- โลกเราพัฒนามาไกลมาก แต่เกินครึ่งเรายังหาความจริงกับมันไม่ได้เลย
- ใต้มหาสมุทรมนุษย์สามารถสำรวจได้เพียงแค่ 5-7%
- มะเร็ง ทุกวันนี้ เราก็ยังหาสาเหตุไม่เจอแบบ 100% ว่ามันเกิดจากอะไรกันแน่ที่เป็นต้นตอจริงๆ
- ความฝัน พูดกันมาตั้งแต่ยุค Sigmund Freud (ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ) นักจิตวิทยาระดับโลก แห่งยุค สงครามโลก ร้อยกว่าปีแล้วมนุษย์ก็ยังหาเหตุผลที่มาที่ไปของความฝันไม่ได้แบบแท้จริง
- และสิ่งสุดท้ายที่เราอยู่กันมาตลอด ที่เราไม่เข้าใจก็ คือตัวเราเอง ? (จิตวิทยา)
- จิตวิทยา คำพูดที่ 9 ใน 10 คนก็รู้ว่ามันคืออะไร
- ก็แบบใครๆก็เข้าใจว่า
- จิตวิทยา = เข้าใจผู้คน เข้าใจวิธีคิดของมนุษย์ อะไรแนวๆนี้
- แต่ในความเป็นจริง ความเป็นจิตวิทยามันซับซ้อนกว่านั้นมากๆ
- ถ้าพูดตามตรง ความรู้เรา ณ ทุกวันนี้ยังแทบจะไม่เข้าใจ ความเป็นมนุษย์มากซะขนาดนั้นเลย
- เราแทบคาดเดาอะไรในมนุษย์ไม่ได้เลย มันซับซ้อนมากๆ (ฝาแฝดเกิดมาโตมาเหมือนกันแต่นิสัยยังไม่เหมือนกันเลย)
- เราไม่สามารถทำนายได้ 100% เลยว่า ทำไมอีกคนนึงถึงตัดสินใจคนละแบบ ทั้งๆที่เจอเหตุการ์ณแบบเดียวกัน
- และนี้หละเป็นความอลหม่านของโลกจิตวิทยาของมัน
- ถึงขนาดที่ว่า อัลเบิร์ต ไอสไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า “
- “มีสองสิ่งที่ไม่มีขอบเขตสิ้นสุด คือ จักรวาลและความโง่เขลาของมนุษย์แต่ฉันยังไม่แน่ใจนักในเรื่องจักรวาล”
- (ขนาดจักรวาลยังมีวันสิ้นสุด แต่ ความลึกซึ้งของความเข้าใจในมนุษย์ไม่มีวันสิ้นสุด!)
Two things are infinite: the universe and human stupidity; and I'm not sure about the universe.” Albert Einstein
จิตวิทยาจำเป็นต่อชีวิตเราจริงไหม?
- จากการผมได้ทำงานบริษัทมหาชน กับผู้บริหารเก่งๆมาหลายคน
- สิ่งนึงที่ทุกคนมีเหมือนกันคือ มีทักษะ “จิตวิทยาที่สูงมาก”
- ลองคิดดู ทุกอย่างในโลกนี้ ขับเคลื่อนด้วยจิตวิทยาไหม?
