ถ้าปีนี้(2024) คุณไม่รู้จะเพิ่ม Skill ด้านไหนผมขอแนะนำ จิตวิทยา(Psychology)

ถ้าปีนี้(2024) คุณไม่รู้จะเพิ่ม Skill ด้านไหนผมขอแนะนำ จิตวิทยา(Psychology)

  • โลกเราพัฒนามาไกลมาก แต่เกินครึ่งเรายังหาความจริงกับมันไม่ได้เลย
  • ใต้มหาสมุทรมนุษย์สามารถสำรวจได้เพียงแค่ 5-7%
  • มะเร็ง ทุกวันนี้ เราก็ยังหาสาเหตุไม่เจอแบบ 100% ว่ามันเกิดจากอะไรกันแน่ที่เป็นต้นตอจริงๆ
  • ความฝัน พูดกันมาตั้งแต่ยุค Sigmund Freud (ซิกมุนด์ ฟรอยด์ ) นักจิตวิทยาระดับโลก แห่งยุค สงครามโลก ร้อยกว่าปีแล้วมนุษย์ก็ยังหาเหตุผลที่มาที่ไปของความฝันไม่ได้แบบแท้จริง
  • และสิ่งสุดท้ายที่เราอยู่กันมาตลอด ที่เราไม่เข้าใจก็ คือตัวเราเอง ? (จิตวิทยา)
  • จิตวิทยา คำพูดที่ 9 ใน 10 คนก็รู้ว่ามันคืออะไร
  • ก็แบบใครๆก็เข้าใจว่า
  • จิตวิทยา = เข้าใจผู้คน เข้าใจวิธีคิดของมนุษย์ อะไรแนวๆนี้
  • แต่ในความเป็นจริง ความเป็นจิตวิทยามันซับซ้อนกว่านั้นมากๆ
  • ถ้าพูดตามตรง ความรู้เรา ณ ทุกวันนี้ยังแทบจะไม่เข้าใจ ความเป็นมนุษย์มากซะขนาดนั้นเลย
  • เราแทบคาดเดาอะไรในมนุษย์ไม่ได้เลย มันซับซ้อนมากๆ (ฝาแฝดเกิดมาโตมาเหมือนกันแต่นิสัยยังไม่เหมือนกันเลย)
  • เราไม่สามารถทำนายได้ 100% เลยว่า ทำไมอีกคนนึงถึงตัดสินใจคนละแบบ ทั้งๆที่เจอเหตุการ์ณแบบเดียวกัน
  • และนี้หละเป็นความอลหม่านของโลกจิตวิทยาของมัน
  • ถึงขนาดที่ว่า อัลเบิร์ต ไอสไตน์ เคยกล่าวไว้ว่า  “
  • “มีสองสิ่งที่ไม่มีขอบเขตสิ้นสุด คือ จักรวาลและความโง่เขลาของมนุษย์แต่ฉันยังไม่แน่ใจนักในเรื่องจักรวาล”
  • (ขนาดจักรวาลยังมีวันสิ้นสุด แต่ ความลึกซึ้งของความเข้าใจในมนุษย์ไม่มีวันสิ้นสุด!)
Two things are infinite: the universe and human stupidity; and I'm not sure about the universe.” Albert Einstein


จิตวิทยาจำเป็นต่อชีวิตเราจริงไหม?

