วิธีตัดสินใจของ Elon Musk 6 คำถาม ทบทวนเรื่องที่ค้างใน 5 นาที

วิธีตัดสินใจของ Elon Musk 6 คำถาม ทบทวนเรื่องที่ค้างใน 5 นาที

นี่คือ Framework การตัดสินใจของ Elon Musk ที่เราลองใช้ได้ใน 5 นาที
(บางเรื่องเราใช้เวลาคิดอยู่สามสัปดาห์ ทั้งที่สิ่งที่ขาดอาจเป็นแค่คำตอบของคำถามไม่กี่ข้อ)
.
จะเริ่มโปรเจกต์นี้ดีไหม จะซื้อโปรแกรมเพิ่มดีไหม จะทำระบบนี้ยังไงให้เร็วขึ้น เราเปิดแท็บหาข้อมูลเพิ่ม ถาม AI เพิ่ม แล้วพอหมดวัน เรื่องเดิมก็ยังวางอยู่ตรงนั้น
.
มีข้อมูลเพิ่มขึ้น แต่ยังไม่มีใครรู้ว่าตกลงเราจะทำอะไร 55555
.
ในคลิปของ Evan Carmichael เขารวบรวมแนวคิดการทำงานของ Elon Musk มาเล่าเป็น 6 คำถาม ตั้งแต่การคิดแบบ First Principles การตัดงานที่ไม่จำเป็น ไปจนถึงการเลิกปล่อยให้ทุกคนรอคำตอบจากเรา
.
ลองหยิบเรื่องที่ค้างอยู่ในหัวมาหนึ่งเรื่อง แล้วค่อย ๆ ไล่ไปด้วยกันครับ
มาเข้าใจเรื่องนี้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
================
[1] อะไรคือสิ่งที่เรารู้ว่าจริง?