- จิตวิทยา = Human Natural (ธรรมชาติของมนุษย์ )
- เพราะเราเป็นมนุษย์ แล้วใช้ชีวิตกับอยู่กับมนุษย์
- คุณบริหารคนใช้ทักษะอะไร ลึกที่สุด – จิตวิทยา
- คุณทำการตลาด ต้องใช้ทักษะอะไร – จิตวิทยา
- แล้วถ้าคุณจะลดน้ำหนัก ปัญหาจริงๆของคุณคือ? -จิตวิทยาอีกอะ (คุณลดไม่ได้เพราะคุณไม่เข้าใจจิตวิทยา)
- แล้วถ้าคุณอยากมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนที่คุณรัก? ก็จิตวิทยาอีก
- ต่อให้คุณเป็น Introvert ไม่ชอบทำงานกับคน แต่ถ้าคุณเข้าใจความเป็นคนอื่นมากขึ้น
- มันก็ทำให้คนขี้อายสามารถเลือกคำพูดที่จะสื่อสารได้ดีขึ้น (มันก็ใช้จิตวิทยาอีก)
- ผมยกตัวอย่างอะไรในโลกนี้ได้อีกเป็น 100 อย่างเพื่อจะบอกว่าจิตวิทยามันเกี่ยวบ้าอะไรกับชีวิตเราแค่ไหน มันอยู่ในทุกๆวันของเราตั้งแต่เราตื่นจนเราหลับ
- ถ้าในสังคมเรา พอมีความเข้าใจเรื่องจิตวิทยา จะไม่มีการล่าแม่มด เราจะเริ่มรับความต่างของความคิด และความเห็น (แล้วก็เลิกมโนเข้าข้างตัวเองกันแบบไม่ฟังมุมอื่น)
- เริ่มใช้ Empathy เห็นอกเห็นใจกันและกัน มากขึ้น มองมุมคนอื่นได้ดีขึ้น กว้างขึ้นกว่าเดิม
- มันทำให้เราเข้าใจวิธีคิดของคนอื่น และเข้าใจจุดบอดของตัวเอง(Self-Awareness)
- ถ้าถามว่าเราต้องรู้มากแค่ไหน ในมุมมองของเบ้น
- หัวข้อที่เบ้นเล่าไปนี้อาจจะลึกเกินไปมากๆ เบ้นคิดว่า
- เราควรพอจะเข้าใจพื้นฐานของมัน แล้วนำไปปรับใช้ นั้นมันสำคัญกว่า
- ถ้าเกิดเราเข้าใจมันมากลึกมากๆ ท่องหลักการทฤษฎีได้หมดแม่นมาก
- แต่เอาไปใช้อะไรจริงไม่ได้เลย เบ้นว่ามันแทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย
- เราควรจะเข้าใจ จิตวิทยามนุษย์พื้นฐาน ว่าเออ ทำไมเราต้องตัดสินคน ทำไมคนถึงคิดไม่เหมือนกัน ทำไมคนถึงเห็นแก่ตัว ทำไมคนถึงมีน้ำใจ ทำไมคนถึงเกลียดกัน
- มันเป็น Knowledge พื้นฐานที่เพียงพอแล้วในการเอาไปต่อยอดกับชีวิตของเรา
- เบ้นว่ามันเป็น Skill ที่โครตจำเป็นในยุคถัดไป ที่ AI กำลังพัฒนาที่จะมาแทนที่อะไรมากมายเต็มไปหมด แต่ความสามารถในการเข้าใจจิตใจคนยังต้องการอยู่
- การเข้าใจ Psychology ก็จะทำให้คุณมีแต้มต่อในสังคมเยอะมากๆ
- แค่มีทักษะ ฟังเป็น (Active Listening) คนก็ชอบคุณเกินครึ่งแล้ว ยังไม่ทันได้พูด
- ตราบใดที่เรายังต้อง interact กับ มนุษย์ – คุณก็ต้องใช้จิตวิทยาต่อๆไป
- แล้วจิตวิทยามีสาขาอะไรประมาณไหนบ้าง?
จิตวิทยามีสาขาอะไรบ้าง?
