ทำไมยิ่งโต เรายิ่งไม่ค่อยอยากรู้อะไรใหม่? เข้าใจวิทยาศาสตร์ ของความอยากเรียนรู้

ทำไมยิ่งโต เรายิ่งไม่ค่อยอยากรู้อะไรใหม่? เข้าใจวิทยาศาสตร์ ของความอยากเรียนรู้

ทำไมยิ่งโต เรายิ่งไม่ค่อยอยากรู้อะไรใหม่?
ทั้งที่ตอนเด็ก แค่เห็นมดเดินผ่านก็มีคำถามได้เป็นสิบข้อ
.
ทำไมท้องฟ้าสีฟ้า? ทำไมมดต้องเดินตามกัน? ทำไมผู้ใหญ่ต้องไปทำงานทุกวัน?
คำถามสุดท้ายบางคนโตแล้วก็ยังสงสัยอยู่55555
.
แต่พอโตขึ้น เรากลับถามน้อยลง บางครั้งเพราะยุ่ง บางครั้งเพราะกลัวดูไม่เก่ง และบางครั้งเพราะเราตอบตัวเองไปแล้วว่า “เรื่องนี้รู้อยู่แล้ว”
.
เบ้นอ่านบทความ The science of curiosity: why we keep asking “why” ของ Anne-Laure Le Cunff แล้วชอบประเด็นนึง
.
สิ่งที่ทำให้เราเลิกอยากรู้ อาจเป็นความรู้สึกว่า “ไม่มีอะไรให้รู้เพิ่มแล้ว”
.
แล้วเราจะกลับมาเป็นคนที่สนุกกับการเรียนรู้ได้ยังไง? ทำไมความสงสัยถึงช่วยให้เราจำได้ดีขึ้น? มาเข้าใจเรื่องนี้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
==================
[1] ความอยากรู้ เกิดขึ้นเมื่อเราเริ่มเห็นว่า “ยังไม่รู้อะไร”
.
ลองดูกราฟในภาพ แกนนอนคือความรู้ ส่วนแกนตั้งคือความอยากรู้ ภาพนี้ใช้สื่อแนวคิด ไม่ใช่กราฟที่บอกว่าทุกคนจะเปลี่ยนไปแบบเดียวกันตามอายุ
.
เวลาที่เราไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องหนึ่งเลย บางครั้งเราก็ไม่ได้สนใจมัน เพราะยังไม่เห็นว่ามีอะไรให้น่าสงสัย
.
แต่พอเริ่มรู้ขึ้นมานิดหนึ่ง เราจะเริ่มตั้งคำถามได้
.
เหมือนตอนยังไม่รู้จัก AI เราอาจไม่ได้สนใจ แต่พอเห็นมันช่วยเขียนงานได้ ก็เริ่มสงสัยว่า “แล้วมันช่วยงานอะไรได้อีก?” จากคำถามเดียว กลายเป็นนั่งลองจนตีสอง55555
.
ความรู้ที่เพิ่มขึ้นจึงเปิดทางให้ความอยากรู้ได้
.
แต่พอถึงจุดที่เรารู้สึกว่า “เข้าใจหมดแล้ว” เราอาจเริ่มถามน้อยลง ทั้งที่ความรู้สึกว่ารู้ครบ กับการรู้ครบจริงๆ เป็นคนละเรื่องกัน
.
เรารู้ว่าต้องเข้าใจลูกค้า แต่เข้าใจไหมว่าทำไมบางคนอ่านทุกโพสต์ แต่ไม่เคยซื้อ?
เรารู้ว่าต้องพักผ่อน แต่เข้าใจไหมว่าทำไมตัวเองรู้สึกผิดทุกครั้งที่หยุดทำงาน?
เรารู้ว่าควรลงมือทำ แต่เข้าใจไหมว่าเรากำลังกลัวอะไรกันแน่?
.
เบ้นว่าประเด็นจึงไม่ได้อยู่ที่ “ยิ่งรู้เยอะ ยิ่งแย่”
แต่อยู่ที่เรายังยอมให้สิ่งที่รู้ ถูกตั้งคำถามได้หรือเปล่า
.
เพราะถ้าฟังใครพูดแล้วรีบคิดว่า “อ๋อ รู้แล้ว” เราอาจพลาดรายละเอียดที่ต่างจากสิ่งที่เราเคยเข้าใจ
.
ลองเปลี่ยนจาก “เรื่องนี้รู้แล้ว”
เป็น “เรื่องนี้ยังมีอะไรที่เราไม่เข้าใจอีก?”
.
คำถามนี้ช่วยเปิดพื้นที่ให้เรื่องเดิม มีอะไรใหม่ให้เราเรียนรู้

