ต้องขอโทษด้วยการเติบโต ไม่มีทางลัด คุณจ้างคนอื่นมาเติบโตแทนคุณไม่ได้

ต้องขอโทษด้วยการเติบโต ไม่มีทางลัด คุณจ้างคนอื่นมาเติบโตแทนคุณไม่ได้

ขอโทษด้วย การเติบโตไม่มีทางลัด (เราจ้างใครให้เติบโตแทนเราไม่ได้จริงๆ) – ถึงคนที่ใช้ AI เป็น Skill มากเกินไป และคนที่ลงมือทำแต่ยังไม่เห็นผลลัพธ์
.
เคยไหม อ่านหนังสือเรื่องวินัยจบ รู้สึกว่าพรุ่งนี้ชีวิตเปลี่ยนแน่นอน พอตื่นเช้ามา กดเลื่อนนาฬิกาปลุกเหมือนเดิม55555
.
อ่านเรื่องปล่อยวางก็เข้าใจทุกบรรทัด แต่พอมีคนพูดไม่เข้าหู ใจก็พร้อมจะปล่อยหมัดก่อนปล่อยวาง
.
เรารู้ว่าอะไรดี รู้ว่าควรทำอะไร แต่ทำไมพอถึงเวลาจริงๆ กลับทำอย่างที่รู้ไม่ได้สักที?
.
วันอาทิตย์นี้ เบ้นอ่านบทความของ Ryan Holiday เรื่อง “I’m Sorry But There’s No Shortcut for This (And That’s a Good Thing)” – ขอโทษด้วย เรื่องนี้ไม่มีทางลัด และนั่นเป็นเรื่องดี
.
ชอบตรงคำว่า “เป็นเรื่องดี” เพราะปกติเวลาได้ยินว่าไม่มีทางลัด เรามักรู้สึกเหมือนโดนแจ้งข่าวร้าย อ้าว ต้องฝึกเองอีกแล้วเหรอ ไม่มีสูตรที่ทำให้เร็วขึ้นหน่อยเหรอ55555
.
แต่พออ่านจบ เบ้นกลับรู้สึกว่าเรื่องนี้ให้กำลังใจคนที่กำลังพยายามอยู่มาก โดยเฉพาะคนที่เริ่มถามตัวเองว่า “ทำไมเรายังไม่เก่งสักที”
มาเข้าใจเรื่องนี้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
=========
[1] จ้างคนอื่นยกน้ำหนัก กล้ามก็ขึ้นที่แขนเขา
.
Seneca นักปรัชญาสโตอิกเล่าไว้เมื่อประมาณสองพันปีก่อน เกี่ยวกับเศรษฐีชาวโรมันชื่อ Calvisius Sabinus
.
ชายคนนี้อยากดูเป็นคนอ่านเยอะ มีความรู้ คุยกับใครก็มีเรื่องฉลาดๆ มาพูด แต่ติดอยู่อย่างเดียว คือไม่อยากเรียนเอง
.
เขาเลยใช้เงินซื้อทาส แล้วให้แต่ละคนจดจำผลงานของกวีคนละคน เวลามีงานเลี้ยงก็ให้คนเหล่านี้อยู่ข้างๆ คอยป้อนคำคมและข้อมูลให้เอาไปคุยอวดแขก
.
ที่น่าสนใจคือ Sabinus เชื่อว่า ถ้าเขาเรียกใช้ความรู้เหล่านี้ได้ตลอดเวลา ก็เท่ากับตัวเขามีความรู้นั้นแล้ว
(คุ้นๆไหมเหมือนกับที่เรากำลังทำกับ AI ในยุคนี้เลย 555555)
.
เพื่อนคนหนึ่งเลยแหย่ให้เขาลองไปเล่นมวยปล้ำ
.
Sabinus บอกว่าตัวเองอ่อนแอ ร่างกายไม่แข็งแรง เพื่อนจึงย้อนกลับ ใจความประมาณว่า จะกังวลทำไม ในเมื่อมีทาสแข็งแรงอยู่ตั้งหลายคน?
.
โอ้โห เพื่อนก็ช่างเปรียบเทียบ55555
พอเป็นเรื่องร่างกาย เรามองออกทันที ต่อให้จ้างคนมายกดัมเบลแทนทั้งวัน กล้ามก็ขึ้นที่แขนเขาอยู่ดี
.
แต่พอเป็นเรื่องความรู้ บางครั้งเรากลับเผลอคิดเหมือน Sabinus
มีหนังสืออยู่เต็มชั้น มีบทสรุปอยู่เต็มแอป มี AI ที่เรียกมาช่วยตอบได้ตลอดเวลา จนเริ่มรู้สึกว่า “เรื่องนี้เรารู้แล้ว”
.
แต่ลองปิดหน้าจอ แล้วอธิบายเรื่องนั้นด้วยภาษาตัวเองดู บางทีจะเจอเลยว่า เออ เราจำประโยคได้ แต่ยังอธิบายเหตุผลไม่ได้ หรือเข้าใจหลักการ แต่ไม่รู้ว่าจะใช้ตอนไหน
.
เบ้นว่าการเข้าถึงความรู้ได้ง่ายเป็นเรื่องดีมาก แต่เรายังต้องใช้เวลากับมัน ถามต่อ ลองใช้ และดูว่าเราเข้าใจอะไรผิดไปบ้าง
.
เพราะระหว่าง “มีคำตอบให้เปิดดู” กับ “เข้าใจจนเอาไปใช้ได้” ยังมีงานที่เราต้องทำด้วยตัวเอง
————————
[2] บางช่วงที่เราอยากข้าม คือช่วงที่เรากำลังเก่งขึ้น
.
Ryan Holiday เล่าว่า ตอนทำงานเป็นผู้ช่วยวิจัยให้ Robert Greene การหาเรื่องเล่าดีๆ หรือคำคมที่เหมาะกับงานมาได้ ยังไม่พอ
.
