“ถ้าเก่งจริง ต้องสร้างธุรกิจ ให้คนโง่รันได้”

“ถ้าเก่งจริง ต้องสร้างธุรกิจ ให้คนโง่รันได้”

“ถ้าคนเก่งจริง ต้องสร้างธุรกิจให้คนโง่รันได้”

ประโยคนี้ของชาร์คกฤษน์ ศรีชวาลา ทำให้เบ้นหยุดคิดตอนได้ยินเลย
.
เพราะเจ้าของธุรกิจหลายคนอยากได้คนเก่งมาช่วย อยากมีระบบ อยากมี AI Agent แต่ถ้าถามว่า “แล้วคุณทำงานยังไง?” บางทีเราก็ยังอธิบายออกมาไม่ได้ทั้งหมด

ฟัง D:Code Podcast ตอนนี้แล้ว มีหลายเรื่องที่น่าเก็บมาคิดต่อ ทั้งเรื่องคน ระบบ ความสัมพันธ์ และการถ่ายทอดความรู้ @Kit Chartsiri สัมภาษณ์ดีมากค้าบ

เบ้นขอ Recap ประเด็นที่ชอบก่อน แล้วค่อยเล่าว่ามันเชื่อมกับการทำธุรกิจในยุค AI ยังไง
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป

==========
[1] Recap : 8 ประเด็นน่าคิดจากชาร์คกฤษน์ (Key Takeaways)

– ธุรกิจที่ดีต้องส่งต่อให้คนอื่นทำได้ ถ้าต้องพึ่งคนเก่งที่สุดอยู่ตลอด ก็ต้องกลับมาดูว่าเราออกแบบธุรกิจไว้ดีแค่ไหน

– ความสัมพันธ์กับคนจะสำคัญขึ้นมาก ในวันที่ใครๆ ก็สร้างของได้ง่ายขึ้น คนที่เชื่อใจเราและอยากช่วยเรา จะมีส่วนทำให้ของนั้นไปถึงตลาด

– ไอเดียดีไม่ได้รับประกันว่าธุรกิจจะสำเร็จ ยังต้องมีคน ระบบ การลงมือทำ และความสามารถในการรับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้น

– ระบบมากเกินไปก็ทำให้ธุรกิจแข่งขันยากได้ ถ้ามีหลายชั้นจนตัดสินใจช้า ความคล่องตัวก็หาย ต้นทุนก็เพิ่ม

– ต้องมองสุขภาพและคนรับช่วงต่อด้วย เขาเคยเจอธุรกิจที่ดูมีอนาคต แต่คนรันธุรกิจป่วยขึ้นมา จนกลายเป็นปัจจัยสำคัญของธุรกิจ

– ความล้มเหลวทุกครั้งมีบทเรียนให้เก็บ ทั้งอะไรที่ทำให้เราดี อะไรที่ทำให้เราแย่ และอะไรที่เข้ามาช่วยในวันที่เราแย่

– ก่อนชวนใครลงทุน ต้องคุยถึงวันที่เสียหายด้วย เขาเล่าว่าชวนเพื่อนลงทุนโดยบอกให้พร้อม “เจ๊งคนละครึ่ง” เพราะวันเริ่มต้นเรายังรับประกันผลลัพธ์ไม่ได้

