ถ้าเราเป็นคน”จดจ่อ” ชอบอะไรแล้วอยู่ได้ทั้งวัน นี่คือคำแนะนำที่อาจทำให้ชีวิตเราดีขึ้น

ถ้าเราเป็นคน”จดจ่อ” ชอบอะไรแล้วอยู่ได้ทั้งวัน นี่คือคำแนะนำที่อาจทำให้ชีวิตเราดีขึ้น

ถ้าเราเป็นคน “จดจ่อ” นี่คือคำแนะนำที่อาจทำให้ชีวิตเราดีขึ้นได้
(มากกว่าการพยายาม Balance ทุกอย่าง)
.
[0] เบ้นสังเกตว่าคนเรามีวิธีใช้พลังงานไม่เหมือนกันจริงๆ บางคนเหมาะกับการทำอะไรวันละนิด อ่านหนังสือวันละ 20 หน้า ออกกำลังกายวันละ 30 นาที ทำงานตามเวลา แล้วค่อยๆ สะสมไปเรื่อยๆ
.
แต่ก็มีคนอีกแบบหนึ่ง
.
พอเจอเรื่องที่ชอบขึ้นมาแล้วเหมือนหลุดเข้า Rabbit Hole ไปเลย อ่านเรื่องนั้นทั้งวัน ดูทุกคลิปที่หาได้ ทดลองเอง คิดก่อนนอน ตื่นมาก็ยังอยากกลับไปทำต่อ คนแบบหลังบางทีจะมีปัญหากับคำแนะนำเรื่อง “Work-Life Balance” มาก เพราะเวลาพยายามบังคับตัวเองให้ทำทุกอย่างเท่าๆ กัน กลับรู้สึกเหมือนกำลังเบรกเครื่องยนต์ตัวเองตลอดเวลา
.
แล้วคำถามคือ
ถ้าเราเป็นคนแบบนี้จริงๆ เราควรพยายามแก้มันไหม?
หรือจริงๆ แล้วเราแค่ต้องเรียนรู้วิธีใช้มันให้ถูกทาง #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
.
[1] ช่วงนี้เบ้นคิดเรื่องนี้เยอะมาก เพราะตัวเองกำลังกลับเข้าโหมดแบบนี้อีกครั้ง
.
ช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา สนุกกับการสร้างบริษัทใหม่ ทำระบบ ทำ AI ทำ Automation คิด Product คิด Business Model แล้วมันเป็นความรู้สึกแบบ “อยากทำต่อ” มากกว่า “ต้องทำต่อ”
บางวันนั่งทำเพลินจนตี 2 ตี 3 นอนตื่นมาลุกมาที่คอมลุยต่อเลย ไม่นอนแม้งแล้ววว55555555
.
แปลกตรงที่ถ้าเป็นงานบางอย่าง ต่อให้มีเวลาทั้งวันก็ยังต้องบังคับตัวเองให้เริ่ม แต่บางอย่างแทบไม่ต้องใช้ Discipline เลย เรากลับเป็นฝ่ายต้องบังคับตัวเองให้หยุดมากกว่า
.
ใน Podcast ของ Naval Ravikant ตอน ‘Sell the Truth’ ช่วงหนึ่งที่ Naval อธิบายเรื่องนี้ได้ตรงมาก
.
Naval เล่าว่า ตัวเองเป็นคนมี Obsessive Personality ประมาณทุกๆ 6 เดือน เขาจะมีเรื่องใหม่ให้หมกมุ่น ช่วงล่าสุดของเขาคือ Vibe Coding แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เขาไม่ได้มองว่า Obsession ทุกแบบเป็นเรื่องเดียวกัน
.
[2] Naval แยกมันออกง่ายๆ ว่า มีทั้ง Bad Obsession และ Good Obsession
.
ถ้าเราไปหมกมุ่นกับการกินมากเกินไป ยาเสพติด เกม หรือพฤติกรรมบางอย่างที่ค่อยๆ ทำลายชีวิตเรา อันนี้ก็คือ Bad Obsession แต่อีกแบบหนึ่ง เขาเรียกว่า [Intellectual Obsession] พึ่งเคยได้ยินศัพท์นี้เหมือนกัน
.
คือเราเจอเรื่องบางอย่าง แล้วสมองมันอยากรู้ต่อเอง อยากอ่าน อยากทดลอง อยากเข้าใจ อยากสร้าง โดยแทบไม่ต้องมีใครมาบังคับ
.
แล้ว Naval บอกว่า เขาเรียนรู้ที่จะ “Feed” ความหมกมุ่นแบบนี้ ถ้าอิน Technology ก็ไปเล่น Technology ถ้าอิน Podcast อะไรก็ฟังมันต่อ ถ้าอิน Workout แบบไหนก็ไปศึกษาให้เต็มที่