  • จากการผมได้ทำงานบริษัทมหาชน กับผู้บริหารเก่งๆมาหลายคน
  • สิ่งนึงที่ทุกคนมีเหมือนกันคือ มีทักษะ “จิตวิทยาที่สูงมาก”
  • ลองคิดดู ทุกอย่างในโลกนี้ ขับเคลื่อนด้วยจิตวิทยาไหม?
  • จิตวิทยา = Human Natural (ธรรมชาติของมนุษย์ )
  • เพราะเราเป็นมนุษย์ แล้วใช้ชีวิตกับอยู่กับมนุษย์
  • คุณบริหารคนใช้ทักษะอะไร ลึกที่สุด – จิตวิทยา
  • คุณทำการตลาด ต้องใช้ทักษะอะไร – จิตวิทยา
  • แล้วถ้าคุณจะลดน้ำหนัก ปัญหาจริงๆของคุณคือ? -จิตวิทยาอีกอะ (คุณลดไม่ได้เพราะคุณไม่เข้าใจจิตวิทยา)
  • แล้วถ้าคุณอยากมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนที่คุณรัก? ก็จิตวิทยาอีก
  • ต่อให้คุณเป็น Introvert ไม่ชอบทำงานกับคน แต่ถ้าคุณเข้าใจความเป็นคนอื่นมากขึ้น
  • มันก็ทำให้คนขี้อายสามารถเลือกคำพูดที่จะสื่อสารได้ดีขึ้น (มันก็ใช้จิตวิทยาอีก)
  • ผมยกตัวอย่างอะไรในโลกนี้ได้อีกเป็น 100 อย่างเพื่อจะบอกว่าจิตวิทยามันเกี่ยวบ้าอะไรกับชีวิตเราแค่ไหน มันอยู่ในทุกๆวันของเราตั้งแต่เราตื่นจนเราหลับ
  • ถ้าในสังคมเรา พอมีความเข้าใจเรื่องจิตวิทยา จะไม่มีการล่าแม่มด เราจะเริ่มรับความต่างของความคิด และความเห็น (แล้วก็เลิกมโนเข้าข้างตัวเองกันแบบไม่ฟังมุมอื่น)
  • เริ่มใช้ Empathy เห็นอกเห็นใจกันและกัน มากขึ้น มองมุมคนอื่นได้ดีขึ้น กว้างขึ้นกว่าเดิม
  • มันทำให้เราเข้าใจวิธีคิดของคนอื่น และเข้าใจจุดบอดของตัวเอง(Self-Awareness)
  • ถ้าถามว่าเราต้องรู้มากแค่ไหน ในมุมมองของเบ้น
  • หัวข้อที่เบ้นเล่าไปนี้อาจจะลึกเกินไปมากๆ เบ้นคิดว่า
  • เราควรพอจะเข้าใจพื้นฐานของมัน แล้วนำไปปรับใช้ นั้นมันสำคัญกว่า
  • ถ้าเกิดเราเข้าใจมันมากลึกมากๆ ท่องหลักการทฤษฎีได้หมดแม่นมาก
  • แต่เอาไปใช้อะไรจริงไม่ได้เลย เบ้นว่ามันแทบไม่มีประโยชน์อะไรเลย
  • เราควรจะเข้าใจ จิตวิทยามนุษย์พื้นฐาน ว่าเออ ทำไมเราต้องตัดสินคน ทำไมคนถึงคิดไม่เหมือนกัน ทำไมคนถึงเห็นแก่ตัว ทำไมคนถึงมีน้ำใจ ทำไมคนถึงเกลียดกัน
  • มันเป็น Knowledge พื้นฐานที่เพียงพอแล้วในการเอาไปต่อยอดกับชีวิตของเรา
  • เบ้นว่ามันเป็น Skill ที่โครตจำเป็นในยุคถัดไป ที่ AI กำลังพัฒนาที่จะมาแทนที่อะไรมากมายเต็มไปหมด แต่ความสามารถในการเข้าใจจิตใจคนยังต้องการอยู่
  • การเข้าใจ Psychology ก็จะทำให้คุณมีแต้มต่อในสังคมเยอะมากๆ
  • แค่มีทักษะ ฟังเป็น (Active Listening) คนก็ชอบคุณเกินครึ่งแล้ว ยังไม่ทันได้พูด
  • ตราบใดที่เรายังต้อง interact กับ มนุษย์ – คุณก็ต้องใช้จิตวิทยาต่อๆไป
  • แล้วจิตวิทยามีสาขาอะไรประมาณไหนบ้าง?

จิตวิทยามีสาขาอะไรบ้าง?

  • ช่วงนี้ปลายปี 66 เบ้นได้ได้เข้าอบรบ “General Psychology” ของที่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • (ถ้าสอบได้เกิน 70% ของโครงการนี้จะสามารถใช้ยื่นต่อ ป.โทของที่จุฬาได้ด้วย แจ่มมาก) โครงการนี้เขาเปิดปีละครั้งใคร ถ้าสนใจลองไปตามได้ในเพจ Psychology CU
  • นี้เป็นโน๊ตที่เบ้นนั่งจดมาตอนเรียน มือแตกมากกทุกคน 555
  • อ่านไม่รู้เรื่องกันแน่นอนแต่เอาเป็นว่าดูไว้ขำๆก็พอ 5555 (ต้องกดดูในเว็บถึงจะชัด ถ้าอ่านผ่านเมลล์จะมองไม่ชัด)

วันนี้เบ้นเลยจะมาแบ่งสาขาให้สั้นๆว่า จิตวิทยาของที่ จุฬา ที่เบ้นไปอบรบมามันมีเรียนเกี่ยวกับอะไรบ้าง

