เคยคุยกับใครแล้วรู้สึกไหมว่า
“เราก็อยู่ในเหตุการณ์เดียวกัน ทำไมเข้าใจกันคนละเรื่องเลย?”
เราคิดว่าเขาพูดแรง
เขาคิดว่าตัวเองแค่พูดตรงๆ
เราคิดว่าตัวเองอธิบายแล้ว
เขากลับรู้สึกว่าเราไม่เคยฟัง
แล้วต่างคนต่างก็มีเหตุผล มีความทรงจำ และมีหลักฐานในหัวว่า… ฉันจำได้ มันเกิดขึ้นแบบนี้จริงๆ
.
เบ้นชอบภาพนี้ตรงที่มันทำให้คำถามข้างบนเห็นเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา
ฝั่งซ้ายมีเส้นจำนวนมากไหลผ่านตัวกรองตรงกลาง ก่อนจะเหลือเส้นเพียงไม่กี่เส้นเดินทางไปถึงคนทางขวา
ถ้ามองเป็นภาพเปรียบเทียบ เส้นทั้งหมดคือสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนเส้นที่เดินทางมาถึงเรา คือสิ่งที่เราทันสังเกตเห็น
ปัญหาอยู่ตรงนี้แหละ
เรารู้ว่าสิ่งที่ตัวเองเห็นเกิดขึ้นจริง
แต่บางครั้งเราลืมถามว่า มีอะไรเกิดขึ้นอีกบ้างที่เราไม่ทันเห็น?
มาเข้าใจเรื่องนี้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
.
[1] ความสนใจทำให้เราเห็น และทำให้เราพลาด
ลองนึกถึงเวลาที่เราอ่านหนังสือเพลินๆ จนคนข้างๆ ต้องเรียกซ้ำ
เสียงเขาอยู่ตรงนั้น แต่เรากำลังสนใจอีกอย่าง
งานวิจัยของ Daniel Simons และ Christopher Chabris ศึกษาปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Inattentional Blindness หรือการพลาดสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เพราะความสนใจกำลังอยู่กับอย่างอื่น
สิ่งที่น่าสนใจคือ เราอาจมั่นใจมากว่า ถ้ามีอะไรเด่นๆ เกิดขึ้น เราต้องเห็นแน่นอน
แต่ความมั่นใจกับความสามารถในการสังเกตเห็น ก็เป็นคนละเรื่องกัน
.
ทีนี้ลองขยับจากเรื่องการมองเห็น มาดูเวลาที่เราตัดสินใจ
สมมติเรากำลังจะซื้อบ้านหลังหนึ่ง
ถ้าเข้าไปพร้อมคำถามว่า “บ้านนี้น่าอยู่ตรงไหน?”
เราก็อาจใช้เวลาดูแสงที่เข้าห้อง มุมทำงาน และพื้นที่ปลูกต้นไม้
แต่ถ้าเข้าไปพร้อมคำถามว่า “บ้านนี้มีอะไรต้องซ่อมบ้าง?”
เราจะเริ่มตรวจรอยร้าว คราบน้ำ และปลั๊กไฟ
บ้านหลังเดิม แต่เราเดินออกมาพร้อมข้อมูลคนละชุดได้
และข้อมูลทั้งสองชุดก็มีประโยชน์ ถ้าเราต้องตัดสินใจซื้อบ้านจริงๆ
.
[2] สิ่งที่เราเห็นจริง อาจยังเล่าเรื่องได้ไม่ครบ
เบ้นว่าเรื่องนี้เอาไปคิดต่อกับการทำงานได้เยอะเลย
คนทำคอนเทนต์เห็นยอดไลก์น้อย แล้วสรุปว่าคนไม่สนใจ
แต่คนอ่านบางคนอาจเซฟไว้ บางคนส่งให้เพื่อน หรือบางคนอ่านเงียบๆ มาหลายเดือนก่อนจะทักมาซื้อ
ในทางกลับกัน ยอดไลก์เยอะก็ยังตอบไม่ได้ว่า มีใครอยากจ่ายเงินให้สิ่งที่เราทำหรือเปล่า
ยอดไลก์เป็นข้อมูลจริง
แต่ถ้าอยากรู้ว่าธุรกิจกำลังไปได้ดีไหม เราต้องดูข้อมูลอื่นประกอบด้วย
เราอาจกำลังวัดสิ่งที่มองเห็นง่าย
แล้วใช้มันตอบคำถามที่ใหญ่กว่านั้น
.
