วิธีหาพลังพิเศษของตัวเอง เมื่อรู้หลายเรื่อง แต่ไม่สุดสักทาง

วิธีหาพลังพิเศษของตัวเอง เมื่อรู้หลายเรื่อง แต่ไม่สุดสักทาง

วิธีหาพลังพิเศษของคนที่รู้หลายเรื่อง (แต่รู้สึกว่าตัวเองไม่เก่งสักเรื่อง)
.
เขียนก็พอได้ ขายก็พอเป็น เทคโนโลยีก็ชอบ แต่พอเปิดดูคนอื่นเท่านั้นแหละ โอ้โห คนนี้เขียนเก่งกว่า คนนั้นขายเก่งกว่า อีกคนทำแอปเสร็จแล้ว ส่วนเรายังตั้งชื่อโปรเจกต์อยู่เลย 55555
.
สุดท้ายเลยสรุปว่า “เราไม่มีอะไรเก่งเลย”
ทั้งที่เมื่อกี้เราเอาตัวเองคนเดียว ไปแข่งกับทีมรวมดาวทั้งอินเทอร์เน็ต
.
เบ้นดูคลิป “วิธีหาพลังพิเศษ” ของนายอาร์ม แล้วชอบวิธีที่เขาอธิบายเรื่องนี้ โดยเฉพาะช่วงท้ายที่พูดถึงการเจอพื้นที่ของตัวเอง ฟังแล้วนึกถึง Specific Knowledge ของ Naval Ravikant เลย
.
และถ้าเอามาต่อกับการทำธุรกิจ เบ้นว่าเรื่องนี้กำลังบอกเราว่า คนที่เก่งหลายอย่างพอประมาณ อาจมีของดีอยู่กับตัวมากกว่าที่คิด
.
Generalist Era(เป็ด) ยุคของคนเก่งกว้าง และโอกาสของ One Person Business มันน่าคุยตรงนี้ มาเข้าใจเรื่องนี้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
===============
[1] เราอาจไม่ได้อ่อน แค่ชอบไปบวกผิดเลน
.
นายอาร์มอธิบายว่า เรามักมองความสามารถทีละแกน เช่น การเรียน ภาษา หรือทักษะทำงาน แล้วเอาตัวเองไปเทียบกับคนที่อยู่บนสุดของแกนนั้น
.
พอแพ้ก็เปลี่ยนแกน ไปเจอคนเก่งอีกคน แล้วก็แพ้อีก เหมือนเดินสายสมัครแข่งเพื่อสะสมความรู้สึกแย่ให้ตัวเองโดยเฉพาะ
.
แต่โลกทำงานจริง หลายตำแหน่งต้องใช้ทักษะพร้อมกันมากกว่าหนึ่งอย่าง
.
คนหนึ่งอาจเขียนโปรแกรมเก่งมาก ส่วนเราเขียนได้ดีระดับหนึ่ง แต่สื่อสารกับลูกค้ารู้เรื่อง อธิบายให้ทีมเข้าใจ และช่วยให้คนหลายฝ่ายทำงานด้วยกันได้
.
ถ้าโจทย์คือเขียนโค้ดอย่างเดียว เขาอาจเก่งกว่าเรา แต่ถ้าโจทย์คือต้องเข้าใจลูกค้า แปลงปัญหาให้ทีมทำต่อได้ และพางานไปจนจบ ชุดทักษะของเราก็เริ่มมีประโยชน์อีกแบบ
.
นายอาร์มเปรียบกับเกมได้เห็นภาพมาก ถ้าเราเป็นฮีโร่ที่ต้องรอของ แล้วไปไล่บวกตั้งแต่ต้นเกม โดนตบกลับมาก็ไม่ได้แปลว่าตัวละครเรากากเสมอไป
.
บางทีของยังไม่มา แต่ใจไปถึงป้อมเขาแล้ว 55555
.
สิ่งที่ต้องหาเลยมีทั้ง “เราเก่งอะไร” และ “สถานการณ์ไหนต้องใช้ความเก่งชุดนี้”
.
เพราะความสามารถเดียวกัน พออยู่คนละงาน คนละทีม หรือคนละปัญหา มันอาจมีค่าต่างกันเยอะเลย
==============
[2] พลังพิเศษอาจอยู่ตรงที่หลายเรื่องมารวมกัน
.
ช่วงที่นายอาร์มเล่าว่าเจอพื้นที่ที่ตัวเองถนัดแล้ว ก็อยู่ตรงนั้น ไม่จำเป็นต้องออกไปแข่งกับทุกคนทุกเรื่อง เบ้นฟังแล้วรู้สึกว่า นี่มันใกล้กับ Specific Knowledge ของ Naval เลย
.
Naval พูดถึงความรู้ความสามารถเฉพาะตัวที่ค่อยๆ เกิดจากความสงสัย ความถนัด และประสบการณ์ที่เราสะสมมา มันเรียนรู้และพัฒนาได้ แต่ถ่ายทอดเป็นหลักสูตรให้ทุกคนออกมาเหมือนกันเป๊ะๆ ได้ยาก
.