มีประโยคหนึ่งที่เบ้นชอบมาก “I don’t look for balance. I look to feed my obsessions.”
.
เขาไม่ได้พยายามทำให้ทุกช่วงของชีวิต Balance ตลอดเวลา แต่รู้ว่าบางช่วง ถ้าเจอสิ่งที่ดึงความสนใจเราได้จริงๆ เขาจะปล่อยให้ตัวเองเข้าไปอยู่กับมัน
.
[3] เบ้นว่าจุดนี้น่าสนใจมาก เพราะมันขัดกับคำแนะนำที่เราได้ยินกันมาตลอด
.
เราถูกสอนว่าให้ทำทุกอย่างพอดี อย่าโหม ทำงานพอดี อ่านหนังสือพอดี ออกกำลังกายพอดี มีเวลาให้ครอบครัว มีเวลาให้ตัวเอง ซึ่งมันไม่ได้ผิดเลยนะ
แต่ปัญหาคือ มนุษย์บางคนอาจไม่ได้ทำงานด้วย Rhythm แบบเดียวกัน
.
บางคนโตแบบ Compound ทีละนิด
อ่านวันละนิด ทำวันละนิด ฝึกวันละนิด แล้วสะสมต่อเนื่องเป็นปี
แต่อีกคนอาจโตแบบ Rabbit Hole
.
อยู่ดีๆ อินเรื่องหนึ่ง 3 เดือน แล้วใช้เวลาแทบทั้งหมดไล่เรียนรู้เรื่องนั้น จากนั้นพอความสนใจลดลง ก็ย้ายไปเรื่องใหม่ ทั้งสองแบบไปได้ไกลเหมือนกัน แค่เครื่องยนต์คนละแบบ
.
[4] ในวงการ จิตวิทยา Psychology เองก็มีเรื่องที่ใกล้เคียงกับสิ่งนี้ เช่น Intrinsic Motivation
.
คือบางอย่างเราอยากทำ เพราะ “ตัวกิจกรรมนั้นเอง” ให้ความสนุก ความอยากรู้ หรือความพึงพอใจกับเรา ไม่ได้ทำเพราะมีรางวัลภายนอกมาล่อ
.
แล้วเมื่อความยากของสิ่งที่ทำ พอดีกับ Skill ของเรา เราอาจเข้า State ที่เรียกว่า Flow คือจดจ่อจนรู้สึกว่าเวลาผ่านเร็วมาก จากตั้งใจทำแค่แป๊บเดียว เงยหน้ามาอีกที 4 ชั่วโมงผ่านไปแล้ว 55555
(เช่นการเขียนบทความนี้เป็นต้น ที่พวกแกอ่านมาถึงตรงนี้ เบ้นเขียนมา ชั่วกว่าแล้วลบๆเขียนๆใหม่)
.
ตรงนี้ทำให้เบ้นเริ่มคิดว่า บางที Discipline อาจไม่ได้เป็นคำตอบทุกครั้ง
เพราะถ้าเราต้องลากตัวเองกลับไปทำบางอย่างตลอดเวลา อาจต้องถามเพิ่มเหมือนกันว่า
.
สิ่งนี้มันไม่ใช่ธรรมชาติของเรา หรือเรายังไม่เจอสิ่งที่ดึงความสนใจเรามากพอ?
.
[5] พอมองย้อนกลับไป ชีวิตเบ้นก็เป็นแบบ Rabbit Hole มาตลอดเหมือนกัน
.
ช่วงหนึ่งอิน Business มาก ก็อ่านเรื่อง Business ทั้งวัน ช่วงหนึ่งอิน Marketing ก็หายเข้าไปอยู่กับ Psychology, Ads, Offer, Customer Behavior
.
ต่อมาเป็น Content, One Person Business, AI, Automation, Community, Systems
ถ้ามองตอนอยู่ในแต่ละช่วง มันเหมือนเปลี่ยนเรื่องไปเรื่อยๆ แต่พอมองย้อนหลัง ของเก่ามันไม่ได้หาย
.
Business Skill ยังอยู่ Marketing Skill ยังอยู่ Content Skill ก็ยังอยู่ (ถึงแม้จะไม่ค่อยโผ่ลหน้า feed เพื่อนๆแล้ว เจอ AI Slop ถล่มเข้าไป ใครเห็นโพสต์นี้คอมเมนต์ไว้ให้หน่อยนะค้าบบบ)
.
สุดท้ายมันเหมือน Obsession แต่ละช่วงทิ้งชิ้นส่วนบางอย่างไว้ แล้วชิ้นส่วนพวกนั้นค่อยๆ Stack ทับกัน เบ้นว่านี่น่าจะเป็นอีกมุมหนึ่งของคำว่า Specific Knowledge ที่น่าสนใจมาก
.
[6] Naval พูดต่อว่า พอ Obsession Phase ผ่านไป เราจะเริ่มเบื่อมันเอง ซึ่งเป็นเรื่องปกติ
.
แต่สิ่งสำคัญคือ ส่วนหนึ่งของสิ่งที่เราเรียนรู้จะยังอยู่กับเรา แล้วค่อยๆ ถูกผสมเข้าไปใน Personality วิธีคิด และวิธีที่เราใช้ชีวิต
.
เบ้นชอบมุมนี้มาก เพราะแปลว่าเราไม่จำเป็นต้องหา “เรื่องเดียว” ที่จะรักไปตลอดชีวิตก็ได้
บางทีสิ่งที่เราต้องทำคือ ใช้แต่ละช่วงของความหมกมุ่นให้คุ้ม
.
ถ้า 6 เดือนนี้เราอิน AI อีกปีหนึ่งไปอิน Psychology อีกช่วงไปอินเรื่อง Health
มันไม่ได้แปลว่าเราไม่มี Focus เสมอไป
.
ถ้าทุกช่วงนั้นเพิ่ม Skill เพิ่มวิธีคิด หรือเพิ่มความสามารถบางอย่างไว้ในตัวเรา
วันหนึ่ง Combination ทั้งหมดอาจกลายเป็นสิ่งที่ Copy ยากมาก
.
[7] แต่ตรงนี้มี Trap ใหญ่ๆอยู่เหมือนกัน (อย่าพึ่งละล่าใจไป)
.
เพราะคำว่า Intellectual Obsession ฟังแล้วเท่มาก จนเราอาจใช้มันเป็นข้ออ้างให้ตัวเอง Consume ทุกอย่างได้ ดูคลิป 8 ชั่วโมง อ่าน Thread ทั้งวัน รู้จัก Tool ใหม่ทุกตัว เปลี่ยนเรื่องที่สนใจทุกสัปดาห์ แล้วบอกตัวเองว่านี่คือการเรียนรู้
.
อันนี้อาจไม่ใช่ Good Obsession อาจเป็นแค่ Dopamine ที่แต่งตัวมาดีเฉยๆ
.
เบ้นเลยคิดว่าเกณฑ์ง่ายๆ ที่ใช้เช็กตัวเองได้คือ
[หลังจากหมกมุ่นไปช่วงหนึ่ง มีอะไรเหลืออยู่?]
.
ถ้าเราอิน AI 6 เดือน แล้วสุดท้ายมีแค่รายชื่อ Tool 80 ตัว อันนี้อาจไม่ได้เปลี่ยนอะไร
แต่ถ้า 6 เดือนนั้นทำให้เราสร้างระบบเองได้ ทำ Automation ได้ ทำ Product ได้ หรือคิดเรื่อง Business ต่างไปจากเดิม
.
อันนี้แปลว่า Obsession รอบนั้นทิ้ง Capability ไว้
.
[8] เพราะงั้น ถ้าเราเป็นคนประเภท Rabbit Hole เบ้นว่าไม่จำเป็นต้องรีบเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นคนที่ทำทุกอย่างวันละนิดเสมอไป
.
แต่ต้องเรียนรู้วิธีใช้ช่วงที่ตัวเอง “ติดเครื่อง” ให้เป็น
อย่างแรกคือ เลือกเรื่องที่จะหมกมุ่นให้ดี
.
เพราะสิ่งที่เรา Feed จะค่อยๆ กลายเป็นส่วนหนึ่งของเรา ถ้าเลือกผิด มันกินเวลาเราได้เยอะมากเหมือนกัน อย่างที่สองคือ ‘อย่าเอาแต่ Consume(เสพ) อย่างเดียว’
.
ถ้าอ่าน ให้ลองเขียน ถ้าดู ให้ลองทำ ถ้าเรียน ให้ลองสร้าง ถ้าสงสัย ให้ทดลอง
เปลี่ยน Curiosity ให้กลายเป็น Capability ให้เร็วที่สุด
.
อย่างที่สามคือ ‘ก่อน Wave จะหาย เอาอะไรกลับมาให้ได้’ (The Power of Output)