[2] ทำไมเรื่องที่เรา “อยากรู้” ถึงจำได้ดีกว่า?
.
เคยไหม บังคับตัวเองอ่านหนังสือได้สามหน้า เริ่มง่วง แต่พอเป็นเรื่องที่สงสัยจริงๆ กลับอ่านต่อได้เป็นชั่วโมง
.
ไม่ได้มีใครสั่ง ไม่ได้มีคะแนนให้
แค่อยากรู้ว่า “แล้วมันเป็นยังไงต่อ?”
.
งานวิจัยของ Matthias Gruber และทีมที่ตีพิมพ์ในวารสาร Neuron ปี 2014 ให้ผู้เข้าร่วมประเมินว่าอยากรู้คำตอบของคำถามความรู้ทั่วไประดับไหน ก่อนจะได้เห็นคำตอบ
.
ผลพบว่า ผู้เข้าร่วมจำคำตอบของคำถามที่ตัวเองอยากรู้มากได้ดีกว่า และในการทดลองติดตามผล ประโยชน์ด้านความจำนี้ยังพบหลังผ่านไปหนึ่งวัน
.
ความอยากรู้จึงมีส่วนช่วยให้เราจดจำสิ่งที่เรียน ไม่ได้เป็นแค่ความรู้สึกสนุกระหว่างเรียนเท่านั้น
.
เบ้นเลยคิดว่า ก่อนเริ่มเรียนอะไร เราน่าจะลองหาคำถามที่อยากตอบให้เจอก่อน
.
แทนที่จะบอกตัวเองว่า “ต้องเรียนการตลาด”
ลองถามว่า “ทำไมร้านที่ขายแพงกว่าเรา ลูกค้าถึงกลับไปซื้อซ้ำ?”
.
แทนที่จะบอกว่า “ต้องเรียน AI”
ลองถามว่า “งานไหนที่เราทำซ้ำทุกสัปดาห์ และน่าจะมีวิธีทำให้เหนื่อยน้อยลง?”
.
พอมีคำถาม ความรู้ที่เราเจอก็มีที่ไป เรารู้ว่ากำลังอ่านเพื่อเข้าใจอะไร และเริ่มอยากค้นหาคำตอบด้วยตัวเอง
.
สำหรับคนทำ One Person Business เบ้นว่านี่เป็นจุดเริ่มต้นที่เอาไปใช้ได้เลย
.
เห็นลูกค้าไม่ซื้อ อย่าเพิ่งจบแค่ “เศรษฐกิจไม่ดี”
เห็นคอนเทนต์เงียบ อย่าเพิ่งจบแค่ “อัลกอริทึมไม่ส่ง”
.
ลองถามต่อว่า ข้อเสนอชัดพอไหม? คนอ่านเข้าใจประโยชน์หรือยัง? หรือเรากำลังแก้ปัญหาที่เขาไม่ได้ให้ความสำคัญ?
.
คำถามไม่ได้รับประกันว่าเราจะตอบถูกทันที แต่มันช่วยให้เรามีสิ่งที่จะไปสังเกต ทดลอง และเรียนรู้ต่อ

[3] สามวิธีปลุกนิสัยรักการเรียนรู้ให้กลับมา
.
เราไม่จำเป็นต้องบังคับตัวเองให้สนใจทุกเรื่อง ลองเริ่มจากการให้พื้นที่กับความสงสัยเล็กๆ ในแต่ละวัน

วิธีที่ 1 จดคำถามวันละหนึ่งข้อ
.
วันนี้มีอะไรที่ทำให้แปลกใจ? มีอะไรที่เราทำตามความเคยชินมานาน จนไม่เคยถามว่าทำไปทำไม?
.
อาจเป็น “ทำไมช่วงเช้าเราคิดงานออกง่ายกว่า?” หรือ “ทำไมโพสต์นี้คนแชร์เยอะ ทั้งที่ไม่มีเทคนิคอะไรเลย?”
.
จดไว้ในสมุดหรือมือถือก่อน ยังไม่ต้องตอบทันที เป้าหมายคือฝึกสังเกตว่า ในวันธรรมดาก็มีเรื่องให้เราอยากเข้าใจเพิ่มได้