Robert จะถามต่อว่ามาจากไหน บริบทคืออะไร แหล่งข้อมูลน่าเชื่อถือไหม มีแหล่งอื่นยืนยันหรือเปล่า หรือเราเจอสิ่งที่ตรงกับความเชื่อตัวเองแล้วรีบหยุดหา?
.
ฟังแล้วก็รู้เลยว่า งานไม่ได้จบตรงที่เจอประโยคถูกใจ55555
.
แต่การต้องกลับไปค้น กลับไปตรวจสอบ นิสัยนี้ทำให้ Ryanเขาต้องอ่านละเอียดขึ้น คิดรอบขึ้น และตั้งคำถามกับสิ่งที่ตัวเองอยากเชื่อมากขึ้น
.
เบ้นว่าเรื่องนี้ใช้กับหลายอย่างเลย
.
เวลาอยากเขียนเก่ง ช่วงที่เขียนแล้วลบ เลือกคำใหม่ อ่านออกเสียงแล้วรู้สึกว่า “ยังไม่ใช่อะ” เรากำลังฝึกมองให้ออกว่าประโยคไหนใช้ได้ ประโยคไหนยังไม่ดี
.
เวลาอยากทำธุรกิจเป็น ช่วงที่ลูกค้าไม่ซื้อ แล้วเรากลับไปคุยว่าเขาติดอะไร เรากำลังฝึกเข้าใจความต้องการของคนจริงๆ
.
เวลาอยากคิดเป็น ช่วงที่มีคนถามกลับแล้วตอบไม่ได้ ก็ทำให้เห็นว่าความคิดของเรายังมีจุดไหนที่อธิบายไม่ชัด
.
แน่นอน ช่วงเหล่านี้มันหงุดหงิด ไม่มีใครอยากทำงานสามชั่วโมงแล้วได้ออกมาสี่ย่อหน้า แต่บางครั้งเราก็ได้ฝึกจากสี่ย่อหน้านั้นมากกว่าที่คิด
.
ส่วนตัวเบ้นว่าเราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่างให้ยาก อะไรลดขั้นตอนได้ก็ลด อะไรใช้เครื่องมือช่วยได้ก็ใช้
.
แต่ก่อนจะให้ใครทำแทน ลองถามตัวเองว่า
“เราแค่อยากให้งานนี้เสร็จ หรือเราอยากทำเรื่องนี้เป็นด้วย?”
.
ถ้าอยากทำเป็นด้วย ก็ต้องเหลือส่วนที่เราได้ฝึกไว้บ้าง
.
ใช้ AI ช่วยอธิบายเรื่องที่ไม่เข้าใจได้ ให้ช่วยตั้งคำถามได้ หรือให้ช่วยดูว่าเหตุผลของเรามีจุดไหนที่ยังไม่สมเหตุสมผล แล้วเราลองตอบ ลองแก้ ลองตัดสินใจเอง
.
ใช้เครื่องมือให้เต็มที่ได้เลย แต่ทักษะไหนที่อยากมี ก็ต้องให้เวลาตัวเองฝึกทักษะนั้นด้วย
———————
[3] อย่าเอาช่วงเริ่มต้นของเรา ไปตัดสินด้วยความเก่งของคนที่ฝึกมานาน
.
เราเห็นคนอื่นเขียนเก่ง พูดเก่ง ทำงานคล่อง แล้วกลับมาดูตัวเองที่ทำอะไรก็ติดๆ ขัดๆ ก่อนจะเริ่มคิดว่า “หรือเราไม่เหมาะกับเรื่องนี้?”
.
ทั้งที่เราอาจเพิ่งทำครั้งที่ห้า แต่กำลังเทียบกับคนที่ทำมาแล้วห้าร้อยครั้ง
.
เราเห็นประโยคที่เขาเขียนได้เป็นธรรมชาติ แต่ไม่เห็นประโยคที่เขาเคยลบทิ้ง เห็นเขาตอบคำถามได้ทันที แต่ไม่เห็นเวลาที่เขาเคยนั่งงงกับเรื่องเดียวกัน
.
พอไม่เห็นช่วงฝึกของคนอื่น เราเลยคาดหวังว่าตัวเองควรทำได้เร็วแบบนั้นบ้าง
.
แล้วพอทำไม่ได้ ก็รีบสรุปว่าเราไม่มีความสามารถ
เบ้นว่าลองให้โอกาสตัวเองมากกว่านั้นอีกหน่อยดีไหม?
.
การยังทำได้ไม่ดีวันนี้ บอกเราได้ว่ายังมีอะไรต้องฝึก แต่ยังไม่ได้บอกว่าเราจะทำเรื่องนี้ไม่ได้เลย
.
บางคนต้องฝึกเพิ่ม บางคนต้องเปลี่ยนวิธี บางคนต้องเอางานออกไปให้คนช่วยดู เพราะนั่งแก้เองจนเริ่มมองไม่ออกแล้วว่าติดตรงไหน
.
เรายังมีสิ่งที่ทำต่อได้อีกเยอะ ก่อนจะตัดสินว่าตัวเองไม่เหมาะ
.
แทนที่จะถามว่า “ทำไมเรายังไม่เก่งเท่าเขา?”
ลองถามให้เล็กลงว่า “ครั้งต่อไป เราจะทำตรงไหนให้ดีขึ้นได้บ้าง?”
.
อยากเขียนเก่งขึ้น ลองแก้หนึ่งย่อหน้าให้คนอ่านเข้าใจง่ายขึ้น
อยากคิดชัดขึ้น ลองอธิบายหนึ่งความเชื่อของตัวเองว่าทำไมถึงเชื่อแบบนั้น
อยากอ่านแล้วได้ประโยชน์ ลองหยิบหนึ่งแนวคิดไปใช้กับปัญหาที่กำลังเจอ
.
ไม่ต้องพัฒนาทุกอย่างพร้อมกัน เอาทีละจุดก็ได้ ทำแล้วดูผล ขอฟีดแบ็ก แล้วกลับมาปรับ
.
อย่างน้อยครั้งต่อไป เราจะไม่ได้เริ่มด้วยความเข้าใจเท่าเดิม
=================