Skill หนึ่งอย่าง
Framework หนึ่งอัน
Product หนึ่งชิ้น
System หนึ่งระบบ
หรือวิธีคิดหนึ่งเรื่อง
.
ไม่ต้องอยู่กับ Obsession เดิมตลอดชีวิตก็ได้ แค่ไม่ปล่อยให้มันผ่านชีวิตเราไปฟรีๆ
.
[9] และสุดท้าย อย่าเอาคำว่า “Feed your obsession” ไปตีความว่า ต้องเผาสุขภาพ ความสัมพันธ์ หรือทุกอย่างรอบตัวเพื่อสิ่งเดียว
.
Good Obsession ควรสร้างเรา ไม่ใช่ค่อยๆ ทำลายเครื่องจักรที่ใช้สร้างมัน
เบ้นเคยผ่านช่วง Work Hard แบบเอาร่างกายเข้าแลกมาแล้ว เลยคิดว่ารอบนี้ความต่างสำคัญมาก
.
เราไม่จำเป็นต้องฆ่าไฟ แต่ต้องรู้จักสร้าง “ขอบ” ให้ไฟมัน
.
เพราะสุดท้ายเป้าหมายไม่ใช่เป็นคนที่หมกมุ่นที่สุด
แต่คือเป็นคนที่ เปลี่ยนความหมกมุ่นให้กลายเป็นบางอย่างที่อยู่กับเราได้นานที่สุด
.