1. Cognitive Psychology – เกี่ยวกับ ระบบคิดของมนุษย์ เวลามนุษย์เจอสิ่งนี้ เขาจะตัดสินแบบไหนก่อน ระบบความทรงจำต่างๆของทำงานยังไง มี System Logic แบบไหนที่เราคิด (เช่น เรื่อง Focus ที่ผมเขียนไปก่อนหน้า,หรือการมองผ่านมุมเหตุผลต่างๆ)

การตัดสินแบบ Top-Down (คือการมองแบบภาพรวมๆเช่นแบบ คนจีนจะนิสัยประหยัด) และการตัดสินแบบ Bottom-Up (คือการมองคนแบบที่รายละเอียดไม่ตัดสินคนแบบกว้างๆ ดูเป็นบุคคลแต่ละบุคคลไป)

2. Brain and Behavior – เกี่ยวกับระบบการทำงานสมอง จะมุ่งเน้นไปทีความผิดปกติของทางสมองเช่น โรคพาร์กินสัน (Parkinson’s disease) เป็นโรคที่เกิดจากความเสื่อมของเซลล์ประสาทบริเวณก้านสมอง จะศึกษา เซลล์ประสาทแต่ละตัวทำงานกันยัง สมองส่วนไหนมีหน้าอะไร (ตรงนี้จะเน้นไปทางหาความผิดปกติเพื่อการรักษาเป็นหลัก)

3. Developmental Psychology – พัฒนาการจิตวิทยา คือหมายถึงเวลา มนุษย์เราเติบโตมาแต่ละวัย เราจะมีนิสัยไหนมาเพิ่มขึ้นบ้าง ช่วงวัยรุ่นเราจะมี Egocentric (เอาตัวเองเป็นศูนย์กลาง) สูงมากๆ แล้วพอเราโตเป็นผู้ใหญ่ก็จะเริ่มเห็นความแตกต่าง เริ่มไม่อยากได้รับการยอมรับจากสังคม เริ่มเข้าใจโลก สาขานี้จะพูดไปตั้งแต่พัฒนาการ อยู่ในท้องจนเราแก่ตายเลย

4. Psychological and Research Method – ตัวนี้จะพูดถึงการวิจัย ว่าแบบที่เขาพูดๆมาว่า จากการวิจัยนี้พบว่าคนนี้เป็นแบบนั้นแบบนั้น จะทำให้เราเข้าใจมากขึ้นว่าจริงๆ การวิจัยมีหลายแบบ วิจัยจากข้อมูลเก่า หรือ เก็บข้อมูลหน้างานจริง เราจะได้ไม่โดนงานวิจัยปั่นหัวเราได้ เพราะหลายงานวิจัยก็ตัดสินผลด้วยความลำเอียง(Bias)

5. Social Psychology – สังคมจิตวิทยา เราจะพูดถึงว่า Influencer(ผู้มีอิทธิพล) ว่าจริงๆแล้วมันมีจิตวิทยาอะไรเบื้องหลังในนั้น ทำไมคนนี้ถึงมีผลกับคนนี้ ทำไมคนนี้พูดอะไรใครก็เชื่อ สังคมเรามักจะคล้อยตามอะไรตามกันเพราะอะไร? ทำไมเราต้องเชื่อเขาด้วย?

6. Mental Health and Well-being – สุขภาพจิต หัวข้อนี้จะเน้นไปที่การโฟกัส การทำให้ Mental Health (สุขภาพจิต) ของเราแข็งแรงดี, ภาวะ Burn Out ที่ทำงาน , ความ Toxic ที่เกิดขึ้นกับความสัมพันธ์ วิธีการจัดการตัวเอง กับเรื่องแย่ๆในชีวิตของเรา การดูแลตัวเอง (Self-Care) แบบถูกวิธีมีอะไรบ้าง

7. Business Psychology – อันนี้จะเล่าเรื่องธุรกิจจิตวิทยา เราจะทำการตลาดยังไง จะทำ Product จะทำ Promotion ยังไงให้ลุกค้าชอบเรา ทำธุรกิจยังไง ให้ทุกฝ่ายพอใจ (ลูกค้า ผู้ถือหุ้น พนักงาน) อันนี้จะสนุกมาก เช่น Anchoring Effect จะเป็นจิตวิทยาที่ชอบเปิดราคาให้มูลค่าๆสูงๆ แล้ว Drop ราคาลงมา ซึ่งลูกค้าจะรู้สึกเหมือนซื้อของมูลค่าแพงในราคาถูก

