มื้ออาหาร “เซียนหุ้นพันล้าน” กับคำสอนของอาม่า อย่าดูถูกอนาคตของใคร

มื้ออาหาร “เซียนหุ้นพันล้าน” กับคำสอนของอาม่า อย่าดูถูกอนาคตของใคร

สรรพสิ่งนั้นล้วนแน่นอน แต่มนุษย์นั้นไม่แน่ (คำสอนอาม่าของเซียนหุ้นพันล้าน)
.
วันก่อนเบ้นมีโอกาสไปกินข้าวกับพี่มี่ @ทิวา ชินธาดาพงศ์ หรือ “เซียนมี่” นักลงทุนที่สื่อเรียกว่า “เซียนหุ้นพันล้าน” (ขอบคุณแก๊ง Flow’s Table มากๆค้าบ สำหรับการนัดกันครั้งนี้)
.
ปกติเบ้นเป็นคนทำธุรกิจ เลยได้คุยกับผู้ประกอบการค่อนข้างเยอะ แต่ไม่ค่อยมีโอกาสได้นั่งคุยกับนักลงทุนแบบยาวๆ เท่าไหร่ มื้อนี้เลยได้เห็นวิธีคิดอีกแบบที่น่าสนใจ
.
คุยกันตั้งแต่เรื่องธุรกิจ การลงทุน ไปจนถึง AI แต่สิ่งที่ติดหัวกลับบ้าน กลับเป็นคำสอนของอาม่าพี่มี่
มีอยู่ 4 เรื่องที่เบ้นอยากหยิบมาเล่าให้ฟัง #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป

=============
[1] ประสบความสำเร็จไปแล้ว ก็ยังสนุกกับการเป็นคนที่ไม่รู้
.
สิ่งแรกที่เซอร์ไพรส์เบ้นคือ พี่มี่ทันสมัยมากกก โดยเฉพาะเรื่อง AI ที่พอคุยกันแล้วรู้เลยว่าศึกษาและลองใช้จริง ความรู้หลายเรื่องไม่ได้เป็นรองเบ้นเลย 555555 บางเรื่องพี่มี่รู้เยอะกว่าเบ้นอีก
(พี่มี่บอก One Person Business ที่จีนกำลังมาเลยเบ้น เอ็งมาถูกทางแล้ว555555)
.
คำถามคือ ทำไมพี่ถึงศึกษาเรื่องพวกนี้เยอะขนาดนี้?
.
พี่มี่บอกว่า เขาเป็นคนชอบเรื่องเทคโนโลยี แบบสนุกมากเหมือนเล่น
แล้ว เวลาไปพูดบนเวที เขาไม่ชอบพูดถึงสิ่งที่ตัวเองยังไม่ได้ลองเล่นจริง เลยต้องลงไปศึกษา ทดลอง และทำความเข้าใจด้วยตัวเองก่อน (พี่มี่บอก บางคนอ่านมาเล่าแบบนี้ไม่เอา55555)
.
เบ้นชอบท่าทีนี้ เพราะพอเรามีชื่อเสียงหรือประสบความสำเร็จบางอย่าง คนก็พร้อมจะฟังเราอยู่แล้ว แต่พี่เขายังให้ความสำคัญกับการรู้จริงก่อนจะพูด
.
อีกอย่างที่รู้สึกได้คือ พี่มี่สนุกกับการเรียนรู้ สนใจว่าคนรุ่นใหม่กำลังคิดอะไร ทำอะไร และมีเรื่องไหนที่ตัวเองยังไม่รู้บ้าง ทำให้เบ้นนึกถึงแนวคิดของ Naval ที่ว่า ให้หาสิ่งที่เราทำแล้วรู้สึกเหมือนเล่น แต่คนอื่นมองว่าเป็นงาน (Feel like a play to you, but look like work to others)
.
เบ้นรู้สึกว่าพี่มี่มีสิ่งนี้อยู่ การศึกษาธุรกิจ คุยกับคนใหม่ๆ หรือลองเครื่องมือใหม่ เป็นสิ่งที่พี่เขาสนุกกับมันจริงๆ
.
นี่เป็นคุณสมบัติที่เบ้นอยากรักษาไว้กับตัวเองเหมือนกัน ต่อให้วันหนึ่งทำบางเรื่องได้ดีแล้ว ก็ยังอยากตื่นเต้นกับสิ่งที่ตัวเองยังทำไม่เป็น

