วันที่คิดอะไรไม่ออก ลองออกไปเดิน โดยไม่ต้องหาอะไรมาเปิดฟัง

วันที่คิดอะไรไม่ออก ลองออกไปเดิน โดยไม่ต้องหาอะไรมาเปิดฟัง

สัปดาห์ที่ผ่านมา รีโมตทีวีในห้องวิ่งของผมพัง
.
ปกติเวลาขึ้นลู่วิ่ง ผมจะเปิดคลิป ฟัง Podcast หรือดู Interview ไปด้วย เดิน 30–60 นาที อย่างน้อยก็ควรได้ความรู้กลับมาสักเรื่อง ผมทำแบบนี้จนแทบจำไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เดินโดยไม่ฟังอะไรคือเมื่อไหร่
.
แต่วันนั้นทีวีเปิดไม่ได้ ผมเลยเหลือแค่ลู่วิ่ง กระจก กำแพง แล้วก็ความคิดของตัวเอง แล้วผมก็เริ่มวิ่ง
.
ช่วงแรกโคตรเบื่อครับ 555555 มือมันอยากหาอะไรมาเปิดฟังอยู่ตลอด ผมชินกับการมีใครสักคนพูดอยู่ในหู จนการเดินเฉย ๆ ดูเหมือนขาดอะไรไป

แล้วเดินไปสักพัก เรื่องที่ค้างอยู่ในหัวก็ค่อย ๆ กลับมา ปัญหาธุรกิจที่ยังคิดไม่จบ คนที่อยากกลับไปคุยด้วย ไอเดียที่พอเอามาต่อกันแล้วเริ่มเห็นว่า มันทำอะไรได้อีก
.
พอลงจากลู่วิ่ง ผมมี Note ที่ต้องรีบจดเต็มไปหมด ทั้งที่วันนั้นยังไม่ได้ฟังความคิดใหม่จากใครเลย
.
ผมเลยเริ่มสงสัยว่า เราใช้ทุกช่วงว่างฟังความคิดของคนอื่น แล้วเหลือช่วงไหนให้ความคิดของตัวเองได้พูดจนจบบ้าง? มาเข้าใจเรื่องนี้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
=============
[1] ช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา เบ้นกำลังเริ่ม Project ใหม่หลายอย่าง มีทั้งดีลธุรกิจใหม่ ไอเดียใหม่ แล้วก็ปัญหาที่ต้องคิดพร้อมกันตลอดเวลา