ลองนึกถึงคนที่อยากทำคอร์สแรก แล้วเริ่มจากประโยคว่า “ต้องมีวิดีโอ 20 บท ต้องมีเว็บไซต์ ต้องมีระบบสมาชิก แล้วค่อยขายได้”
.
คำถามคือ ต้องมีจริง ๆ หรือเราเห็นคนอื่นทำแบบนี้จนเผลอใช้เป็นเงื่อนไขของตัวเอง?
การคิดแบบ First Principles คือการแยกปัญหาลงไปถึงพื้นฐานที่เรามั่นใจว่าจริง แล้วค่อยสร้างคำตอบขึ้นมาจากตรงนั้น
.
ในตัวอย่างนี้ ลูกค้ามีปัญหาอะไร เขาต้องการผลลัพธ์แบบไหน และเราช่วยเขาไปถึงผลลัพธ์นั้นได้ด้วยวิธีอะไรบ้าง?
.
พอถามแบบนี้ คำตอบอาจเริ่มจากเวิร์กช็อปสดหนึ่งครั้ง บริการเล็ก ๆ หรือคู่มือที่พาเขาลงมือทำได้ โดยยังไม่ต้องสร้างทุกอย่างที่คิดไว้
.
Evan ยกตัวอย่างการเปลี่ยนวัสดุของ Starship จากคาร์บอนไฟเบอร์มาเป็นสเตนเลส ประเด็นคือ Musk กลับไปดูทั้งต้นทุน คุณสมบัติของวัสดุ และวิธีผลิต แทนที่จะเดินต่อเพียงเพราะทีมลงทุนกับทางเดิมไปแล้ว
.
เบ้นว่าคำถามนี้ใช้กับชีวิตเราได้เหมือนกัน
อะไรคือข้อเท็จจริง?
อะไรคือสิ่งที่เราคิดว่าน่าจะจริง?
และอะไรคือสิ่งที่เรารับมาจากคนอื่นโดยยังไม่เคยตรวจ?
.
สามอย่างนี้ปนกันเมื่อไหร่ เราอาจใช้เวลาทั้งเดือนแก้ข้อจำกัดที่จริง ๆ เปลี่ยนได้
.
[2] ใครเป็นคนบอกว่าต้องทำแบบนี้?
“บริษัทกำหนดมา”
“ลูกค้าต้องการ”
“ปกติวงการนี้ทำกันแบบนี้”
.
ฟังดูมีเหตุผลทุกประโยค แต่พอถามต่อว่า ใครกำหนด ลูกค้าคนไหนต้องการ และทำไปเพื่ออะไร บางเรื่องกลับไม่มีคำตอบ แนวคิดของ Musk คือ ข้อกำหนดควรมีชื่อคนที่รับผิดชอบ เพื่อให้เราไปถามได้ว่ามันมีไว้แก้ปัญหาอะไร
.
เพราะคำว่า “ฝ่ายนั้นกำหนดมา” คุยด้วยไม่ได้ แต่คนที่เป็นเจ้าของข้อกำหนดคุยด้วยได้
ลองมองงานประจำสัปดาห์ของเรา รายงานที่ใช้เวลาทำสองชั่วโมง ประชุมที่ต้องเข้าทุกวัน หรือขั้นตอนอนุมัติที่ทุกคนกดผ่านเหมือนเดิมมาตลอด
.
ใครใช้มันตัดสินใจ? ถ้าไม่มีมัน เขาจะเสียอะไร?
ยังตอบไม่ได้ก็กลับไปหาคนใช้ให้เจอก่อน แล้วค่อยตกลงว่าจะเก็บ เปลี่ยน หรือลบ
.
สำหรับคนทำ OPB คำถามนี้อาจย้อนกลับมาหาเราเองด้วยนะครับ 55555
.
บางทีไม่มีใครสั่งให้เราทำ Content เจ็ดแพลตฟอร์ม ไม่มีลูกค้าขอให้เราสร้าง Dashboard สิบหน้า เราตั้งเงื่อนไขเอง แล้วกลายเป็นคนที่เหนื่อยกับเงื่อนไขของตัวเอง
.
[3] เราลบอะไรออกได้บ้าง ก่อนจะพยายามทำให้ดีขึ้น?
ข้อนี้เบ้นชอบที่สุด เพราะมันเข้ากับยุค AI มาก
พอมีงานซ้ำ สิ่งแรกที่เราอยากทำคือหา AI มาช่วย หา Automation มารัน แล้วสร้างระบบให้มันเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ต้องแตะ
.
แต่ถ้างานนั้นไม่มีใครใช้ เราก็เพิ่งสร้างระบบเพื่อผลิตของที่ไม่มีใครต้องการได้เร็วขึ้น
.
เช่น รายงานที่ต้องคัดลอกข้อมูลทุกเช้า แทนที่จะเริ่มจาก “ใช้ n8n ทำยังไงดี?” ลองถามก่อนว่า คนที่รับรายงานต้องการข้อมูลนี้ทุกวันจริงไหม หรือเขาใช้เฉพาะตอนตัวเลขผิดปกติ?
.
คำตอบอาจทำให้เราเปลี่ยนจากส่งรายงานทุกเช้า เป็นแจ้งเฉพาะเมื่อมีเรื่องที่ต้องตัดสินใจ
.
ลำดับการปรับงานของ Musk คือ ตั้งคำถามกับข้อกำหนด ลบส่วนที่ไม่จำเป็น ทำสิ่งที่เหลือให้เรียบง่าย เพิ่มความเร็ว แล้วจึงทำ Automation สังเกตว่า Automation อยู่ท้ายสุด
.
เพราะก่อนจะให้เครื่องจักรทำแทนเรา เราควรรู้ก่อนว่าอะไรสมควรเกิดขึ้นซ้ำ
เบ้นมองว่า สำหรับคนทำงานคนเดียว การลบงานหนึ่งอย่างมีค่ามาก มันคืนให้ทั้งเวลาทำงาน เวลาตรวจ และพื้นที่ในหัวที่ต้องคอยจำว่างานนี้ยังรออยู่
