3 ทักษะที่ทำให้คุณเก่งขึ้น จนหยุดไม่อยู่ จากคนที่เรียนรู้ สู่คนที่สร้างทางของตัวเอง

3 ทักษะที่ทำให้คุณเก่งขึ้น จนหยุดไม่อยู่ จากคนที่เรียนรู้ สู่คนที่สร้างทางของตัวเอง

3 ทักษะที่ทำให้คุณเก่งขึ้น จนหยุดไม่อยู่ โดย Tony Robbins
.
เคยรู้สึกไหมครับว่า เราเรียนรู้มากขึ้นทุกวัน แต่ชีวิตกลับไม่ได้ขยับตามความรู้ที่สะสมไว้
อ่านหนังสือเพิ่ม ฟัง Podcast เพิ่ม เซฟโพสต์เพิ่ม จนถ้าความรู้ในหัวแปลงเป็นเงินได้ ป่านนี้น่าจะซื้อเกาะไปแล้ว 555555
.
แต่พอถึงเวลาต้องเขียนโพสต์ ขายของ หรือแก้ปัญหาจริง เรากลับยังนั่งมองหน้าจอ แล้วถามตัวเองว่า “เอาไงต่อดีวะ”

เบ้นว่าเรื่องนี้น่าสนใจ เพราะการรับข้อมูลได้เยอะ กับการใช้ข้อมูลสร้างอะไรขึ้นมา มันต้องอาศัยคนละทักษะกัน
.
ในคลิป The 3 Skills That Make You Unstoppable จากบทสนทนาของ Tony Robbins กับ The Diary of a CEO เขาพูดถึงทักษะ 3 อย่างที่ช่วยให้เราเรียนรู้และต่อยอดได้เร็วขึ้น

Pattern Recognition → Pattern Utilization → Pattern Creation
มองรูปแบบให้ออก → เอารูปแบบนั้นไปใช้ → แล้วค่อยสร้างรูปแบบของตัวเอง
.
ลองเอามาส่องวิธีที่เราเรียนรู้กัน เราอาจพบว่าตัวเองวนอยู่ตรงขั้นแรกมานานแล้ว
มาเข้าใจเรื่องนี้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
.
[1] Pattern Recognition – มองให้ออกว่า อะไรทำให้สิ่งนั้นได้ผล

ลองนึกถึงเวลาที่เราเจอโพสต์ดี ๆ สักโพสต์ คนหนึ่งอ่านจบแล้วคิดว่า “โห เขียนเก่งจัง” จากนั้นก็เลื่อนผ่านไป

อีกคนกลับหยุดดูว่า ทำไมประโยคแรกถึงทำให้เราอยากอ่าน เขาเล่าเรื่องตรงไหนก่อน ทำไมตัวอย่างนี้ถึงทำให้เรื่องยากกลายเป็นเรื่องที่เข้าใจได้

ทั้งสองคนอ่านโพสต์เดียวกัน แต่สิ่งที่เอากลับไปไม่เหมือนกัน

คนหลังเริ่มมองเห็นโครงสร้างที่อยู่ข้างใต้สิ่งที่ตัวเองชอบ นี่คือสิ่งที่เบ้นเข้าใจจากคำว่า Pattern Recognition

เวลาเราดูคนทำธุรกิจแล้วสำเร็จ ก็เหมือนกันครับ ถ้ามองเห็นแค่สินค้า ราคา หรือยอดขาย เราอาจเผลอคิดว่า “งั้นทำแบบเขาบ้างดีกว่า”

แต่ถ้าลองดูต่อ เราอาจพบว่า ก่อนขายสินค้า เขาช่วยคนกลุ่มนี้แก้ปัญหามานานแล้ว ลูกค้าจึงเชื่อใจ หรือเขาเลือกปัญหาที่คนยอมจ่ายเพื่อให้มันหายไปจริง ๆ

รายละเอียดพวกนี้สำคัญ เพราะสิ่งที่มองเห็นบนหน้าจอ อาจเป็นเพียงปลายทางของสิ่งที่เขาสร้างไว้ก่อนหน้า