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ

คนเราอาจมี Rhythm ในการเติบโตไม่เหมือนกัน
บางคนเหมาะกับวันละนิด ทำต่อเนื่อง และค่อยๆ Compound
.
บางคนเหมาะกับการเจอเรื่องหนึ่ง แล้วหลุดเข้า Rabbit Hole ไปเต็มตัว
ไม่มีแบบไหนดีกว่าอีกแบบ
.
แต่ถ้าเราเป็นคนประเภทหลัง อย่าเสียเวลาทั้งชีวิตพยายามบังคับตัวเองให้เป็นคนประเภทแรก
.
เรียนรู้วิธีใช้ Obsession ของตัวเองให้เป็น
เลือกให้ดี – ไปให้สุด – สร้างอะไรออกมา – แล้วเก็บบางอย่างกลับมา
เพราะบางทีสิ่งที่ทำให้เราแตกต่างในอีก 10 ปีข้างหน้า
.
อาจไม่ใช่เรื่องที่เราเรียนมานานที่สุด แต่มันคือ
ทุกเรื่องที่เราเคยหมกมุ่น แล้วมันฝากอะไรบางอย่างไว้ในตัวเรา
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • สรุปวิจัยทำไมเราหยุดไถ มือถือ ไม่ได้? ไถคลิปสั้น 10-30 นาที ก็กระทบทักษะการคิด

  • วิธีคิดให้เหนือกว่า Algorithm ของตัวเองเลิกเป็น NPC ให้คนอื่นชักจูงความคิดเรา

  • 5 ทักษะที่เราควรฝึกเพราะ AI แทนไม่ได้ เราต้องฝึกการอยู่กับความขัดแย้งให้ได้


ความเห็น

ใส่ความเห็น