วิธีที่ 2 ฟังคนอื่นให้เกินกว่าสิ่งที่เราคิดว่ารู้เกี่ยวกับเขา
.
เลือกคุยกับใครสักคน แล้วลองชะลอจังหวะที่อยากเล่าเรื่องตัวเอง ถามต่อจากสิ่งที่เขาเพิ่งพูดว่า “แล้วอะไรทำให้ตัดสินใจแบบนั้น?”
.
เพื่อนที่ทำงานคนละสาย อาจมีวิธีแก้ปัญหาที่เราไม่เคยคิดถึง คนที่มีงานอดิเรกต่างจากเรา อาจทำให้เรื่องที่ดูไม่น่าสนใจ กลายเป็นเรื่องที่เราอยากลองศึกษา
.
การฟังแบบนี้เริ่มจากการยอมรับว่า เรายังรู้จักคนตรงหน้าไม่หมด

วิธีที่ 3 เลือกหนึ่งคำถามมาเขียนอธิบาย
.
ลองเลือกเรื่องที่สงสัย ไปอ่านเพิ่มเติม แล้วเขียนอธิบายด้วยภาษาตัวเอง ไม่ต้องยาวและยังไม่ต้องโพสต์ก็ได้
.
พอเริ่มเขียน เรามักเห็นว่าตรงไหนเข้าใจจริง ตรงไหนแค่คุ้นคำ และตรงไหนยังอธิบายไม่ได้ จุดที่เขียนติดนั่นแหละ เป็นจุดให้กลับไปค้นคว้าต่อ
.
จากสงสัย ไปค้นหา ลองอธิบาย แล้วเจอคำถามใหม่ เราก็ค่อยๆ มีเหตุผลให้อยากเรียนรู้ต่อด้วยตัวเอง
.
อีกเรื่องที่เบ้นชอบจากบทความ คือเราไม่ต้องรีบถามทุกความสนใจว่า “เอาไปทำเงินได้ไหม?”
.
ลองอ่านเรื่องนอกสายงาน ฟังเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับธุรกิจ หรือสนใจอะไรสักอย่างเพียงเพราะอยากเข้าใจมันก็ได้
.
ถ้าทุกความสนใจต้องผ่านการอนุมัติผลตอบแทนก่อน ชีวิตก็คงเหมือนมีฝ่ายบัญชีนั่งเฝ้าหน้าร้านหนังสือ55555
===============

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
บางครั้งเราไม่ได้ขาดเรื่องให้เรียนรู้
เราแค่รีบสรุปสิ่งต่างๆ เร็วเกินไป
.
สรุปว่ารู้แล้ว สรุปว่าทำไม่ได้ สรุปว่าคนนี้เป็นแบบนี้ สรุปว่าเรื่องนั้นไม่มีประโยชน์ แล้วก็เดินผ่านโอกาสที่จะเข้าใจอะไรเพิ่มอีกนิด
.
วันนี้ลองเก็บคำว่า “รู้อยู่แล้ว” ไว้ก่อนสักครั้ง แล้วถามต่ออีกหนึ่งคำถาม
.
เรื่องที่ดูธรรมดา อาจมีรายละเอียดที่เราไม่เคยสังเกต
คนที่เจอทุกวัน อาจมีเรื่องที่เราไม่เคยฟัง
และงานที่ทำมานาน อาจมีวิธีที่เราไม่เคยลอง
.
เราไม่ต้องกลับไปเป็นเด็ก เพื่อจะกลับมาถามว่า “ทำไม?”
.
ช่วงนี้มีเรื่องอะไรที่คุณอยากรู้ เพียงเพราะอยากรู้จริงๆ บ้าง?

ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • The Art of War: ศิลปะแห่งการ “ไม่ต้องสู้”

  • Remote-Work อาจเป็นทางตันสำหรับเด็กจบใหม่

  • ถ้าต้องเริ่มยิง Google Adsตั้งแต่ 0 จะเริ่มยังไง?


ความเห็น

ใส่ความเห็น