ทำไมเรื่องที่เราเล่า คนอ่านถึงไม่อิน? 3 สิ่งที่ต้องตัดออก ให้เรื่องน่าอ่านขึ้น

ทำไมเรื่องที่เราเล่า คนอ่านถึงไม่อิน? 3 สิ่งที่ต้องตัดออก ให้เรื่องน่าอ่านขึ้น

ทำไมบางเรื่องยิ่งเล่าละเอียด คนอ่านยิ่งไม่เข้าใจ?
.
เวลาเราจะเล่าเรื่องสักเรื่อง เราจำได้หมดว่าไปที่ไหน เจอใคร กินอะไร พูดอะไรกัน แล้วก็อยากใส่ทุกอย่างลงไป เพราะรู้สึกว่ามันเกิดขึ้นจริงนี่นา จะตัดทิ้งก็เสียดาย
.
พอเขียนเสร็จ เรารู้สึกว่าเล่าครบมาก แต่คนอ่านกลับต้องพยายามหาว่า ตกลงเรื่องนี้กำลังจะบอกอะไรกับเขา
.
คนเขียนจำเหตุการณ์ได้ทั้งหมด ส่วนคนอ่านเพิ่งรู้จักเรื่องนี้จากประโยคแรกของเรา
.
Sean D’Souza เขามาแชร์ใน Commu ตัวเองเรื่อง How to avoid unnecessary clutter when writing a story มา เป็นอีกเรื่องที่ชอบวิธีอธิบายของเขามาก เพราะเขาเริ่มจากเรื่องธรรมดาอย่าง “การทำอาหารเช้า”
.
เช้าวันหนึ่ง Sean กำลังทำอาหารแล้วจามไม่หยุด ระหว่างนั้นเขาบดข้าวฟ่างเพื่อทำแป้งโดซา แต่เผลอเติมน้ำเยอะไปจนแป้งเหลว เลยต้องหั่นมันฝรั่งใส่เพิ่มให้ข้นขึ้น
.
แล้วยังต้องทำแซนด์วิชให้ Renuka (ภรรยาของ Sean) ทำไข่ให้แม่ยาย จามอีกรอบ หากระทะไม่เจอ พอหาเจอแล้วตอกไข่ เปลือกไข่ก็ดันตกลงไปอีก
.
อ่านมาถึงตรงนี้เหมือนเราเดินเข้าไปอยู่ในครัวด้วยเลยครับ วุ่นวายมาก 555555
แต่ Sean ใช้ความวุ่นวายนี้ให้เราเห็นว่า เรื่องเล่ามีทั้งลำดับเหตุการณ์ มีปัญหา มีอะไรเกิดขึ้นตลอด ก็ยังเต็มไปด้วยสิ่งที่ควรตัดออกได้

เขาเรียกสิ่งเหล่านี้ว่า Clutter หรือรายละเอียดที่ทำให้เรื่องรกรุงรัง และแบ่งออกเป็น 3 แบบ

มาเข้าใจเรื่องนี้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
========
[1] เล่าหลายเรื่องในเรื่องเดียว Sean เรียกว่า Event Clutter
.
ในเรื่องอาหารเช้า เราต้องตามทั้งอาการจาม การแก้แป้งเหลว การทำแซนด์วิช การทำไข่ และการหากระทะ เหมือนมีเรื่องเล่าหลายเรื่องวิ่งอยู่พร้อมกัน
.
ทุกเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง แต่พอใส่เข้ามาทั้งหมด คนอ่านต้องคอยเปลี่ยนความสนใจตามเราไปเรื่อย ๆ โดยยังไม่รู้ว่าเรื่องไหนจะพาไปถึงประเด็นสำคัญ
.
ลองนึกถึงตอนที่เราอยากเล่าบทเรียนจากการคุยกับลูกค้า แต่เริ่มตั้งแต่ตื่นสาย รถติด แวะซื้อกาแฟ เจอเพื่อน แล้วค่อยถึงบทสนทนาที่อยากเล่า
.
คนเขียนรู้ว่ากำลังจะไปไหน คนอ่านยังต้องตามเราผ่านทุกทางแยก
เบ้นว่า ก่อนจะเลือกว่าจะเล่าอะไร เราต้องตอบให้ได้ก่อนว่า “เรื่องนี้จะพาคนอ่านไปเห็นอะไร?”