- ช่วงนี้ปลายปี 66 เบ้นได้ได้เข้าอบรบ “General Psychology” ของที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
- (ถ้าสอบได้เกิน 70% ของโครงการนี้จะสามารถใช้ยื่นต่อ ป.โทของที่จุฬาได้ด้วย แจ่มมาก) โครงการนี้เขาเปิดปีละครั้งใคร ถ้าสนใจลองไปตามได้ในเพจ Psychology CU
- นี้เป็นโน๊ตที่เบ้นนั่งจดมาตอนเรียน มือแตกมากกทุกคน 555
- อ่านไม่รู้เรื่องกันแน่นอนแต่เอาเป็นว่าดูไว้ขำๆก็พอ 5555 (ต้องกดดูในเว็บถึงจะชัด ถ้าอ่านผ่านเมลล์จะมองไม่ชัด)







วันนี้เบ้นเลยจะมาแบ่งสาขาให้สั้นๆว่า จิตวิทยาของที่ จุฬา ที่เบ้นไปอบรบมามันมีเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง
1. Cognitive Psychology – เกี่ยวกับ ระบบคิดของมนุษย์ เวลามนุษย์เจอสิ่งนี้ เขาจะตัดสินแบบไหนก่อน ระบบความทรงจำต่างๆของทำงานยังไง มี System Logic แบบไหนที่เราคิด (เช่น เรื่อง Focus ที่ผมเขียนไปก่อนหน้า,หรือการมองผ่านมุมเหตุผลต่างๆ)
การตัดสินแบบ Top-Down (คือการมองแบบภาพรวมๆเช่นแบบ คนจีนจะนิสัยประหยัด) และการตัดสินแบบ Bottom-Up (คือการมองคนแบบที่รายละเอียดไม่ตัดสินคนแบบกว้างๆ ดูเป็นบุคคลแต่ละบุคคลไป)
2. Brain and Behavior – เกี่ยวกับระบบการทำงานสมอง จะมุ่งเน้นไปทีความผิดปกติของทางสมองเช่น โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ประสาทบริเวณก้านสมอง จะศึกษา เซลล์ประสาทแต่ละตัวทำงานกันยัง สมองส่วนไหนมีหน้าอะไร (ตรงนี้จะเน้นไปทางหาความผิดปกติเพื่อการรักษาเป็นหลัก)
3. Developmental Psychology – พัฒนาการจิตวิทยา คือหมายถึงเวลา มนุษย์เราเติบโตมาแต่ละวัย เราจะมีนิสัยไหนมาเพิ่มขึ้นบ้าง ช่วงวัยรุ่นเราจะมี Egocentric (เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง) สูงมากๆ แล้วพอเราโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะเริ่มเห็นความแตกต่าง เริ่มไม่อยากได้รับการยอมรับจากสังคม เริ่มเข้าใจโลก สาขานี้จะพูดไปตั้งแต่พัฒนาการ อยู่ในท้องจนเราแก่ตายเลย
4. Psychological and Research Method – ตัวนี้จะพูดถึงการวิจัย ว่าแบบที่เขาพูดๆมาว่า จากการวิจัยนี้พบว่าคนนี้เป็นแบบนั้นแบบนั้น จะทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่าจริงๆ การวิจัยมีหลายแบบ วิจัยจากข้อมูลเก่า หรือ เก็บข้อมูลหน้างานจริง เราจะได้ไม่โดนงานวิจัยปั่นหัวเราได้ เพราะหลายงานวิจัยก็ตัดสินผลด้วยความลำเอียง(Bias)
5. Social Psychology – สังคมจิตวิทยา เราจะพูดถึงว่า Influencer(ผู้มีอิทธิพล) ว่าจริงๆแล้วมันมีจิตวิทยาอะไรเบื้องหลังในนั้น ทำไมคนนี้ถึงมีผลกับคนนี้ ทำไมคนนี้พูดอะไรใครก็เชื่อ สังคมเรามักจะคล้อยตามอะไรตามกันเพราะอะไร? ทำไมเราต้องเชื่อเขาด้วย?
6. Mental Health and Well-being – สุขภาพจิต หัวข้อนี้จะเน้นไปที่การโฟกัส การทำให้ Mental Health (สุขภาพจิต) ของเราแข็งแรงดี, ภาวะ Burn Out ที่ทำงาน , ความ Toxic ที่เกิดขึ้นกับความสัมพันธ์ วิธีการจัดการตัวเอง กับเรื่องแย่ๆในชีวิตของเรา การดูแลตัวเอง (Self-Care) แบบถูกวิธีมีอะไรบ้าง
7. Business Psychology – อันนี้จะเล่าเรื่องธุรกิจจิตวิทยา เราจะทำการตลาดยังไง จะทำ Product จะทำ Promotion ยังไงให้ลุกค้าชอบเรา ทำธุรกิจยังไง ให้ทุกฝ่ายพอใจ (ลูกค้า ผู้ถือหุ้น พนักงาน) อันนี้จะสนุกมาก เช่น Anchoring Effect จะเป็นจิตวิทยาที่ชอบเปิดราคาให้มูลค่าๆสูงๆ แล้ว Drop ราคาลงมา ซึ่งลูกค้าจะรู้สึกเหมือนซื้อของมูลค่าแพงในราคาถูก