.
ลองเลือกขั้นตอนเล็ก ๆ ที่ทดลองตัดได้ แล้วดูว่าผลลัพธ์แย่ลงไหม ถ้าตัดแล้วมีปัญหา เราก็ได้เรียนรู้ว่ามันมีหน้าที่อะไร และค่อยใส่กลับให้เหมาะกว่าเดิม
.
[4] เงินที่จ่ายไป กำลังจ่ายให้กับอะไร?
.
Musk มีแนวคิดที่เรียกว่า Idiot Index เอาราคาชิ้นส่วนสำเร็จรูปหารด้วยต้นทุนวัตถุดิบ เพื่อดูว่าส่วนต่างใหญ่แค่ไหน และควรเข้าไปตรวจตรงไหน
.
สมมติชิ้นส่วนหนึ่งราคา 10,000 บาท แต่วัตถุดิบราคา 200 บาท อัตราส่วนคือ 50 เท่า
.
ตัวเลขนี้ชวนให้เราไปดูต่อว่า อีกส่วนหนึ่งของราคามาจากอะไร การผลิตที่ซับซ้อน การตรวจคุณภาพ การขนส่ง หรือคนหลายทอดที่ต้องเข้ามาจัดการ?
.
ส่วนต่างสูงยังไม่ได้แปลว่าแพงเกินเหตุทันที งานฝีมือ ความเชี่ยวชาญ และการรับผิดชอบคุณภาพก็มีต้นทุนจริง เราต้องดูว่าแต่ละส่วนช่วยสร้างผลลัพธ์อะไร
.
ถ้าจะเอามาปรับใช้กับ OPB เบ้นจะเริ่มจากค่าใช้จ่ายที่เราจ่ายอยู่แล้ว แต่ยังอธิบายคุณค่าที่ได้รับไม่ชัด โปรแกรมนี้เดือนละเท่าไหร่? เราใช้ฟังก์ชันไหนจริง? ถ้ายกเลิกต้องใช้เวลาทำแทนกี่ชั่วโมง? และชั่วโมงนั้นควรเอาไปทำอะไร?
.
บางโปรแกรมควรยกเลิก บางโปรแกรมควรซื้อเพิ่ม เพราะมันคืนเวลาให้เรามากกว่าราคาที่จ่าย
คำถามนี้ทำให้เราเห็นว่าเงินกำลังซื้อผลลัพธ์ ซื้อเวลา หรือซื้อความรู้สึกว่า “มีเครื่องมือพร้อมแล้ว”
อย่างหลังนี่ซื้อเพลินมากครับ 55555
.
[5] เรากำลังเพิ่มคุณค่าอยู่ตรงนี้ไหม?
Evan หยิบแนวคิดเรื่องการประชุมของ Musk มาเล่าว่า คนควรอยู่ในห้องเมื่อเขาช่วยให้งานเดินหน้า หรือได้รับข้อมูลที่จำเป็นกับงานของตัวเอง
.
ลองดูประชุมครั้งถัดไป เราต้องช่วยตัดสินใจอะไร? มีข้อมูลอะไรที่ต้องฟังด้วยตัวเอง? หรือใช้สรุปสั้น ๆ แทนได้? ถ้าไม่เห็นบทบาท ก็คุยกับคนจัดให้ชัดว่าจะเข้าช่วงไหน หรือรับข้อมูลทางไหน
.
เบ้นว่าเอาไปถามกับงานที่เราทำเองได้ด้วย
.
เราต้องตรวจทุกโพสต์เองไหม? ต้องตอบคำถามเดิมทุกครั้งไหม? ต้องอยู่ในทุกขั้นตอนเพราะมีวิจารณญาณที่จำเป็น หรือเพราะยังไม่เคยเขียนเกณฑ์ให้คนอื่นใช้?
.
สำหรับ OPB นี่คือคำถามเรื่องการออกแบบธุรกิจเลย
ถ้าทุกอย่างต้องผ่านเรา ธุรกิจก็จะเดินได้เท่ากับจำนวนครั้งที่เราพร้อมตอบ
ลองเลือกคำถามที่ต้องตอบซ้ำมาหนึ่งเรื่อง แล้วเปลี่ยนคำตอบให้เป็นคู่มือ ตัวอย่าง หรือเกณฑ์ที่คนอื่นใช้ได้ ครั้งต่อไปเราอาจไม่ต้องเริ่มอธิบายจากศูนย์อีก
.
[6] เราตัดสินใจแล้ว หรือแค่กำลังคิดว่าจะตัดสินใจ?
.
มีความต่างระหว่าง “กำลังหาข้อมูลที่จำเป็น” กับ “กำลังหาข้อมูลเพิ่มเพื่อเลื่อนวันที่ต้องเลือก”
.
อย่างแรกมีคำถามชัดว่า ยังต้องรู้อะไร อย่างหลังเปิดแท็บเพิ่มไปเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ว่าข้อมูลแบบไหนถึงจะพอ เบ้นว่าก่อนจะบอกตัวเองว่า “ขอคิดอีกหน่อย” ลองเติมประโยคให้จบ
.
เราจะคิดเรื่องอะไรเพิ่ม? ข้อมูลชิ้นไหนจะทำให้เปลี่ยนคำตอบ? แล้วจะตัดสินใจเมื่อไหร่?
.
ถ้าเป็นเรื่องที่ทดลองเล็ก ๆ และย้อนกลับได้ เราอาจเริ่มด้วยการกำหนดขอบเขตให้ชัด เช่น ทดลองข้อเสนอหนึ่งสัปดาห์ ใช้งบเท่านี้ แล้วกลับมาดูผลวันไหน
.
แต่ถ้าพลาดแล้วผลเสียหนัก แก้คืนยาก ก็ใช้ห้านาทีนี้ระบุข้อมูลที่ขาด และกำหนดขั้นตอนตรวจให้ชัดก่อนเลือก ความเร็วที่ใช้ได้จริงต้องมีทางให้เราเห็นว่าตัวเองคิดผิด และแก้ได้ทันด้วย
.
เพราะวันที่เราตัดสินใจ เราอาจยังไม่ได้คำตอบสุดท้าย แต่ควรได้ก้าวถัดไปที่ชัดพอให้ลงมือทำ