เบ้นว่าเวลาเรียนรู้อะไร ลองเปลี่ยนจากถามว่า “เขาทำอะไร” เป็น “อะไรทำให้สิ่งที่เขาทำได้ผล และมันได้ผลภายใต้เงื่อนไขไหน”

แล้วดูหลายตัวอย่างด้วยนะครับ โพสต์ดังหนึ่งโพสต์ยังบอกเราไม่ได้ว่าเจอสูตรแล้ว เราอาจกำลังเห็นจังหวะดี ชื่อเสียงเดิม หรือสิ่งที่เราไม่รู้เบื้องหลังอยู่ก็ได้
.
[2] Pattern Utilization – เอาสิ่งที่มองออก ไปลองกับงานของเรา

ขั้นนี้แหละที่เริ่มเจ็บ 555555 เพราะตอนดูคนอื่นทำ ทุกอย่างดูสมเหตุสมผลไปหมด แต่พอทำเอง เราจะเจอรายละเอียดที่คลิปไม่ได้เล่า

สมมติเราสังเกตว่า โพสต์ที่อ่านแล้วอินมักเริ่มจากเหตุการณ์เล็ก ๆ ก่อนพาไปสู่ข้อคิด ครั้งต่อไปที่เขียน เราก็ลองหยิบเหตุการณ์จริงของตัวเองมาเปิดเรื่อง

จากนั้นดูว่า คนอ่านเข้าใจประเด็นไหม เรื่องเล่าพาไปถึงสิ่งที่เราอยากสื่อหรือเปล่า หรือเขาอ่านจบแล้วจำได้แค่ว่าวันนั้นเรากินอะไร 555

การลองใช้ทำให้เราเริ่มเห็นช่องว่างระหว่าง “เข้าใจตอนฟัง” กับ “ทำได้ตอนลงมือ”

หรือถ้าเราเรียนรู้ว่า ก่อนสร้างสินค้า ควรเข้าใจปัญหาของลูกค้า เราก็ลองไปคุยกับคนที่อยากช่วย รับงานเล็ก ๆ ให้เขา แล้วดูว่าอะไรที่เขาติดจริง อะไรที่เราช่วยได้จริง

ตรงนี้จะมีข้อมูลที่การอ่านเพิ่มอย่างเดียวให้เราไม่ได้ เช่น คนไม่ได้ติดตรงที่เราคิด เขาไม่เข้าใจคำที่เราใช้ หรือสิ่งที่เราทำได้ง่ายกลับมีค่ากับเขามากกว่าที่คาด

เบ้นมองว่านี่เป็นเหตุผลที่ Tiny Experiment มีประโยชน์ เราเลือกสิ่งที่อยากลองหนึ่งอย่าง ลงมือในขนาดที่รับไหว แล้วเก็บผลกลับมาปรับความเข้าใจ

ถ้ายังไม่เคยใช้ความรู้ชุดหนึ่งกับอะไรเลย เราก็ยังไม่รู้ว่ามันเหมาะกับเราแค่ไหน ต่อให้จดสรุปไว้สวยขนาดไหนก็ตาม

ความรู้ที่ผ่านการใช้งาน จะเริ่มมีรายละเอียด มีข้อจำกัด และมีประสบการณ์ของเราอยู่ในนั้น
.
[3] Pattern Creation – สร้างวิธีที่เป็นของเรา จากสิ่งที่ผ่านการลองมาแล้ว

Tony Robbins วางขั้นสุดท้ายไว้ที่การสร้างแพตเทิร์นของตัวเอง เพราะตรงนี้เราสามารถนำสิ่งใหม่เข้ามาได้ แทนที่จะเดินตามรูปแบบที่มีอยู่ตลอด

เบ้นตีความว่า เราไม่จำเป็นต้องเริ่มจากคิดสิ่งที่โลกไม่เคยมีครับ เราอาจเริ่มจากเอาสิ่งที่เรียนรู้หลายด้าน มาประกอบกันเพื่อแก้ปัญหาที่เราเข้าใจ

ลองนึกถึงนักบัญชีที่ตอบคำถามเจ้าของร้านอาหารซ้ำ ๆ ตอนแรกเขาสังเกตว่าลูกค้าหลายร้านสับสนเรื่องเดียวกัน ต่อมาเขาลองทำคำอธิบายและแบบฟอร์มให้ใช้