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
เบ้นว่าข่าวดีของการไม่มีทางลัดในบางเรื่อง คือความพยายามของเรายังมีความหมาย
.
เวลาที่ใช้อ่านหน้าที่ยังไม่เข้าใจ เวลาที่ต้องเขียนใหม่ หรือเวลาที่รับฟีดแบ็กแล้วหน้าชา ถ้าเราเอาสิ่งเหล่านั้นมาเรียนรู้ต่อ มันก็มีโอกาสทำให้เราเก่งขึ้นได้
.
ถึงวันนี้ผลงานจะยังไม่ดีอย่างที่อยากให้เป็นก็ตาม
.
เราให้คนอื่นช่วยทำงานได้ ใช้ AI ช่วยประหยัดเวลาได้ แต่สำหรับสิ่งที่อยากทำเป็นจริงๆ อย่าเผลอตัดเวลาฝึกของตัวเองทิ้งไปหมด
.
วันนี้เราลองเลือกสักเรื่องที่อยากเก่งขึ้น แล้วให้เวลากับมันหน่อย อ่านหน้าที่ยังไม่เข้าใจ แก้ย่อหน้าที่ยังค้าง หรือเริ่มงานชิ้นเล็กที่เลื่อนมาหลายรอบ
.
ไม่ต้องรอให้มั่นใจเต็มร้อย เพราะความมั่นใจบางส่วนก็ต้องมาจากการได้ลองทำเหมือนกัน
.
ให้โอกาสตัวเองได้เป็นมือใหม่
ยอมให้ตัวเองทำได้ไม่ดีบ้าง แล้วค่อยๆ แก้ให้ดีขึ้น
.
บางเส้นทางไม่มีใครเดินแทนเราได้แต่ก้าวต่อไป เราเดินได้ตั้งแต่วันนี้
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • จงให้เกียรติกับคนแปลกหน้าด้วยศักดิ์ศรี เพราะความโชคดีมักจะมาจากผู้อื่นอยู่เสมอ

  • วิเคราะห์นักเขียน 100 คนที่หาเงินได้มากสุดนี้คือ [5]กลยุทธ์ที่พวกเขาทุกคนใช้ใน Substack

  • ผลกระทบของมือถือกับสมอง&แรงจูงใจยิ่งเล่นโทรศัพท์เยอะสมองยิ่งไม่อยากทำอะไร


ความเห็น

ใส่ความเห็น