8. Applied Psychology – การประยุกต์เอาจิตวิทยามาใช้กับ สถานการ์ณต่างๆเช่น การเกิดโรคระบาดโควิท19 ถ้าเราเป็นคนบริหารที่ต้องบริหารคนมากๆจะต้องมีขั้นตอนรับความเสี่ยงทางจิตใจกับคนหมู่มากยังไง การทำนายโอกาสที่จะเกิด วิกฤตต่างๆ ที่เราจะต้องมีความเข้าใจ (ใช้จิตวิทยาหลายๆเรื่องที่เล่ามาผสมกันให้เกิดเป็นหัวข้อนี้)

9. Industrial _ Organization Psychology (I/O) อันนี้ สาย HR จ๋าเลย คือจะเล่าถึงการที่ เวลาเราจะรับคนเข้ามาในองค์กร จะประเมินยังไง จะออกนโยบายจะวัดยังไง จะบริหารองค์กร วัฒนธรรมแบบไหน จะวัดออกมาเป็นตัวเลขยังไง ให้รางวัล เพิ่มเงินเดือนยังไง ไล่ออกยังไง ทำยังไงให้องค์กรไปข้างหน้าแล้วพนักงานอยู่ดีกินดี ไปด้วยกัน

(เบ้น ได้ 83/90 คะแนน) เสียดายผิดข้อพวก Research Method เยอะไปหน่อย
  • ซึ่งพอเข้าไปศึกษาจิตวิทยาจริงๆ แบบไม่ แบบแนว พัฒนาตัวเองขายฝัน บ้าบอคอแตกไร
  • มันโครต ซับซ้อนแบบโครตๆ แต่ละเนื้อหาที่เบ้นเรียน แต่ละแขนง ค่อนข้างจะเฉพาะทางเอามากๆ (แต่ชื่อ General Psychology ไม่ General สักนิด 555 )
  • มันไม่ใช่แบบแค่ว่า เออ เก่งจิตวิทยา = เก่งทุกอย่าง ให้คำปรึกษา เก่งธุรกิจ เก่งอ่านใจ เก่งจิตใจคน ทำการตลาดได้ บริหารคนเป็น เปลี่ยนแปลงใครก็ได้
  • จริงๆมันคนละแขนงเลย คนละแนวเลย จะไปด้านไหนก็ต้องมีความรู้แต่ละด้านเฉพาะมาก
  • หลังจากเพื่อนๆอ่านอันนี้คงมีในใจแล้วว่าสนใจด้านไหนกันบ้าง
  • ของเบ้นที่ใช้ทุกวันนี้จะเป็น ข้อ 6, 7 และ 9
  • แล้วทำไมเราทุกคน(รวมถึงตัวเบ้น) ควรมีความเข้าใจจิตวิทยากันบ้าง

