Ecommerce ในยุค AI ถ้าทุกร้านใช้ AI เหมือนกัน ใครจะขายได้?

Ecommerce ในยุค AI ถ้าทุกร้านใช้ AI เหมือนกัน ใครจะขายได้?

อีกไม่นาน การทำ Ecommerce อาจง่ายขึ้นมาก
แต่การทำกำไรจาก Ecommerce อาจยากกว่าเดิม
.
เพราะตอนนี้ AI ช่วยเราได้แทบทุกอย่าง
.
หารูปสินค้า เขียนคำโฆษณา วิเคราะห์ยอดขาย
ตอบแชทลูกค้า ทำวิดีโอ หาไอเดียคอนเทนต์
หรือแม้แต่ช่วยเลือกว่าสินค้าตัวไหนน่าจะขายดี
.
ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องที่ดีสำหรับมือใหม่เบ้นบอกเลย
แต่ปัญหาคือ ร้านอื่นก็ใช้เครื่องมือเดียวกับเราได้เหมือนกัน 55555
.
ถ้าทุกร้านทำภาพสวยได้ ทุกร้านเขียนโพสต์ขายเป็น
และทุกร้านเปิดขายสินค้าได้ภายในไม่กี่วัน
.
เหมือนสมัยก่อน ร้านที่มีเว็บไซต์ดูน่าเชื่อถือมาก
แต่วันนี้การมีเว็บไซต์ไม่ได้ทำให้ใครชนะได้เลย เพราะใครก็สร้างได้
AI ก็กำลังเดินไปในทิศทางเดียวกัน ร้านที่ใช้ AI เป็น อาจไม่ได้ชนะร้านอื่นเสมอไป
.
เพราะถ้าทุกคนใช้ AI เป็นพร้อมกัน ความได้เปรียบจะย้ายไปอยู่ในสิ่งที่ AI สร้างแทนเราไม่ได้ทันที เบ้นมองว่ามีอยู่ 4 อย่าง #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
=============
[1] สินค้าที่คนอื่นหาเหมือนเราไม่ได้

ถ้าเราขายสินค้าที่ใครก็หาได้จากโรงงานเดียวกัน ลูกค้าก็แทบไม่มีเหตุผลต้องจำร้านเรา
.
พอ AI ช่วยให้คนสร้างร้านและทำโฆษณาได้เร็วขึ้น สินค้าเดียวกันจะยิ่งถูกนำมาขายแข่งกันมากขึ้น สุดท้ายเกมก็ไหลกลับไปแข่งกันที่ราคา โปรโมชั่น และงบโฆษณา
.
ร้านที่ได้เปรียบจึงต้องค่อยๆ สร้างบางอย่างของตัวเอง
.
อาจเป็นสินค้าเฉพาะ
การออกแบบ คุณภาพ สูตร แพ็กเกจ
หรือวิธีเอาสินค้าเดิมมาจัด Reframe ใหม่ให้แก้ปัญหาได้ดีกว่าเดิม
———-
[2] ช่องทางที่เราคุยกับลูกค้าได้เอง
.
ถ้าทุกครั้งที่อยากขายของ เราต้องกลับไปซื้อโฆษณาเพื่อเข้าถึงลูกค้าคนเดิม ธุรกิจก็จะเหนื่อยขึ้นทุกครั้งที่ค่าโฆษณาแพงขึ้น
.
แต่ร้านที่มีฐานลูกค้าเก่า มีรายชื่อ มี Community หรือมีคอนเทนต์ที่คนติดตามอยู่แล้ว จะเริ่มต้นการขายแต่ละครั้งได้ง่ายกว่า
.
AI ช่วยเราผลิตคอนเทนต์ได้เร็ว
.
แต่ความสัมพันธ์ที่ทำให้คนอยากกลับมาอ่าน อยากกลับมาคุย และเชื่อว่าร้านนี้เข้าใจเขา ยังต้องสะสมจากการทำงานจริง
————–
[3] ข้อมูลที่เกิดจากร้านของเราเอง (DATA)

