ทำไมเราถึงเชื่อว่า “เดือนหน้าจะว่างขึ้น” ทั้งที่พอถึงเดือนหน้า ก็ยังยุ่งเหมือนเดิม
.
“ผ่านอาทิตย์นี้ไปก่อน เดี๋ยวก็ได้พัก”
“จบโปรเจกต์นี้แล้วจะกลับมาออกกำลังกาย”
“เดือนหน้าค่อยนัดกัน ช่วงนี้ยุ่งจริง ๆ”
ประโยคพวกนี้ฟังดูสมเหตุสมผล เพราะบางช่วงชีวิตก็ยุ่งจริงครับ มีงานต้องส่ง มีปัญหาต้องแก้ มีอะไรบางอย่างที่ต้องเร่งให้ทัน แต่ถ้าเราพูดประโยคเดิมมาหลายเดือนแล้ว มันเริ่มมีอะไรน่าสงสัย
ทำไมเดือนที่เราจะได้พัก ถึงขยับหนีเราไปเรื่อย ๆ 55555 ตอนนี้ตัวเบ้นเองก็ตกอยู่ในสถานการณ์นั้น รับปากคนเยอะเกิน โปรเจคโถมมาก 5555555 จะมี AI กี่ตัวก็ช่วยผมไม่ทันแล้ว
.
เบ้นอ่าน Newsletter ของ Anne-Laure Le Cunff จาก Ness Labs เรื่อง The Future-Self Fallacy เธอเล่าว่าตัวเองก็ชอบพูดว่า “เดือนหน้าจะยุ่งน้อยลง” จนเริ่มสังเกตว่า เดือนหน้าที่ว่านั้นพอมาถึงจริง ๆ ก็ยุ่งเหมือนเดิม
.
เรื่องนี้ชวนให้เรากลับมาดูว่า เวลารับปากทำอะไร เรากำลังนึกถึงตัวเองคนไหนอยู่
มาเข้าใจเรื่องนี้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
============
[1] เรามักคิดว่า “ตัวเองในอนาคต” จะมีเวลามากกว่าเรา
.
ทุกคนลองเปิดปฏิทินดู สัปดาห์นี้มีประชุม มีนัด มีงานที่ต้องส่งเต็มไปหมด แต่พอเลื่อนไปอีกสองเดือนข้างหน้า ช่องว่างดูเยอะขึ้นทันที
.
มีคนชวนทำโปรเจกต์ เราก็เลยตอบว่า “ได้เลย ช่วงนั้นน่าจะว่างๆพอดี” (นี้แหละๆ ตัวดีย์55555)
.
ปัญหาคือ เรามองเห็นงานที่เข้ามาแล้วในสัปดาห์นี้ แต่ยังมองไม่เห็นงานที่จะเข้ามาในเดือนหน้า ทั้งข้อความที่ต้องตอบ งานที่ต้องแก้ นัดที่เพิ่งถูกเพิ่ม และปัญหาที่วันนี้ยังไม่มีใครรู้ว่าจะเกิด
ช่องว่างในปฏิทินเลยทำให้อนาคตดูสบายกว่าที่มันอาจจะเป็นจริง
.
งานวิจัยที่ Anne-Laure อ้างถึงพบว่า โดยทั่วไปคนมีแนวโน้มคาดว่าตัวเองจะมีเวลาว่างเหลือในอนาคตมากกว่าปัจจุบัน เราจึงประเมินการใช้เวลาในวันข้างหน้าต่างจากการใช้เวลาตอนนี้
.
คำนี้เรียกว่า Future-Self Fallacy เพื่อชวนมองความคาดหวังนี้ เราคิดถึงตัวเองในอนาคตเหมือนเป็นคนที่ว่างกว่า มีแรงกว่า และรับมือทุกอย่างได้ดีกว่าเราในวันนี้
.
เบ้นว่าเวลาคิดแบบนี้ เราใจกว้างกับเวลาของตัวเองมากเลยครับ
ถ้าต้องทำพรุ่งนี้ เราอาจตอบว่า “ไม่ไหวแล้ว” แต่ถ้าต้องทำอีกสองเดือน เรากลับตอบว่า “ได้เลย”
ทั้งที่คนต้องทำงานนั้น ก็คือเราเหมือนเดิม และถ้ายังรับงานด้วยวิธีเดิม ตารางในอนาคตก็มีโอกาสเต็มด้วยวิธีเดิมด้วย
.