ถ้าประเด็นอยู่ที่คำถามหนึ่งของลูกค้าที่ทำให้เราเปลี่ยนความคิด เหตุการณ์ที่เลือกเข้ามาก็ควรช่วยให้คนอ่านเข้าใจคำถามนั้นและสิ่งที่เปลี่ยนไป

ส่วนเรื่องรถติดหรือกาแฟ อาจเก็บไว้เล่าอีกครั้ง เมื่อมันมีหน้าที่ในเรื่องของมันเอง
.
[2] ใช้คำที่ทำให้คนอ่านต้องสงสัยว่า ต้องจำไหม?
.
Sean เรียกว่า Terminology Clutter
ในเรื่องอาหารเช้า เขาใช้คำอย่าง “ข้าวฟ่างฟอกซ์เทล” “โดซา” “ไข่มาซาลา” และ “ชัตนีย์ผักชี” ฟังดูมีรายละเอียดดี แต่คนอ่านอาจต้องหยุดคิดว่า แต่ละอย่างคืออะไร แล้วต้องจำไว้หรือเปล่า?
.
เพราะเมื่อเราเจาะจงชื่ออะไรขึ้นมา คนอ่านย่อมคาดว่าชื่อนั้นจะสำคัญกับเรื่องที่กำลังจะเกิดขึ้น
.
ถ้าเราย้ำว่าเป็น “ไข่มาซาลา” เขาอาจรอดูว่าการใส่มาซาลาจะเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต่อไปยังไง แต่สุดท้ายมันกลับไม่ได้ช่วยให้เข้าใจประเด็นมากขึ้นเลย
.
ตรงนี้เบ้นว่าน่าสนใจสำหรับคนทำ Content มาก โดยเฉพาะเวลาเราอยู่กับเรื่องหนึ่งนาน ๆ จนใช้ศัพท์ในวงการเป็นปกติ
.
เราเขียน Customer Journey, Retention, Conversion ได้สบาย ๆ แต่คนที่เพิ่งเข้ามาอ่านต้องทำสองงานพร้อมกัน ทั้งแปลคำศัพท์ของเราและตามเรื่องที่เรากำลังเล่า
.
คำเฉพาะยังมีประโยชน์ครับ ถ้าบทความกำลังอธิบายความหมายหรือวิธีใช้มัน คนอ่านก็มีเหตุผลที่จะเรียนรู้และจำ