ผมเลยยิ่งรู้สึกว่าต้องเรียนรู้เพิ่ม ต้องหาข้อมูลเพิ่ม ต้องฟังคนเก่ง ๆ เพิ่ม เผื่อจะมีอะไรเอามาใช้กับเรื่องที่กำลังทำอยู่ได้บ้าง
จนแทบทุกช่องว่างของวัน มีใครสักคนพูดให้ผมฟังอยู่ตลอด
.
แต่วันที่รีโมตพัง ผมกลับมีเวลาได้คิดต่อจากสิ่งที่รับมาแล้ว
บทสนทนาที่เคยคุยกับคนหนึ่ง เริ่มเชื่อมกับปัญหาของอีก Project ไอเดียที่เคยฟังผ่าน ๆ เริ่มมีที่ให้เอาไปใช้ บางเรื่องที่คิดว่าตัน ก็เริ่มเห็นว่าจะลองจากตรงไหนได้อีก
.
มันเหมือนเรามีของวางอยู่เต็มโต๊ะ แล้วเพิ่งได้เวลาหยิบแต่ละชิ้นขึ้นมาดู
.
อ๋อ อันนี้เอาไปต่อกับอันนั้นได้ เรื่องนี้น่าจะลองถามคนนี้ดู ปัญหานี้เราอาจกำลังมองข้ามอะไรบางอย่างอยู่
.
สิ่งที่ทำให้ผมแปลกใจคือ ความคิดเหล่านี้ไม่ได้เข้ามาทีเดียวเป็นก้อนใหญ่ แต่มันค่อย ๆ โผล่มาระหว่างเดิน เหมือนมี Magic Moment เล็ก ๆ เกิดขึ้นตลอดทาง
.
แล้วผมก็เริ่มสงสัยว่า ที่ผ่านมามีความคิดแบบนี้ค้างอยู่ในหัวอีกเท่าไหร่ ที่เรายังไม่เคยให้เวลามันเลย
——–
[2] ช่วงเดียวกันนี้ เบ้นได้อ่านบทความของ Ryan Holiday เรื่องการเดินกับเรื่องน้องหมา
.
เขาเล่าว่าเจอลูกสุนัขสองตัวถูกทิ้งไว้ใกล้บ้าน เลยพากลับมาช่วย ครอบครัวเขาเก็บตัวหนึ่งไว้เลี้ยง แล้วตั้งชื่อมันว่า Oreo
.
ลูก ๆ สัญญาว่าจะดูแลและพามันไปเดิน ซึ่งสุดท้ายก็เป็นไปตามเรื่องที่พ่อแม่ทั่วโลกน่าจะเดากันได้ (Ryan บอก มีงานเพิ่มแล้ว55555 พ่อเองลูกๆ )
.
แต่ Ryan บอกว่าเขาไม่ได้โกรธ เพราะมันทำให้เขาต้องออกไปเดินวันละสองรอบ ได้ทำสิ่งที่ชอบ และรู้ว่าดีกับตัวเองบ่อยขึ้น
.
เวลาเล่าถึงประโยชน์ของการเดิน เขาสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับความคิดระหว่างทางเป็นพิเศษ เขาเคยได้ไอเดียหนังสือระหว่างเดินกับลูก เคยคิดทางออกให้ปัญหาธุรกิจ และปัญหาในชีวิตได้ตอนเดิน
.
บางครั้งกลับถึงบ้านก็ต้องรีบไปจด ก่อนที่ความคิดเมื่อกี้จะหลุดหายไป
อ่านถึงตรงนี้ผมเข้าใจเลยครับ อาการเดียวกัน 555555
.
มีเรื่องนึงที่เบ้นชอบมาในเรื่องเล่านี้ของ Ryan
เขาเขียนไว้ประมาณว่า การเดินไม่ได้แก้ปัญหาทุกอย่าง แต่แทบไม่เคยทำให้ปัญหาแย่ลง
.
ต่อให้เดินกลับมาแล้วเรื่องเดิมยังอยู่ อารมณ์ที่เราใช้มองเรื่องนั้นก็อาจเปลี่ยนไปแล้ว ซึ่งหลายครั้งอารมณ์นี่แหละเป็นส่วนใหญ่ของปัญหา เบ้นว่าตรงนี้น่าสนใจมาก
.
เวลาเรานั่งอยู่หน้าคอม เรื่องที่แก้ไม่จบก็อยู่ตรงหน้า แชทใหม่ก็เด้ง อีเมลใหม่ก็มา ทุกอย่างพร้อมจะขอให้เราหันไปจัดการมันตลอด
.
พอออกไปเดิน เราได้ถอยออกมาจากตรงนั้นสักพัก มีเวลามองเรื่องเดิมโดยไม่ต้องรีบตอบ ไม่ต้องรีบตัดสินใจ ไม่ต้องรีบทำอะไรกับมันในทันที
.
บางเรื่องเลยเริ่มดูต่างออกไป ทั้งที่เรายังไม่ได้รับข้อมูลใหม่เพิ่มเลย
————
[3] พอกลับมามองชีวิตตัวเอง ผมเริ่มเห็นว่า เราให้ความสำคัญกับการหา Input มาก แต่ไม่ค่อยเผื่อเวลาไว้ใช้มัน
.
ตื่นมาก็เปิดมือถือ กินข้าวก็เปิดคลิป ขับรถก็ฟัง Podcast ออกกำลังกายก็หาอะไรฟัง ก่อนนอนก็อ่านอีกนิด
.
โดยเฉพาะคนชอบเรียนรู้ การปล่อยเวลาให้ว่างมันรู้สึกเหมือนเสียโอกาส เรามีเรื่องอยากรู้เยอะไปหมด คลิปที่เซฟไว้ก็ยังดูไม่หมด หนังสือที่ซื้อไว้ก็ยังอ่านไม่จบ ผมเองก็เป็นแบบนั้นเหมือนกาน5555
.
แต่ลองถามตัวเองดูว่า หลังฟัง Podcast จบ เรามีเวลาแค่ไหนที่จะคิดว่า สิ่งนี้เกี่ยวกับชีวิตเราตรงไหน? มันตอบปัญหาที่กำลังเจอได้หรือเปล่า? แล้วเราเห็นด้วยกับมันจริง ๆ ไหม?
.
หรือพอจบตอนหนึ่ง เราก็เปิดตอนต่อไปทันที
เราอาจจำได้ว่าแต่ละคนคิดยังไง แต่ยังไม่ได้ใช้เวลาคิดเลยว่า แล้วตัวเราล่ะคิดยังไง
.
สำหรับผม การเดินเงียบ ๆ กลายเป็นช่วงที่ได้กลับมาทำงานส่วนนี้
.
ได้คิดต่อจากหนังสือที่อ่าน เรื่องที่พึ่งคุยงานมา ปัญหาที่เจอ และประสบการณ์ที่ผ่านมาจริง ๆ แล้วลองเชื่อมมันเข้ากับสิ่งที่กำลังสร้างอยู่
.
ผมเลยเริ่มตั้ง Rule ง่าย ๆ ให้ตัวเองว่า บางครั้งเวลาไปเดิน ลองไม่เอาอะไรไปฟัง
.
เดินไปเฉย ๆ ก่อนครับ ถ้ามีอะไรนึกขึ้นมา ค่อยหยิบมือถือมาจดสั้น ๆ แล้วเก็บกลับไปเดินต่อ
คุณอาจนึกถึงเพื่อนที่ไม่ได้คุยกันนาน งานที่ควรกลับไปแก้ หรือวิธีเอาสิ่งที่รู้อยู่แล้วไปใช้กับเรื่องที่กำลังทำ
.
ถ้าวันนั้นไม่มีไอเดียอะไร ก็เดินเฉย ๆ ได้เหมือนกัน เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนการเดินให้เป็นอีกงานหนึ่งที่ต้องส่งผลงาน
.
ผมชอบที่เรื่องของ Ryan เริ่มจากสุนัขตัวหนึ่ง ส่วนเรื่องของผมเริ่มจากรีโมตที่พัง
เรื่องธรรมดาสองเรื่อง ที่ทำให้ได้กลับไปทำสิ่งธรรมดาอย่างการเดิน แล้วเพิ่งเห็นว่ามันมีพื้นที่ให้ความคิดของเราอยู่ในนั้นด้วย