———-
[2] ผู้ประกอบการเป็น “นักล่า” ส่วนนักลงทุนเป็น “นักเลือก”
.
อีกเรื่องที่เบ้นฟังแล้วสะดุ้ง คือวิธีที่พี่มี่เปรียบเทียบผู้ประกอบการกับนักลงทุน
.
ผู้ประกอบการมีความเป็นนักล่า เห็นสิ่งที่อยากได้แล้วอยากออกไปทำให้เกิดขึ้น อยากแก้ปัญหา อยากทดลอง อยากลงมือ เรารอเฉยๆ ไม่ค่อยไหวหรอก 55555
.
ส่วนนักลงทุนต้องใช้ความสามารถในการเลือก เลือกธุรกิจ เลือกคน และเลือกว่าจะฝากเงินกับใครในระยะยาว

พี่มี่เปรียบเทียบกับการเลือกคู่ครอง เพราะเราต้องดูมากกว่าว่าวันนี้เขาน่าสนใจแค่ไหน ต้องเข้าใจด้วยว่าเขาเป็นคนแบบไหน และเราอยากเดินทางไปกับคนคนนี้หรือเปล่า

เบ้นฟังแล้วจุก เพราะตัวเองมีนิสัยนักล่าชัดมาก ถ้าเห็นโอกาสก็มักคิดต่อทันทีว่า แล้วเราจะทำอะไรกับมันได้บ้าง?

พอมองผ่านมุมของนักลงทุน เลยเห็นว่าการเจอโอกาสไม่ได้แปลว่าเราต้องรีบทำอะไรกับมันเสมอไป เรายังเลือกได้ว่าจะศึกษาเพิ่ม รอ หรือปล่อยมันผ่านไป

เบ้นตีความว่า คนทำธุรกิจอย่างเราน่าจะได้ประโยชน์จากการฝึกเป็นนักเลือกบ้าง โดยเฉพาะการเลือกว่าจะเอาเวลา พลังงาน และชีวิตของตัวเองไปทุ่มให้กับอะไร

เพราะเรามีแรงออกล่าได้อีกหลายอย่าง แต่ไม่ได้มีเวลาพอจะตามทุกอย่างที่เห็น

——————
[3] อย่าเอาชีวิตวันนี้ของใคร ไปตัดสินอนาคตทั้งหมดของเขา

มีช่วงนึงน้องในโต๊ะถามว่า ทำไมพี่มี่ ถึงแบบคุยกับทุกคน Humble รับฟังน้องๆ Gen Z มากๆ ไม่ถือตัวเลย

พี่มี่บอกว่า อาม่าเคยสอนพี่มี่ไว้ว่า 精牲有量,人無量。 (เจงแซ อู่เหลียง นั้งบ่อเหลียง)
ใจความตามที่พี่มี่เล่า คือชีวิตสัตว์ยังพอคาดการณ์ได้ แต่ชีวิตมนุษย์นั้นยากที่จะคาดเดาอนาคต
.
เบ้นฟังแล้วชอบมาก เพราะมันเตือนเราสองด้านพร้อมกัน
.
วันที่เรากำลังไปได้ดี ก็อย่าประมาทว่าชีวิตจะเป็นแบบนี้ตลอดไป ส่วนวันที่เห็นใครยังไม่ประสบความสำเร็จ ก็อย่าเพิ่งตัดสินว่าเขาจะเป็นแบบนั้นตลอดชีวิต

พี่มี่เล่าว่า เมื่อประมาณ 15 ปีก่อน เคยได้ได้รู้จักกับเจ้าของธุรกิจเล็กๆคนนึง ตอนนั้นก็คิดว่าเขาเป็นคนที่ฉลาดดี ตัดภาพมาวันนี้เขาเป็นเจ้าธุรกิจแบรนด์ ยอดขายปีที่แล้ว(2025) ปาไป 3000 พันล้านไปแล้ว
.
ลองคิดดูว่า ถ้าเราเจอเขาในวันนั้น เราจะมองออกไหมว่าอีกสิบกว่าปีชีวิตเขาจะเปลี่ยนไปขนาดไหน?
เบ้นว่าเราอาจมองไม่ออกหรอก
.
เวลาเราเจอใคร เราเห็นแค่ชีวิตเขาบางช่วง เห็นอาชีพปัจจุบัน รายได้ปัจจุบัน หรือสิ่งที่เขาทำได้ในวันนี้ แต่เราไม่ได้เห็นทุกสิ่งที่เขากำลังเรียนรู้ และยังไม่รู้ว่าเขาจะได้เจอโอกาสอะไรต่อจากนี้