ลองนึกถึงคนที่ขายของออนไลน์มาหลายปี เขาอาจไม่ได้เขียนเก่งที่สุด ไม่ได้เก่งเทคโนโลยีที่สุด แต่เขารู้ว่าลูกค้าลังเลตรงไหน พนักงานพลาดอะไรบ่อย และปัญหาแบบไหนต้องรีบแก้ก่อน
.
ถ้าคนนี้เริ่มเขียนอธิบายเป็น แล้วใช้เครื่องมือมาช่วยจัดการงานได้ ความสามารถหลายด้านก็เริ่มมารวมกันเป็นงานที่คนอื่นทำตามได้ไม่ง่ายนัก
.
คนที่เก่งเครื่องมือกว่า อาจไม่เข้าใจหน้างานเท่าเขา ส่วนคนที่อยู่หน้างานมานานเท่ากัน ก็อาจยังอธิบายหรือทำระบบแบบเขาไม่ได้
.
นี่คือมุมที่เบ้นเชื่อมกับคำว่า Generalist หรือ “คนเก่งกว้าง”
.
แต่เก่งกว้างก็ต้องมีของจริงในสิ่งที่ทำด้วยนะ ถ้าอ่านทุกเรื่อง รู้จักทุกเครื่องมือ แต่ยังเอาไปช่วยใครไม่ได้เลย อันนั้นเราอาจกำลังเก่งเปิดแท็บอยู่ แง๊
.
ความกว้างเริ่มมีค่าเมื่อเราเชื่อมมันเข้าด้วยกัน แล้วแก้ปัญหาบางอย่างได้ดีขึ้น ส่วนประสบการณ์จากการลงมือทำซ้ำๆ ก็ทำให้เราเริ่มรู้ว่าอะไรเวิร์ก อะไรดูดีแต่ใช้จริงไม่ได้
.
และนายอาร์มก็ย้ำอีกเรื่องที่สำคัญ เวลาเรามีจำกัด จะอัปทุกสกิลพร้อมกันไม่ได้ เราเลยต้องเลือกว่าจะฝึกอะไร และตรงไหนควรร่วมมือกับคนที่เก่งกว่า
===============
[3] พอ Build ได้ และ Sell เป็น พลังพิเศษก็เริ่มมีคนจ่ายเงินให้
.
Naval มีอีกแนวคิดที่ต่อกับเรื่องนี้พอดี คือ “Learn to sell. Learn to build.”
.
Build คือสร้างสิ่งที่มีประโยชน์ขึ้นมา อาจเป็นสินค้า บริการ หรือวิธีช่วยลูกค้าแก้ปัญหา ส่วน Sell ก็รวมถึงการสื่อสารให้คนเข้าใจด้วยว่า สิ่งที่เราทำช่วยเขาตรงไหน ทำไมถึงควรเลือกเรา
.
เบ้นว่าคนทำ One Person Business ต้องเริ่มมองทักษะตัวเองแบบนี้
.
สมมุติคุณเคยดูแลร้านออนไลน์ เข้าใจงานหลังบ้าน ใช้เครื่องมืออัตโนมัติได้ และคุยกับเจ้าของร้านรู้เรื่อง คุณอาจเริ่มจากบริการเล็กๆ ช่วยจัดรายงานให้เขาไม่ต้องนั่งรวมข้อมูลเองทุกคืน
.
คุณได้ใช้ความรู้หลายด้านกับปัญหาเดียว ได้ฝึกทำงานให้จบ และได้ฝึกเสนอขายจากประโยชน์ที่ลูกค้าเห็นจริง
.
ตรงนี้แหละที่เบ้นมองว่า Generalist Era น่าสนใจสำหรับ One Person Business เพราะเรามองข้ามรอยต่อระหว่างงานได้ ตั้งแต่เข้าใจปัญหา สร้างทางแก้ ไปจนถึงพามันไปถึงคนซื้อ
.
แต่ไม่ต้องตีความว่าคนคนเดียวต้องรับบททั้งบริษัทนะ บางเรื่องใช้เครื่องมือช่วย บางเรื่องจ้าง บางเรื่องจับมือกับคนอื่น เราต้องรู้พอที่จะเลือกและรับผิดชอบสิ่งที่ส่งให้ลูกค้าได้
.
แล้วจะเริ่มหาพลังพิเศษของตัวเองยังไง?
.
ลองเขียนสามเรื่องนี้ลงกระดาษ เรื่องที่คนชอบมาขอให้เราช่วย เรื่องที่เราสนใจจนยอมเสียเวลาเรียนเอง และปัญหาที่เราเคยลงมือแก้จนรู้ว่ามันติดตรงไหน
.
จากนั้นลองเลือกสองหรือสามอย่างมารวมกัน แล้วถามว่า “ชุดนี้ช่วยใครแก้ปัญหาอะไรได้บ้าง?”
.
เลือกมาหนึ่งคน หนึ่งปัญหา แล้วลองช่วยเขาให้เกิดผลจริง จะทำเป็นงานทดลองหรือบริการเล็กๆ ก็ได้ เราจะได้เห็นทั้งสิ่งที่ทำได้ดี สิ่งที่ยังขาด และสิ่งที่คนอื่นเห็นคุณค่า
.
บางทีเราหาตัวเองไม่เจอ เพราะนั่งคิดอยู่คนเดียวมานานมาก แต่ยังไม่เคยเอาความสามารถออกไปเจอโจทย์จริงเลย
=