– ความสำเร็จที่เขาให้ความหมายสูงมาก คือการเอาประสบการณ์และความรู้ไปช่วยให้คนอื่นสำเร็จ แล้วได้เห็นคนอื่นมีความสุขจากสิ่งนั้น
.
ฟังรวมๆ แล้ว เบ้นรู้สึกว่าชาร์คกิจแกมองธุรกิจไปไกลจากแค่ “ทำยังไงให้ได้เงิน”
เขามองไปถึงว่า ใครจะทำมันต่อ คนจะร่วมมือกันยังไง และประสบการณ์ที่สะสมมาจะเป็นประโยชน์กับใครได้บ้าง
.
[2] อยากให้ AI ทำงานแทน แต่เราถอดวิธีทำงานของตัวเองออกมาได้หรือยัง?
.
เรื่อง ธุรกิจที่ดีต้องส่งต่อให้คนอื่นทำได้ ส่งต่อกับ One Person Business ที่เบ้นทำได้พอดี
.
ช่วงนี้เบ้นใช้เวลาคุยกับคนเรื่องการสร้าง AI Agent x Entreprenuer เยอะ แล้วรู้สึกว่าโจทย์ยากอย่างหนึ่งคือ การถอด DNA การทำงานของเจ้าของออกมา
.
เราบอกได้ว่าอยากให้ AI ทำอะไร แต่พอถามต่อว่า “แล้วปกติคุณตัดสินใจเรื่องนี้ยังไง?” รายละเอียดจะเริ่มมาแล้ว ดูยอดขาย ดูโฆษณา ดูว่าลูกค้าชอบไหม แล้วก็…ใช้ประสบการณ์
.
คำว่า “ใช้ประสบการณ์” คือคำบอกเล่าที่กว้างที่สุดที่ต้องแกะต่อ (ในฐานะคนทำ Agent เลย)
.
เพราะประสบการณ์อาจหมายถึง เราเห็นสัญญาณบางอย่างที่คนอื่นยังไม่เห็น เราเคยพลาดมาก่อน เลยรู้ว่าตรงไหนควรระวัง หรือเราเอาข้อมูลหลายส่วนมาประกอบกันได้เร็ว
แต่บางครั้งมันก็อาจเป็นความเคยชิน ที่เรายังไม่เคยย้อนกลับไปตรวจสอบเหมือนกัน
.
สมมุติเราอยากให้ Agent ช่วยตัดสินใจเพิ่มงบโฆษณา
.
ถ้าคำสั่งคือ “ตัวไหนขายดีให้เพิ่มงบ” ก็ต้องถามต่อแล้วว่า ขายดีนี่ดูจากยอดขายหรือกำไร? ข้อมูลกี่วันถึงพอตัดสินใจ? สินค้าเหลือเท่าไหร่? ถ้ายอดดีเพราะลดราคาหนัก ยังควรเพิ่มอยู่ไหม?
.
รายละเอียดพวกนี้คือส่วนหนึ่งของวิธีคิดในการทำธุรกิจ

ถ้าเรามองแค่ผลลัพธ์ว่าเดือนนี้ขายได้เท่าไหร่ แต่ยังไม่เข้าใจว่าอะไรทำให้เกิดผลลัพธ์นั้น การทำซ้ำหรือส่งต่อก็จะยาก [คนสร้างธุรกิจต้องทำให้ความรู้ของตัวเองกลายเป็นสิ่งที่คนอื่นหยิบไปใช้ได้]
AKA SOP for Entreprenuer
.
ให้เขารู้ว่าต้องดูอะไร เลือกยังไง งานที่ดีเป็นแบบไหน และเรื่องไหนควรกลับมาถาม
ไม่งั้นต่อให้เพิ่มผู้ช่วยอีกกี่คน ทุกคนก็ยังต้องมาต่อคิวรอความคิดเราอยู่ดี
.
[3] คนที่อธิบายวิธีคิดตัวเองได้ จะมีโอกาสใช้ความเก่งของตัวเองได้มากขึ้น

เบ้นมองว่าทักษะการเขียนจะมีประโยชน์ขึ้นอีกเยอะ โดยเฉพาะการเขียนเพื่อถ่ายทอดวิธีทำงาน
เพราะตอนคิดในหัว เราข้ามขั้นตอนได้ง่ายมาก
“ก็เลือกของดีๆ มาขาย”
“ก็เขียนให้น่าอ่าน”
“ก็ต้องดูว่ามันคุ้มไหม”
.
แต่พอเขียนออกมา เราจะเจอคำถามทันทีว่า
ดีคืออะไร?
น่าอ่านตรงไหน?
คุ้มสำหรับใคร?
แล้วมีกรณีไหนที่ควรเลือกอีกแบบ?
.
การพยายามอธิบายให้คนอื่นเข้าใจ เลยช่วยให้เราเห็นช่องว่างในความเข้าใจของตัวเองด้วย
ลองเริ่มจากงานที่ทำซ้ำบ่อยๆ สักเรื่อง แล้วเขียนว่า ครั้งล่าสุดเราตัดสินใจยังไง
ตอนนั้นเห็นข้อมูลอะไร มีทางเลือกอะไร ทำไมถึงเลือกแบบนี้ และถ้าเจอข้อมูลแบบไหนเราจะเปลี่ยนใจ
.
เก็บทั้งตัวอย่างที่ทำแล้วดี และตัวอย่างที่ทำแล้วพลาด
พอสะสมไปเรื่อยๆ เราจะเริ่มมีวิธีทำงานที่เอาไปสอนคนอื่นได้ เอาไปให้ AI ทดลองทำได้ และย้อนกลับมาตรวจสอบตัวเองได้
.
อย่างงานเขียน ถ้าบอกแค่ว่า “เขียนให้แบบ เบ้นอะ” คนทำก็ต้องเดาเยอะ (อาจจะมีด่าพ่อในใจ5555)
แต่ถ้ามีตัวอย่าง พร้อมอธิบายว่าโพสต์นี้เปิดเรื่องใกล้ตัวดี ตรงนี้เล่ายาวไป ประโยคนี้สวยแต่อ่านแล้วไม่รู้จะเอาไปทำอะไร คนที่มาช่วยก็เริ่มเรียนรู้มาตรฐานของเราได้
.
แน่นอนว่าเขียนอธิบายดีแล้ว ก็ยังต้องลองทำและตรวจผลงานจริง
แล้วก็ต้องระวังสิ่งที่ชาร์คกฤษน์พูดเหมือนกันว่า ระบบเยอะเกินไปอาจทำให้ช้า

เราเลยไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคู่มือร้อยหน้า เริ่มจากงานหนึ่งเรื่องที่อธิบายแล้วช่วยให้คนทำต่อได้จริงก่อน
เบ้นว่าในยุคถัดไป คนที่มีประสบการณ์และถ่ายทอดประสบการณ์นั้นออกมาได้ จะมีอะไรให้เอาไปต่ออีกเยอะ
.
ทั้งสอนทีม สร้าง Agent พัฒนาสินค้า หรือแม้แต่กลับมาปรับวิธีทำงานของตัวเอง
ความเก่งที่เคยต้องเรียกใช้ผ่านตัวเราทุกครั้ง ก็เริ่มมีทางถูกนำไปใช้ได้กว้างขึ้น
============

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ

แต่สิ่งที่เบ้นชอบมากอีกอย่างในคลิปนี้ คือชาร์คกฤษน์เริ่มต้นด้วยการ “ขอบคุณ” คนที่มาขอลงทุน
ปกติเราจะนึกภาพว่าคนมาพิตช์ต้องเป็นฝ่ายขอบคุณนักลงทุน ที่ให้โอกาส ให้คำแนะนำ หรือให้เงินทุน
.
แต่เขากลับขอบคุณคนเหล่านั้น เพราะได้เห็นความคิด ได้ฟังประสบการณ์ และได้เรียนรู้เรื่องที่ตัวเองไม่เคยคิดมาก่อน บางเรื่องเขาก็เอากลับไปคุยต่อในองค์กร ไปจุดประกายความคิดใหม่ๆ ได้อีก

เบ้นว่า สุดยอดดดดด
คนที่ผ่านธุรกิจมาเยอะขนาดนี้ ยังมองคนที่เดินเข้ามาว่า มีอะไรให้ตัวเองเรียนรู้ได้
.
ฟังแล้วรู้สึกว่าเราก็ควรกลับไปคุยกับคนด้วยท่าทีแบบนี้เหมือนกัน
แล้วความรู้ที่ได้มา ก็อย่าเก็บไว้แค่ในหัว ลองถ่ายทอดออกมาให้คนอื่นใช้ต่อได้ด้วย
วันนี้มีวิธีคิดเรื่องไหนของคุณ ที่ถ้าเขียนออกมาแล้วจะช่วยให้คนอื่นทำงานง่ายขึ้นบ้าง?
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ถ้าใครกำลังสร้างธุรกิจในยุค AI บทสัมภาษณ์นี้อาจเปลี่ยนสิ่งที่คุณเลือกเดิมพันในอีก 10 ปี ข้างหน้า

  • เมื่อเราหยุดกินร่างกายทำอะไรกับตัวเอง ยิ่งอดนาน ยิ่งดีต่อร่างกายจริงไหม?

  • สรุปวิจัยทำไมเราหยุดไถ มือถือ ไม่ได้? ไถคลิปสั้น 10-30 นาที ก็กระทบทักษะการคิด


ความเห็น

ใส่ความเห็น