AI มีความรู้ทั่วไปเยอะกว่าคนคนหนึ่งมากๆ
แต่มันไม่รู้เองว่า ลูกค้าร้านเราเลื่อนผ่านภาพแบบไหน ถามอะไรบ่อย คืนสินค้าด้วยเหตุผลอะไร หรือซื้อชิ้นไหนพร้อมกัน
.
ข้อมูลเหล่านี้เกิดขึ้นทุกวันในแชท รีวิว ออเดอร์ และการทำงานของทีม
.
ร้านที่เก็บข้อมูลเป็น จะใช้ AI ได้เก่งขึ้นเรื่อยๆ เพราะกำลังป้อนประสบการณ์ของร้านตัวเองกลับเข้าไปในระบบ
.
ส่วนร้านที่ไม่เก็บอะไรเลย ก็ต้องเริ่มถาม AI จากศูนย์ใหม่ทุกวัน

ได้คำตอบใหม่เต็มไปหมด แต่ร้านไม่ได้ฉลาดขึ้นตาม
———–
[4] ความเร็วในการทดลอง (Fast Experiement)

หลายร้านใช้ AI เพื่อผลิตงานให้ได้เยอะขึ้น

มีภาพเพิ่มขึ้น มีโพสต์เพิ่มขึ้น มีรายงานเพิ่มขึ้น
และมีไอเดียใหม่(จาก AI) เพิ่มขึ้นอีกประมาณ 700 ไอเดีย 55555
.
แต่สิ่งที่ทำให้ธุรกิจโต คือเราทดลองอะไร เรียนรู้อะไร แล้วตัดสินใจเปลี่ยนอะไรจากผลที่ได้ ร้านที่ชนะจึงอาจไม่ได้เป็นร้านที่ใช้ AI เยอะที่สุด

แต่อาจเป็นร้านที่ใช้ AI ลดเวลาจาก
มีไอเดีย > ไปทดลอง > Feddback > Re-thinking (คิดใหม่)
ใครทำแบบนี้ได้ไวที่สุดเข้า Loop นี้ได้เยอะทีสุดจะชนะในยุคนี้
============

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ

AI กำลังทำให้ต้นทุนของการ “ดูเหมือนร้านที่เก่ง” ถูกลงเรื่อยๆ

อีกไม่นาน ภาพสวย คำขายดี และการทำงานเร็ว อาจเป็นสิ่งที่ลูกค้าคาดหวังจากทุกร้านอยู่แล้ว ความได้เปรียบจึงต้องมาจากสิ่งที่เราค่อยๆ สะสม
.
สินค้าที่หาเหมือนกันไม่ได้ ความสัมพันธ์กับลูกค้า ข้อมูลของร้าน
และความสามารถในการทดลองแล้วเรียนรู้ให้เร็วกว่าเดิม
.
เราใช้ AI เพื่อทำงานให้เร็วขึ้นได้
แต่ต้องเอาเวลาที่ประหยัดได้ ไปสร้างสิ่งที่คู่แข่งกดปุ่มสร้างตามเราไม่ได้
.
ถ้าวันนี้ร้านคู่แข่งมี AI และเครื่องมือเหมือนเราทุกอย่าง ร้านเรายังเหลืออะไรที่ทำให้ลูกค้าเลือก? ลองตอบคำถามนี้ให้ได้ แล้วเราจะเริ่มเห็นว่า Ecommerce ของเราควรสร้างอะไรต่อครับ
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ทำไมยิ่งโต.. ยิ่งรู้สึกไม่เข้ากับใครเลย เข้าใจตัวเองผ่าน Spiral Dynamics

  • บทเรียนการเงิน’ ที่ถูกซ่อนไว้ในเมืองบาบิโลนโบราณ นานกว่า 4,000 ปี

  • ถอดบทเรียนจิตวิทยา จากคลิป Aston Hall (คนที่มาแรงที่สุดในโซเชียลตอนนี้)


ความเห็น

ใส่ความเห็น