8. Applied Psychology – การประยุกต์เอาจิตวิทยามาใช้กับ สถานการ์ณต่างๆเช่น การเกิดโรคระบาดโควิท19 ถ้าเราเป็นคนบริหารที่ต้องบริหารคนมากๆจะต้องมีขั้นตอนรับความเสี่ยงทางจิตใจกับคนหมู่มากยังไง การทำนายโอกาสที่จะเกิด วิกฤตต่างๆ ที่เราจะต้องมีความเข้าใจ (ใช้จิตวิทยาหลายๆเรื่องที่เล่ามาผสมกันให้เกิดเป็นหัวข้อนี้)
9. Industrial _ Organization Psychology (I/O)– อันนี้ สาย HR จ๋าเลย คือจะเล่าถึงการที่ เวลาเราจะรับคนเข้ามาในองค์กร จะประเมินยังไง จะออกนโยบายจะวัดยังไง จะบริหารองค์กร วัฒนธรรมแบบไหน จะวัดออกมาเป็นตัวเลขยังไง ให้รางวัล เพิ่มเงินเดือนยังไง ไล่ออกยังไง ทำยังไงให้องค์กรไปข้างหน้าแล้วพนักงานอยู่ดีกินดี ไปด้วยกัน

- ซึ่งพอเข้าไปศึกษาจิตวิทยาจริงๆ แบบไม่ แบบแนว พัฒนาตัวเองขายฝัน บ้าบอคอแตกไร
- มันโครต ซับซ้อนแบบโครตๆ แต่ละเนื้อหาที่เบ้นเรียน แต่ละแขนง ค่อนข้างจะเฉพาะทางเอามากๆ (แต่ชื่อ General Psychology ไม่ General สักนิด 555 )
- มันไม่ใช่แบบแค่ว่า เออ เก่งจิตวิทยา = เก่งทุกอย่าง ให้คำปรึกษา เก่งธุรกิจ เก่งอ่านใจ เก่งจิตใจคน ทำการตลาดได้ บริหารคนเป็น เปลี่ยนแปลงใครก็ได้
- จริงๆมันคนละแขนงเลย คนละแนวเลย จะไปด้านไหนก็ต้องมีความรู้แต่ละด้านเฉพาะมาก
- หลังจากเพื่อนๆอ่านอันนี้คงมีในใจแล้วว่าสนใจด้านไหนกันบ้าง
- ของเบ้นที่ใช้ทุกวันนี้จะเป็น ข้อ 6, 7 และ 9
- แล้วทำไมเราทุกคน(รวมถึงตัวเบ้น) ควรมีความเข้าใจจิตวิทยากันบ้าง
ทำไมตัวเบ้นและทุกคนควรศึกษาด้านจิตวิทยากันไว้
- คือจริงๆงานหลักเบ้นนี้คือ ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ + เป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจให้ SME (ใครสนใจลองทักมาคุยรายละเอียดกันก่อนได้ในเพจ Benzarnun ครับ)
- ในชีวิตผมมีคนชอบเข้ามา ขอความเห็น ผสมกับการปรึกษา เยอะมากๆ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
- ลองคิดดู เวลาที่เราจะเลือกใครเพื่อขอคำแนะนำ นั้นคือ “เราให้ความไว้ใจต่อเขา”
- ซึ่่งความไว้ใจนั้นมีค่ายิ่งกว่าคริปโตตัวไหนๆ (หืมมม จริงไหมครับ555 ราคากำลังมา)
- เบ้นรู้สึกว่ามันเป็นความรับผิดชอบต่อชีวิตผู้อื่นที่เราควรทำให้ดี (ไม่ใช่แนะนำแบบลวกๆ)
- ลองคิดดู คำแนะนำที่เราให้คนที่เข้ามาปรึกษาเรา แล้วคำแนะนำนั้นเปลี่ยนชีวิตเขาได้
- เขากำลังเจอปัญหาในชีวิตแต่เขารับฟังและฝากความหวังไว้กับเรา (มันหนักแค่ไหน555)
- มันทำให้ผมรู้สึกว่า ผมจะแนะนำตัวเองผ่านมุมมองชีวิตตัวเองไม่ได้แล้ว (มัน Bias เกินไป)
- มุมมองของเรามันไม่ถูกเสมอไป
- (ใช่มันถูกกับเรา เราใช้แล้วได้ผล แต่ไม่ถูกกับเขา เขาใช้แล้วอาจจะแย่)
- ไม่งั้นเราก็จะเป็นเหมือนพวก Ego สูงจัดๆที่เชื่อว่าวิธีการของเราาได้ผล
- “ผมทำได้คุณก็ทำได้” (บ้านเอ็งสิ) – เดี๋ยวเขียนบทความเรื่องนี้ดีกว่าคนชอบเคลมกัน55
- จริงๆสิ่งที่เราแก้ได้ด้วยวิธีของเรา แทบจะเอาไปแก้ให้คนอื่นไม่ได้เลย (ยกเว้นแก้แบบกว้างๆ)
- ถ้าคุณเก่งขึ้นเพราะอ่านหนังสือ แต่อีกคน เขาติดเรื่องการ Implement (ลงมือทำให้เกิดขึ้นจริง)
- แล้วคุณก็บอกเขาว่า “ความรู้จะทำให้เราเก่งขึ้น” คุณต้องอ่านหนังสือต่อไป! จะเป็นไง?