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
เบ้นว่าเราควรฝึกเป็นคนเก่งกว้างที่เอาทักษะมาใช้ร่วมกันได้ เลือกปัญหาที่อยากเข้าใจ แล้วลงมือจนมีความเก่งเฉพาะตัวเกิดขึ้น
.
คุณไม่จำเป็นต้องชนะทุกคนทีละวิชา แต่ต้องหาว่าทักษะชุดที่คุณมี ช่วยคนกลุ่มไหนได้ดี แล้วฝึกทั้ง Build และ Sell ให้สิ่งนั้นกลายเป็นธุรกิจได้
.
One Person Business อาจเริ่มจากตรงนี้เลย จากเรื่องหลายเรื่องที่เคยคิดว่าไม่เกี่ยวกัน แล้ววันหนึ่งเราเอามันมาช่วยใครได้พอดี
.
ถ้าเอาทักษะของคุณมารวมกัน 3 อย่าง คุณคิดว่ามันจะกลายเป็นพลังพิเศษอะไร?
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • มนุษย์ควรเอาตัวรอดในโลกที่เปลี่ยนเร็วแบบนี้อย่างไร

  • คำถามร้อยบาท กับ คำถามล้านบาท

  • ถ้าคุณคิดว่า AI มาแล้วไม่ต้องเรียนเขียนโค้ดก็ได้ “คุณกำลังพลาดอะไรสำคัญมาก”


ความเห็น

ใส่ความเห็น