คนที่วันนี้ยังไม่มีใครรู้จัก อาจกำลังค่อยๆ สะสมบางอย่างอยู่ก็ได้
พอฟังแบบนี้ เบ้นเลยรู้สึกว่า คำว่า “อย่าดูถูกอนาคตของใคร” มันรวมถึงอนาคตของตัวเราเองด้วย
.
อย่าเพิ่งใช้วันที่ยังทำไม่ได้ มาสรุปว่าเราจะไม่มีวันทำได้
————-
[4] ความถ่อมตัว เห็นได้จากเวลาที่เราคุยกับคนรอบตัว

มีภาพเล็กๆ ระหว่างกินข้าวที่เบ้นชอบมาก คือพี่มี่ชวนพนักงานในร้านคุย ถามว่าร้านขายดีไหม แล้วก็สนใจฟังคำตอบของเขา
.
เป็นบทสนทนาธรรมดาเลย แต่พออยู่ในมื้อนี้ มันทำให้สิ่งที่พี่เล่าเห็นเป็นภาพขึ้นมา
.
พี่มี่เล่าว่า ทุกวันนี้ยังรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนคนเดิมจากวันที่เคยทำอาชีพแรกๆ รวมถึงช่วงที่เคยขี่วินมอเตอร์ไซค์ เลยให้เกียรติคนเหมือนเดิม
.
เบ้นชอบตรงนี้ เพราะการเปิดใจเรียนรู้กับการให้เกียรติคนอื่นมันเชื่อมกันอยู่
.
ถ้าเราคิดว่าตัวเองรู้มากกว่าคนตรงหน้าไปหมด เราก็คงไม่ค่อยอยากถามอะไรเขา แต่ถ้าเรายังสนใจว่าเขาเจออะไรมา มองโลกยังไง เราก็มีโอกาสได้เรียนรู้จากคนอีกเยอะ
.
ทั้งคนอายุน้อยกว่า คนทำงานคนละสาย หรือคนที่มีชีวิตต่างจากเราไปเลย
.
และเบ้นว่า การให้เกียรติคนตรงหน้าเริ่มได้ตั้งแต่วันนี้ โดยที่เราไม่ต้องรอรู้ก่อนว่าอนาคตเขาจะกลายเป็นใคร

==========

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ

มื้อนี้ทำให้เบ้นได้กลับมาทบทวนตัวเองว่า เรายังสนุกกับการเรียนรู้แค่ไหน เลือกสิ่งที่จะทุ่มชีวิตให้ดีพอหรือยัง และเผลอตัดสินใครจากชีวิตที่เห็นแค่วันนี้ไปบ้าง

ยิ่งฟังพี่มี่ เบ้นยิ่งรู้สึกว่า ต่อให้เราเดินมาไกลแค่ไหน ก็ยังมีเรื่องที่ไม่รู้อีกเยอะ และยังมีคนอีกมากที่สอนอะไรเราได้

ขอบคุณพี่มี่สำหรับมื้ออาหารและบทสนทนาดีๆ วันนี้

ก่อนเลื่อนผ่าน ลองนึกถึงเรื่องหนึ่งที่คุณเคยอยากทำ แต่พักมันไว้เพราะคิดว่า “เราคงทำไม่ได้หรอก”

ถ้าวันนี้ยังไม่ใช่ข้อสรุปของชีวิตคุณ คุณอยากให้โอกาสตัวเองลองเรื่องอะไรอีกครั้ง?

ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • AI Value Creators ยุคสมัยใหม่ได้มาถึงแล้ว

  • วิธีเป็นคนที่ฉลาดขึ้น (Database Concept)

  • ถอดบทเรียนจาก Mark Cuban


ความเห็น

ใส่ความเห็น