- ก็ใช่หนะสิ ก็คุณอะ อ่านแล้วคุณเอาไปทำ แต่เขาไม่เข้าใจว่าต้องทำยังไง! (เห็นมะ มันคนละจุด)
- นั้นมันทำให้เบ้นต้องเสริมความสามารถได้การให้คำแนะนำคนให้ชัดเจนมากขึ้น
- คือเบ้นมองว่ามันเป็นเรื่องที่พวกเราควรจะมี Basic ในการสื่อสารหรือการแนะนำคนกันบ้าง
- พวกเราทุกคนมีอิทธิพลต่อใครในชีวิตไม่มากกก็น้อยอยู่แล้ว (ตราบใดที่เราอยู่ในสังคม)
- ถ้ามีคนมาปรึกษาเรา หรือเราเป็นหัวหน้าสอนงานรุ่นน้อง แต่เราขาดความเข้าใจตรงนี้
- มันจะกลายเป็นการที่เราไปทำร้ายเขา ตำหนิความอ่อนแอ ของเขา
- ผ่านมุมมองของเราฝ่ายเดียว ผมเห็นสังคมเราเป็นงี้เยอะมาก ไม่อดทน อ่อนแอ! (เศร้ามาก)
- นักธุรกิจเก่งๆในชีวิตผมเยอะมากๆ ที่เขาเก่งมาก แต่เขา “สื่อสารได้ไม่ดี”(แนะนำคนไม่เก่ง)
- นั้นทำให้กลายเป็นเขาเก่งแต่เขาส่ง Wisdom(ปัญญา) ของเขาให้คนรุ่นถัดไป ไม่ได้เลย หรือสอนใครไม่ได้
- นั้นมันน่าเสียดายมากๆ เบ้นก็รู้สึกว่า ทักษะนี้เป็นทักษะที่ทุกคนควรมี
- มันจะช่วยเสริมทักษะอื่นๆในชีวิตของเราเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ(ไม่ด้านใดก็ด้านนึงแหละ)
- เดี๋ยวปีนี้เบ้นก็มาศึกษาด้านนี้เยอะมากขึ้น แบบเอาไปใช้จริงๆ (บทความนี้ทฤษฎีจ๋าไปหน่อย แต่ก็เป็นตัวเปิดของปีนี้ได้ดี)
- ก็ปีนี้พยายามจะทำบทความจิตวิทยา+ธุรกิจ เอามาลงกันให้มากขึ้นนะครับ
- ถ้าเกิดว่าคุณชอบเรื่องแนวนี้
- ก็อย่าลืม ใส่ Email ไว้ใน Link นี้ เพื่อที่จะไม่พลาดบทความทุกสัปดาห์
เข้าใจจิตวิทยา = เข้าใจว่าทำไมคนอื่นทำแบบนี้? เข้าใจว่าทำไมเราทำแบบนั้น?
เข้าใจปรัชญา = เข้าใจว่าชีวิตเราอยู่เพื่ออะไร หลังจากนี้เราจะเดินทางไหน
เข้าใจจิตวิทยา + ปรัชญา = เข้าใจโลกในใจเรา และ โลกใบนี้
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ
Benz Arnun






ใส่ความเห็น