บางทีเราอาจลองให้พื้นที่แบบนี้กับตัวเองได้ โดยไม่ต้องรอให้รีโมตพังก่อนครับ 555555
=============

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
ความรู้ที่เราสะสมไว้ ควรได้เวลาให้เราหยิบมาเชื่อม มาคิด และลองเปลี่ยนมันเป็นสิ่งที่ใช้กับชีวิตได้จริง
.
เราให้เวลากับความคิดของคนอื่นทุกวัน ลองเหลือเวลาให้ความคิดของตัวเองบ้างครับ
.
ครั้งหน้าที่คิดอะไรไม่ออก ลองออกไปเดินโดยไม่เปิดอะไรฟังสักครั้ง แล้วดูว่าเรื่องไหนในหัวจะกลับมาหาเรา ครั้งสุดท้ายที่คุณออกไปเดิน แล้วปล่อยให้ตัวเองได้คิดไปเรื่อย ๆ คือเมื่อไหร่?
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ถอดบทเรียนจิตวิทยา จากคลิป Aston Hall (คนที่มาแรงที่สุดในโซเชียลตอนนี้)

  • How to เริ่มสร้าง Brand ปี2025

  • สรุปอาหารที่ทำให้มะเร็งเติบโต ทำความเข้าใจเกี่ยวกับมะเร็งใหม่


ความเห็น

ใส่ความเห็น