เรื่องนี้เกิดกับการมองตัวเองได้เหมือนกัน
เวลาถามว่า “ทำไมเรายังไม่เก่งสักที?”
เราก็อาจนึกถึงงานที่ยังทำไม่ได้ คนที่ไปไกลกว่า และสิ่งที่ยังขาด
คำถามนี้มีประโยชน์ ถ้ามันช่วยให้รู้ว่าต้องฝึกอะไร
แต่ถ้าถามอยู่คำถามเดียว เราอาจไม่ได้ทบทวนเลยว่า มีอะไรที่เมื่อก่อนทำไม่ได้ แต่วันนี้ทำได้แล้วบ้าง?
ข้อมูลส่วนนี้ก็จำเป็นเหมือนกัน เพราะมันช่วยให้รู้ว่าวิธีไหนที่ลองแล้วได้ผล และควรทำต่อ
.
[3] ลองถามคำถามที่เปิดให้เราเจอข้อมูลอีกด้าน
ก่อนจะสรุปเรื่องสำคัญ ลองถามตัวเองเพิ่มอีกนิด
“ตอนนี้เรารู้อะไรจริงๆ?”
“มีอะไรที่เรากำลังเดา?”
“ต้องรู้อะไรเพิ่ม ถึงจะตัดสินใจได้ดีขึ้น?”
อย่างลูกค้ายังไม่ตอบข้อความ เรารู้ว่าเขายังไม่ตอบ
ส่วนเขาไม่สนใจ ราคาแพงไป หรือเขากำลังยุ่ง ทั้งหมดนี้ยังต้องตรวจต่อ
ถ้าเราเชื่อข้อแรกที่ผุดขึ้นมา เราอาจรีบลดราคา ทั้งที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าราคาเป็นปัญหาหรือเปล่า
แต่ถ้าทักไปถาม เราก็มีโอกาสได้ข้อมูลที่ช่วยให้แก้ถูกจุดขึ้น
.
การยอมรับว่าเรายังเห็นไม่ครบ ไม่ได้ทำให้เราต้องลังเลกับทุกเรื่อง
เรายังตัดสินใจได้จากข้อมูลที่มี
พร้อมเผื่อพื้นที่ไว้ว่า ถ้าเจอข้อมูลใหม่ เราก็เปลี่ยนใจได้
เบ้นว่าคนที่คุยกันรู้เรื่อง ไม่จำเป็นต้องเริ่มจากการเห็นตรงกันทุกอย่าง
แค่มีจังหวะหนึ่งที่หยุดแล้วถามว่า
“ตรงไหนที่คุณเห็น แล้วเรายังไม่เห็นบ้าง?”
บางทีเราจะเข้าใจกันมากขึ้นจากคำถามนี้
มากกว่าการอธิบายเหตุผลเดิมให้ดังขึ้นอีก
.
ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)
สิ่งที่เราเห็นอาจถูกต้อง
แต่ยังไม่ครบพอจะใช้ตัดสินเรื่องทั้งหมด
ก่อนพยายามยืนยันว่าเราคิดถูก
ลองหาดูว่า มีข้อมูลส่วนไหนที่ยังขาดอยู่
วันนี้มีเรื่องไหนบ้างที่เราเชื่อมาตลอด
ทั้งที่ยังไม่เคยลองมองจากอีกด้าน?
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ






ใส่ความเห็น