พอเห็นว่าคนยังกรอกผิดตรงไหน ถามอะไรต่อ และต้องการความช่วยเหลือช่วงไหน เขาก็ค่อยพัฒนาเป็นวิธีทำงานสำหรับร้านอาหารโดยเฉพาะ

วิธีนี้เกิดจากทั้งความรู้บัญชี ความเข้าใจเจ้าของร้าน และปัญหาที่ผ่านมือเขามาจริง ต่อให้ใครเห็นแบบฟอร์มหน้าตาเดียวกัน ก็ยังต้องเรียนรู้รายละเอียดเหล่านี้อีกมาก

สำหรับคนทำคอนเทนต์ก็เหมือนกัน ช่วงแรกเราศึกษาจังหวะการเล่าของคนอื่นได้ แต่พอเขียนและคุยกับคนอ่านมากขึ้น เราจะเริ่มรู้ว่าเรื่องแบบไหนที่เราอธิบายได้ดี ตัวอย่างแบบไหนที่คนของเราเข้าใจ

ค่อย ๆ กลายเป็นวิธีเล่า วิธีคิด และวิธีช่วยคนที่มีร่องรอยของเราอยู่ในนั้น

เบ้นว่าจุดนี้น่าสนใจสำหรับคนอยากทำ OPB มาก เพราะถ้าเราสังเกตปัญหาเดิมได้ เอาความรู้ไปลองแก้ได้ แล้วเก็บวิธีที่ได้ผลไว้ เราก็เริ่มมีของที่ใช้ซ้ำและต่อยอดได้

จากงานที่ต้องคิดใหม่ทุกครั้ง ค่อย ๆ กลายเป็น Template วิธีสอน หรือบริการที่มีขั้นตอนชัดเจนขึ้น ทั้งหมดนี้เริ่มจากการลงมือจนเข้าใจรายละเอียด
.
แต่ในบทสนทนาเดียวกัน Tony ยังพูดถึงอีกเรื่องที่เบ้นอยากเก็บไว้ด้วย คือการไปถึงเป้าหมาย กับการรู้สึกว่าชีวิตตัวเองมีความหมาย

เราฝึกให้เก่งขึ้นได้ สร้างงานได้มากขึ้นได้ แต่ก็ควรถามด้วยว่า เราอยากเอาความเก่งนั้นไปสร้างชีวิตแบบไหน และใช้ช่วยใคร

เพราะถ้าเราเรียนรู้วิธีทำทุกอย่างให้ดีขึ้น แต่ไม่เคยเลือกเลยว่าอะไรสำคัญกับเรา สุดท้ายก็อาจเก่งขึ้นในเกมที่เราไม่ได้อยากเล่นต่อแล้ว
============

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ

มองให้ออกว่าอะไรได้ผล ลองใช้ให้เห็นรายละเอียด แล้วค่อยสร้างวิธีที่เหมาะกับตัวเอง

เบ้นว่าเวลาเรียนรู้อะไรครั้งต่อไป เราควรได้มากกว่าข้อมูลเพิ่มหนึ่งเรื่อง เราควรได้บางอย่างกลับไปทดลองกับชีวิตหรืองานของเราด้วย

แล้วตอนนี้ มีความรู้เรื่องไหนที่คุณเข้าใจแล้ว แต่ยังไม่เคยเอาไปลองใช้จริงสักครั้ง?

ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • วิธีการออกแบบชีวิตใหม่ภายใน 30 วัน ถ้าเรารู้สึกเหมือนกำลังใช้ชีวิตตามคนอื่น

  • ทำไมการนั่งเรียน/ทำงานเฉยๆถึงเป็นเรื่องยาก นักจิตวิทยาคลินิกอธิบายในทำไมมนุษย์ถึงควบคุมตัวเองยาก

  • ทำไมบางคนพูดอะไรใครก็ฟัง ใครก็ซื้อคนที่เราเข้าใจว่าเขาเก่ง AI เขาเก่งด้านมนุษย์กว่า


ความเห็น

ใส่ความเห็น