ทำไมตัวเบ้นและทุกคนควรศึกษาด้านจิตวิทยากันไว้

  • คือจริงๆงานหลักเบ้นนี้คือ ทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ + เป็นที่ปรึกษาทางธุรกิจให้ SME (ใครสนใจลองทักมาคุยรายละเอียดกันก่อนได้ในเพจ Benzarnun ครับ)
  • ในชีวิตผมมีคนชอบเข้ามา ขอความเห็น ผสมกับการปรึกษา เยอะมากๆ ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา
  • ลองคิดดู เวลาที่เราจะเลือกใครเพื่อขอคำแนะนำ นั้นคือ “เราให้ความไว้ใจต่อเขา”
  • ซึ่่งความไว้ใจนั้นมีค่ายิ่งกว่าคริปโตตัวไหนๆ (หืมมม จริงไหมครับ555 ราคากำลังมา)
  • เบ้นรู้สึกว่ามันเป็นความรับผิดชอบต่อชีวิตผู้อื่นที่เราควรทำให้ดี (ไม่ใช่แนะนำแบบลวกๆ)
  • ลองคิดดู คำแนะนำที่เราให้คนที่เข้ามาปรึกษาเรา แล้วคำแนะนำนั้นเปลี่ยนชีวิตเขาได้
  • เขากำลังเจอปัญหาในชีวิตแต่เขารับฟังและฝากความหวังไว้กับเรา (มันหนักแค่ไหน555)
  • มันทำให้ผมรู้สึกว่า ผมจะแนะนำตัวเองผ่านมุมมองชีวิตตัวเองไม่ได้แล้ว (มัน Bias เกินไป)
  • มุมมองของเรามันไม่ถูกเสมอไป
  • (ใช่มันถูกกับเรา เราใช้แล้วได้ผล แต่ไม่ถูกกับเขา เขาใช้แล้วอาจจะแย่)
  • ไม่งั้นเราก็จะเป็นเหมือนพวก Ego สูงจัดๆที่เชื่อว่าวิธีการของเราาได้ผล
  • “ผมทำได้คุณก็ทำได้” (บ้านเอ็งสิ) – เดี๋ยวเขียนบทความเรื่องนี้ดีกว่าคนชอบเคลมกัน55
  • จริงๆสิ่งที่เราแก้ได้ด้วยวิธีของเรา แทบจะเอาไปแก้ให้คนอื่นไม่ได้เลย (ยกเว้นแก้แบบกว้างๆ)
  • ถ้าคุณเก่งขึ้นเพราะอ่านหนังสือ แต่อีกคน เขาติดเรื่องการ Implement (ลงมือทำให้เกิดขึ้นจริง)
  • แล้วคุณก็บอกเขาว่า “ความรู้จะทำให้เราเก่งขึ้น” คุณต้องอ่านหนังสือต่อไป! จะเป็นไง?
  • ก็ใช่หนะสิ ก็คุณอะ อ่านแล้วคุณเอาไปทำ แต่เขาไม่เข้าใจว่าต้องทำยังไง! (เห็นมะ มันคนละจุด)
  • นั้นมันทำให้เบ้นต้องเสริมความสามารถได้การให้คำแนะนำคนให้ชัดเจนมากขึ้น
  • คือเบ้นมองว่ามันเป็นเรื่องที่พวกเราควรจะมี Basic ในการสื่อสารหรือการแนะนำคนกันบ้าง
  • พวกเราทุกคนมีอิทธิพลต่อใครในชีวิตไม่มากกก็น้อยอยู่แล้ว (ตราบใดที่เราอยู่ในสังคม)
  • ถ้ามีคนมาปรึกษาเรา หรือเราเป็นหัวหน้าสอนงานรุ่นน้อง แต่เราขาดความเข้าใจตรงนี้
  • มันจะกลายเป็นการที่เราไปทำร้ายเขา ตำหนิความอ่อนแอ ของเขา
  • ผ่านมุมมองของเราฝ่ายเดียว ผมเห็นสังคมเราเป็นงี้เยอะมาก ไม่อดทน อ่อนแอ! (เศร้ามาก)
  • นักธุรกิจเก่งๆในชีวิตผมเยอะมากๆ ที่เขาเก่งมาก แต่เขา “สื่อสารได้ไม่ดี”(แนะนำคนไม่เก่ง)
  • นั้นทำให้กลายเป็นเขาเก่งแต่เขาส่ง Wisdom(ปัญญา) ของเขาให้คนรุ่นถัดไป ไม่ได้เลย หรือสอนใครไม่ได้
  • นั้นมันน่าเสียดายมากๆ เบ้นก็รู้สึกว่า ทักษะนี้เป็นทักษะที่ทุกคนควรมี
  • มันจะช่วยเสริมทักษะอื่นๆในชีวิตของเราเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ(ไม่ด้านใดก็ด้านนึงแหละ)
  • เดี๋ยวปีนี้เบ้นก็มาศึกษาด้านนี้เยอะมากขึ้น แบบเอาไปใช้จริงๆ (บทความนี้ทฤษฎีจ๋าไปหน่อย แต่ก็เป็นตัวเปิดของปีนี้ได้ดี)
  • ก็ปีนี้พยายามจะทำบทความจิตวิทยา+ธุรกิจ เอามาลงกันให้มากขึ้นนะครับ
  • ถ้าเกิดว่าคุณชอบเรื่องแนวนี้
  • ก็อย่าลืม ใส่ Email ไว้ใน Link นี้ เพื่อที่จะไม่พลาดบทความทุกสัปดาห์

เข้าใจจิตวิทยา = เข้าใจว่าทำไมคนอื่นทำแบบนี้? เข้าใจว่าทำไมเราทำแบบนั้น?

เข้าใจปรัชญา = เข้าใจว่าชีวิตเราอยู่เพื่ออะไร หลังจากนี้เราจะเดินทางไหน

เข้าใจจิตวิทยา + ปรัชญา = เข้าใจโลกในใจเรา และ โลกใบนี้

ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

Benz Arnun

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ถ้าเรารู้สึกว่าไม่มีเวลาทั้งที่ยังไม่เริ่มทำอะไร ปัญหาไม่ใช่เวลา แต่คือวิธีจัดการสมองของเรา

  • เข้าใจวิธีที่ AI ทำตัวเองให้เก่งขึ้นยังไง ลองเอาModelที่ AI ใช้ มาใช้กับตัวเราเอง

  • 44 สัจธรรมของเกมที่ชื่อว่า [ชีวิต] ชีวิตมันไม่ยุติธรรมมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว


ความเห็น

ใส่ความเห็น