยังไม่ออกไปล้มกันอีก 555555
.
[11] แล้วอีกเรื่องที่หลอกเรามานานมาก คือกฎ 10,000 ชั่วโมง
มันทำให้ทุกอย่างดูยากเกินไป จนเรารู้สึกว่า “ไม่เอาดีกว่า”
แล้วก็ไม่เริ่มสักที
.
[12] แต่ความจริงคือ คุณไม่ต้องเก่งที่สุดในโลก
คุณแค่ต้อง “ดีกว่าเมื่อวาน” แบบสม่ำเสมอ
แค่นั้นก็เริ่มเห็นผลแล้ว (หลายคนชอบทักมาถามเบ้นว่า สอนเขียนหน่อย
เบ้นบอกเลยเขียนทุกวันมาจะครบปีแล้ว เก่งขึ้นทุกวันพอแล้ว เขียนกากบ้างดีบ้าง ปนกันไป )
.
[13] แล้วมุมที่เบ้นชอบมากคือ เราไม่จำเป็นต้องเก่ง “เรื่องเดียว”
แต่เราเก่งหลายอย่างในระดับ 7/10 ได้ แล้วเอามันมาต่อกัน (พลังเป็ด)
.
[14] ซึ่งถ้ามองดีๆ นี่แหละคือเกมของคนยุคนี้
One Person Business / Creator / Entrepreneur
ไม่มีใครเก่งทุกอย่าง แต่เขาเอาหลาย skill มารวมกัน แล้วมันกลายเป็น advantage (เดี๋ยวนี้เขาเลิกเป็น Expert กันแล้ว เขายกให้ AI ทำกัน)
.
ยุคนี้ใครพัฒนา Skill เก่งๆ จะชนะแน่นอน ไปตามอ่านต่อเล่มเต็มได้ (เบ้นอ่าน 2 วันจบ)
ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)
.
[15] #สรุปแบบลงดาบ
เราไม่จำเป็นต้องเป็นอัจฉริยะ
เราแค่ต้อง มี Energy พอจะทำ มี Confidence พอจะลอง
อยู่ใน Environment ที่พลาดได้ และยอม “ผิดให้มากพอ”
สิ่งที่พวกเราขาดมาตลอดไม่ใช่ “ความสามารถ” แต่มันคือ พื้นที่ให้เรากล้าลองและกล้าพลาด
.
และบังเอิญว่าตอนนี้เราดันอยู่ในยุคที่ การลองแทบจะเท่ากับ 0 แล้ว เราสามารถสร้าง Business ขึ้นมาได้แบบปุ๊ปปั๊ป เราสามารถเปิดธุรกิจตัวเอง(เพจ) ขึ้นมาได้ทันที ที่เราอ่านบทความนี้จบ #อ่านจบปุ๊ปเปิดธุรกิจปั๊ป
555555555
สุดท้ายแล้ว โลกนี้ไม่ได้ขาดคนเก่ง แต่มันขาดคนที่ “กล้าลองจนเก่ง”
.
แล้วคำถามคือ คุณจะรอให้ตัวเองพร้อมก่อน
หรือจะเริ่มเก่งขึ้น ระหว่างทางที่คุณยังไม่พร้อม

.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ





ใส่ความเห็น