เราเลยรับปากได้ง่ายวันนี้ แล้วค่อยไปหาวิธีจัดการเอาในวันที่ต้องทำจริง
—————
[2] การเชื่อว่า “อีกนิดเดียวจะได้พัก” ทำให้เรายอมเหนื่อยต่อ
อีกประเด็นที่ Anne-Laure ชวนคิดคือ การบอกตัวเองว่าความยุ่งกำลังจะจบ ทำให้ความเครียดดูมีเส้นชัย
ลองนึกถึงความต่างระหว่าง “ต้องใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ” กับ “อดทนถึงวันศุกร์ก็พอ”
ประโยคหลังทำให้เรารู้สึกว่าพอไหว ถึงจะเหนื่อยก็ยังเห็นวันที่จะได้หยุด เราจึงยอมเลื่อนการพัก เลื่อนการออกกำลังกาย เลื่อนการเจอคนที่อยากเจอออกไปก่อน
แต่พอถึงวันศุกร์ ก็มีเรื่องใหม่เข้ามา
งานนี้ด่วนจริง ๆ ขออีกอาทิตย์หนึ่ง
โปรเจกต์นี้โอกาสดี ขออีกเดือนหนึ่ง
สุดท้ายชีวิตกลายเป็นการวิ่งเร่งทีละช่วงต่อกันไปเรื่อย ๆ โดยแทบไม่มีช่วงฟื้นตัวอยู่ระหว่างนั้นเลย
เบ้นว่าตรงนี้น่าคิด เพราะเรามักมีคำอธิบายให้ความยุ่งของแต่ละเดือนเสมอ เดือนนี้มีงานใหญ่ เดือนก่อนมีเดินทาง เดือนหน้ามี Launch ทุกเดือนมีเหตุผลของตัวเอง
แต่พอมองรวมกัน เราอาจใช้ชีวิตแบบนี้มานานแล้ว
Anne-Laure เลยเสนอให้เริ่มมองความเหนื่อยเป็นข้อมูล ถ้าเราพูดว่า “ขออีกอาทิตย์เดียว” ติดต่อกันมาหกอาทิตย์แล้ว ก็ควรกลับมาดูว่างานถูกจัดอย่างไร และเรากำลังรับอะไรเข้ามามากเกินไปหรือเปล่า
สำหรับคนทำธุรกิจ เรื่องนี้ยิ่งเกิดได้ง่ายครับ เพราะงานใหม่มักมาพร้อมเหตุผลที่ฟังขึ้น ลูกค้าใหม่ รายได้ใหม่ โอกาสใหม่ ทุกอย่างดูมีประโยชน์แยกกัน
แต่ทั้งหมดต้องใช้เวลาจากชีวิตเดียวกัน
โอกาสแต่ละอย่างอาจดีจริง ส่วนการรับมันทั้งหมดไว้พร้อมกัน เป็นอีกการตัดสินใจหนึ่งที่เราต้องประเมิน
——————-
[3] ถ้าอยากให้เดือนหน้าว่างขึ้น ต้องเริ่มเลือกตั้งแต่เดือนนี้
Anne-Laure ชวนให้เราวางแผนเผื่อตัวเองในอนาคตตามความเป็นจริง
คนคนนั้นยังต้องนอน ยังมีวันที่เหนื่อย ยังถูกขัดจังหวะ และยังเจองานที่ใช้เวลามากกว่าที่คิดได้เหมือนเราในวันนี้
.
ก่อนรับงานเพิ่ม เราเลยอาจลองถามว่า “ถ้าช่วงนั้นยุ่งพอ ๆ กับสัปดาห์นี้ เรายังอยากรับงานนี้อยู่ไหม?”
.
คำถามนี้ช่วยให้เห็นต้นทุนชัดขึ้น เพราะเราเอางานใหม่มาวางในชีวิตที่รู้จัก แทนที่จะวางในเดือนที่ยังดูโล่งอยู่
ถ้าอยากรับจริง ๆ ก็ลองดูต่อว่าจะเอาอะไรออก ลดอะไรลง หรือให้ใครช่วยส่วนไหนได้บ้าง การตัดสินใจตรงนี้ทำให้พื้นที่ว่างในอนาคตมีโอกาสเกิดขึ้นจริง
อีกเรื่องคือ อย่าให้ส่วนสำคัญของชีวิตต้องรอรับเวลาที่เหลือจากงานตลอด
เราใส่ประชุมลงปฏิทินได้ล่วงหน้าสองเดือน แต่เวลาพักกลับบอกว่า “เดี๋ยวดูอีกที”
เราล็อกวันส่งงานได้ชัดเจน แต่วันที่จะเจอเพื่อนกลับรอว่า “เมื่อไหร่ว่างค่อยนัด”
พอทำแบบนี้ เวลาของงานก็มีที่อยู่แน่นอน ส่วนเวลาของชีวิตต้องคอยขยับหลบให้เรื่อย ๆ
Anne-Laure แนะนำให้กันพื้นที่ให้สิ่งเหล่านี้ตั้งแต่ตอนนี้ ทั้งการพัก การอ่าน การเดิน หรือการเจอคนที่เราอยากเจอ
เบ้นว่าเราอาจเริ่มจากเรื่องเล็ก ๆ ก็ได้ กันเวลาเดินสักครึ่งชั่วโมง นัดกินข้าวหนึ่งมื้อ หรือเว้นช่วงหนึ่งของสัปดาห์ที่ยังไม่ต้องรับอะไรเพิ่ม
แล้วพอมีคำขอใหม่เข้ามา เราจะมองเห็นว่ามันต้องแลกกับอะไร
แน่นอนครับ บางช่วงเราจำเป็นต้องเร่งจริง ๆ แต่ถ้าตั้งใจว่าจะเร่งชั่วคราว ก็ควรเห็นด้วยว่าช่วงนั้นจะจบเมื่อไหร่ และหลังจากนั้นเราได้กันเวลาพักไว้แล้วหรือยัง
==============
ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)
เดือนหน้าจะว่างขึ้นได้ เมื่อเราเปลี่ยนสิ่งที่รับเข้ามาตั้งแต่วันนี้
ถ้ายังรับทุกอย่างเหมือนเดิม แล้วหวังว่าตัวเองในอนาคตจะจัดการไหว เราก็อาจกำลังส่งตารางที่เหนื่อยเหมือนเดิมไปให้ตัวเองอีกเดือนหนึ่ง
เบ้นว่าเวลาคิดถึงอนาคต เราควรเผื่อพื้นที่ให้คนที่จะต้องไปใช้ชีวิตอยู่ตรงนั้นด้วย เพราะเขายังต้องการการพัก การออกกำลังกาย และเวลาของตัวเองเหมือนเราในวันนี้
มีเรื่องอะไรที่คุณเลื่อนมาหลายเดือนแล้ว เพียงเพราะกำลังรอว่า “เดือนหน้าจะว่างขึ้น” อยู่บ้าง?
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ






ใส่ความเห็น