แต่ถ้าคำนั้นไม่ได้ช่วยให้เข้าใจเรื่อง การใช้คำธรรมดาที่คนอ่านรู้จักอยู่แล้ว ก็ช่วยให้เขาตามเราได้ง่ายขึ้น
.
ในบทความสอนทำอาหาร ชื่อวัตถุดิบอาจสำคัญมาก ส่วนเรื่องเล่าที่ต้องการให้เห็นความวุ่นวายในตอนเช้า เราอาจไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อวัตถุดิบทุกชนิด
——————-
[3] ใส่ข้อมูลจริงที่ไม่ได้ช่วยให้เรื่องไปต่อ Sean เรียกว่า Fact Clutter
.
เช่น ใช้เวลาเดินทาง 39 นาที ร้านอาหารชื่อ Gianni’s ใบไม้ข้างทางเป็นสีเขียวอมม่วง ข้อมูลพวกนี้อาจถูกต้องทั้งหมด แต่ความถูกต้องเพียงอย่างเดียวยังไม่ได้บอกว่า เราควรใส่มันลงไปในเรื่องหรือเปล่า
.
Sean ชวนให้ลองคิดว่า เวลาคุยกับคนจริง ๆ เราจะบอกวันเดือนปี ชื่อถนน ระยะเวลาเดินทาง และสีของต้นไม้ครบขนาดนี้ไหม?
.
ส่วนใหญ่เราจะเข้าเรื่องที่อยากเล่าเร็วกว่านั้นเยอะ
.
เบ้นมองว่า รายละเอียดควรมีงานให้ทำในเรื่องของเรา
ถ้าเรากำลังเล่าว่าเกือบขึ้นเวทีไม่ทัน การบอกว่าเหลืออีก 3 นาทีช่วยให้คนอ่านรู้สึกถึงความเร่งรีบ แต่ถ้าแค่เล่าว่าไปกินข้าวกับเพื่อน การรู้ว่าเดินทางกี่นาทีอาจไม่ได้เปลี่ยนความเข้าใจอะไร
.
รายละเอียดบางอย่างทำให้เราเห็นภาพ บางอย่างทำให้รู้สึก บางอย่างช่วยอธิบายว่าทำไมเหตุการณ์ต่อมาถึงเกิดขึ้น
.
เราจึงต้องดูว่าแต่ละอย่างกำลังช่วยเรื่องตรงไหน ถ้าตัดออกแล้วคนอ่านยังเข้าใจเหตุการณ์และประเด็นได้เหมือนเดิม ก็มีเหตุผลให้ลองตัดดู
.
แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าตรงไหนควรตัด?
Sean แนะนำวิธีง่าย ๆ ไว้ 2 ขั้นตอน
.
ขั้นแรก ให้เริ่มจาก Outline เป็นข้อ ๆ ก่อนเขียนเป็นย่อหน้า แต่ละข้อใช้ประโยคสั้นและมีความคิดเดียว เพื่อให้เห็นว่าเรื่องกำลังเดินไปทางไหน
.
ถ้าข้อหนึ่งยาวจนมีหลายเหตุการณ์ หรือโครงเรื่องยาวไม่จบสักที นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าเราใส่ของเข้ามาเยอะแล้วตั้งแต่ต้น
.
ขั้นต่อมา พอวางโครงเสร็จ ให้พักก่อน อย่าเพิ่งรีบแก้ทันที เว้นอย่างน้อยหนึ่งชั่วโมง หรือกลับมาอ่านใหม่วันถัดไปถ้ามีเวลา
.
เหตุผลที่เขาให้พัก เพราะตอนเพิ่งเขียนเสร็จ เรายังผูกพันกับเรื่องของตัวเองมาก ทุกอย่างดูสำคัญไปหมด พอกลับมาอ่านอีกครั้ง ให้ถาม 3 คำถามนี้
.
1. มีเหตุการณ์ไหนที่ควรอยู่ในอีกเรื่องหนึ่ง?
2. มีคำไหนที่คนอ่านไม่มีเหตุผลต้องจำ?
3. มีข้อมูลไหนที่ไม่ได้เพิ่มน้ำหนักให้เรื่อง?
.
เจอแล้วค่อยตัดครับ
.
Sean ยังแนะนำว่า สำหรับเรื่องเล่าสั้น ๆ ที่ใช้เปิดบทความ แทรกในการนำเสนอ หรืออยู่กลางบทของหนังสือ เราควรฝึกเล่าให้ได้ภายในประมาณ 150–200 คำตามต้นฉบับภาษาอังกฤษของเขา
.
เบ้นมองว่า ประโยชน์ของข้อจำกัดนี้คือมันบังคับให้เราเลือก ว่าอะไรจำเป็นต่อการเข้าใจเรื่องจริง ๆ
พอมีพื้นที่จำกัด เราต้องรู้แล้วว่าเรื่องนี้จะพาไปไหน และรายละเอียดไหนกำลังช่วยพาไปถึงตรงนั้น
=============

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ

ตอนเขียนเรามีหน้าที่ดึงเรื่องออกมาให้ได้ ส่วนตอนแก้เรามีหน้าที่เลือกว่าคนอ่านจำเป็นต้องรู้อะไรบ้าง เลือกเหตุการณ์ที่พาไปถึงประเด็น ใช้คำที่ช่วยให้เข้าใจ และเก็บรายละเอียดที่ทำให้เรื่องมีน้ำหนัก
.
เรารู้เรื่องของตัวเองทั้งหมดอยู่แล้ว แต่คนอ่านต้องอาศัยสิ่งที่เราเลือกเล่า เพื่อเดินตามไปให้ถึงความหมายเดียวกัน
.
ลองกลับไปอ่านโพสต์ล่าสุดของตัวเองดูครับ มีรายละเอียดตรงไหนที่ตัดออกได้ โดยคนอ่านยังเข้าใจเรื่องได้เหมือนเดิม?
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • วัยกลางคน[MID-LIFE] วัยที่แบกทุกอย่างพร้อมกัน

  • ปัญหาที่เกิดจากการคิดบวกมากไป

  • ป้ายยาหนังสือ เรื่อง Skincare ที่ ไม่ Bias ที่สุด


ความเห็น

ใส่ความเห็น