==============

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ

เบ้นว่า Framework นี้มีค่าตรงที่มันพาเรากลับไปตรวจสิ่งที่ยอมรับกันมานาน ก่อนจะทุ่มแรงทำต่อ
อะไรจริง ใครต้องการ ลบอะไรได้ เงินจ่ายให้กับอะไร เราต้องอยู่ตรงไหน และจะเลือกเมื่อไหร่
.
หกคำถามนี้อาจช่วยให้เราเห็นว่า เรื่องที่คิดว่ายากนั้นยากจริง หรือเรากำลังแบกเงื่อนไขเก่า งานเก่า และความกลัวที่จะเลือกมาพร้อมกัน
.
วันนี้ลองตั้งเวลา 5 นาที แล้วหยิบเรื่องที่ค้างอยู่มาทบทวนสักเรื่องครับ ถ้ายังเลือกไม่ได้ อย่างน้อยให้รู้ว่าขาดคำตอบข้อไหน และจะไปหามันจากที่ไหน
.
ตอนนี้มีเรื่องอะไรที่คนอื่นกำลังรอคำตอบจากคุณอยู่?
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • SWOT อาจจะใช้ไม่ได้แล้วกับโลกยุคใหม่ของใหม่วิเคราะห์ ธุรกิจแบบ MAPS

  • วิธีพัฒนาชีวิตตัวเองแบบมีความหมาย (หนังสือแนะนำที่ควรอ่านก่อน อายุ 40 ปี)

  • วิธีฝึกสมองให้ฉลาดขึ้นในยุต AI ต้องเปลี่ยนระบบการฝึกใช้สมองใหม่


ความเห็น

ใส่ความเห็น