ชายคนนี้เขาหาเงินจาก Social Media แต่เขาหักดิบเลิกเล่นมัน
แล้วอยู่ดีๆเขาก็หายกังวล (คนที่ต้องใช้โซเชียลทำงาน จะหยุดเล่นมันได้ยังไง?)
.
เบ้นไปเจอคลิป I Quit Social Media for 547 Days ของ Sean O’Malley
.
Sean บอกว่าเขาหาเงินจากโซเชียล เพราะฉะนั้นการหยุดใช้มันน่ากลัวสำหรับเขามาก ก่อนหน้านี้เขาลองตั้งเวลาเล่นทุกอย่างละวันละ 30 นาที
.
แต่พอครบเวลา ก็กดรหัสแล้วเล่นต่อได้อยู่ดี 55555
.
สิ่งที่ทำให้เขาอยากหยุด ไม่ใช่เพราะโซเชียลไม่มีประโยชน์กับงาน แต่เขาเริ่มรู้สึกว่าเวลาที่ไถไปเรื่อย ๆ มันทิ้งอะไรบางอย่างไว้ในหัว
เป็นความกังวลเบา ๆ ที่เขาเคยชินกับมัน จนแทบไม่รู้ว่ามันอยู่ตรงนั้น
เพราะบางครั้งเราเปิดแอปเพื่อทำงานจริง ๆ แต่พอทำเสร็จ นิ้วกลับทำงานต่อเอง 555
มาเข้าใจเรื่องนี้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
—————
[1] เขาไถไป 30 นาที แล้วจำแทบไม่ได้ว่าดูอะไร
.
Sean เล่าว่าบางครั้งเขานั่งเลื่อนไปเรื่อย ๆ ผ่านไปครึ่งชั่วโมง กลับจำแทบไม่ได้ว่าเมื่อกี้ดูอะไรไปบ้าง
อาจส่งคลิปตลกให้เพื่อนสักอัน หัวเราะนิดหน่อย แล้วก็เลื่อนต่อ
พอวางมือถือ เวลาหายไปแล้ว แต่เขาไม่ได้รู้สึกดีขึ้น
.
เบ้นว่าหลายคนน่าจะเคยเจอแบบนี้
เราเปิดมือถือระหว่างรอลิฟต์ พอลิฟต์มาก็ยังดูต่อ ขึ้นไปถึงชั้นแล้วก็ยังไม่อยากปิด ทั้งที่ตอนแรกไม่ได้มีเรื่องอะไรที่ตั้งใจจะดูเลย
.
ความน่ากลัวไม่ใช่เราเสียเวลาไป 30 นาทีครั้งเดียว
แต่มันคือการที่เราเริ่มเติมทุกช่องว่างของวันด้วยการไถมือถือ จนอยู่เฉย ๆ ไม่กี่นาทีก็รู้สึกว่าต้องเปิดอะไรสักอย่าง
———-
[2] เขาเพิ่งรู้ว่าตัวเองกังวลอยู่บ่อย ๆ หลังจากหยุด
.
Sean บอกว่าเขาไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นคนที่มีปัญหาเรื่องความกังวล
ชีวิตก็ดี ครอบครัวก็อยู่ด้วยกัน ค่าใช้จ่ายก็จ่ายได้ แต่ในใจกลับมีความกระวนกระวายเบา ๆ อยู่เรื่อย ๆ
.
เขารู้สึกว่าการเปิด Instagram, X และไถดูอะไรโดยไม่มีจุดหมาย มีส่วนกับความรู้สึกนั้น พอหยุดไปสักพัก เขาถึงสังเกตว่า “เออ ตอนนี้ฉันรู้สึกต่างออกไป”
.
บางทีเราคิดว่าการไถมือถือคือการพัก เพราะร่างกายเราไม่ได้ทำอะไร แต่ในหัวเรากลับรับเรื่องใหม่ตลอด ทั้งข่าว งานของคนอื่น ข้อความที่ต้องตอบ และชีวิตที่คนอื่นกำลังโชว์
.
พอปิดแอป เราเลยอาจเหนื่อยกว่าเดิม ทั้งที่เพิ่ง “พัก” ไป
—————–
[3] ทริปญี่ปุ่นของเขาไม่ได้มีอะไรพิเศษขึ้น แต่เขาจำมันได้มากขึ้น
.
หลังจากตัดสินใจหยุดโซเชียลได้ไม่กี่วัน Sean ไปเที่ยวญี่ปุ่น
เขาเล่าว่าตอนนั่งรถ เขามองออกไปนอกหน้าต่าง และรู้สึกว่าตัวเองจำทริปนั้นได้มากขึ้น
.
ปกติเวลาเรานั่งรถ เราอาจคิดว่า “ยังไม่ถึงนี่นา เปิดอะไรดูหน่อย” แล้วช่วงเวลาระหว่างทางก็หายไปจากความทรงจำ
พอไม่หยิบมือถือ เขาไม่ได้ค้นพบความลับอะไรยิ่งใหญ่ แค่ได้เห็นสิ่งที่อยู่ตรงหน้ามากขึ้น
.
บางทีเราไม่ต้องหากิจกรรมใหม่มาแทนมือถือทุกครั้งก็ได้
นั่งรถก็มองข้างทาง กินข้าวก็กินข้าว คุยกับคนข้าง ๆ ก็คุยกับเขา
ฟังดูธรรมดามาก แต่ช่วงนี้ความธรรมดาแบบนั้นหายากเหมือนกัน 555
—————
[4] สำหรับคนทำงานบนโซเชียล เส้นแบ่งมันบางมาก
.
Sean บอกว่าเขาไม่ได้คิดว่าทุกคนต้องเลิกโซเชียล บางคนใช้มันหางาน หาไอเดีย หรือดูสิ่งที่มีประโยชน์จริง ๆ
เราชอบหลอกตัวเองว่าเข้าไปเล่นโซเชี่ยลเพื่อทำงาน
เบ้นเป็นประจำ 55555 เปิดแอปไปดูคอมเมนต์คนอ่าน เป็นงาน
ตอบคอมเมนต์เสร็จแล้วดูคลิปแมวต่ออีก 40 นาที อันนี้แมวไม่ได้อยู่ใน Job Description 55555
.
Sean หยุดแบบเด็ดขาดเพราะการตั้งเวลาใช้ไม่ได้ผลกับเขา แต่เราไม่จำเป็นต้องทำเหมือนเขาทั้งหมด
—————
[5] ลองหยุดสั้น ๆ เพื่อดูว่าเราอยากกลับไปหาอะไร
.
ท้ายคลิป Sean ชวนคนดูลองหยุดโซเชียล 3 วัน แล้วสังเกตว่าตัวเองรู้สึกต่างไปไหม
ถ้าไม่ไหวลองเริ่มแบบง่ายๆก่อนก็ได้
ชั่วโมงแรกหลังตื่นยังไม่ต้องเปิดโซเชียล หรือก่อนนอนลองวางมือถือไว้สักชั่วโมง
แล้วดูว่าช่วงไหนมือเราอยากหยิบมันมากที่สุด
.
ตอนเบื่อ? ตอนเครียด? ตอนทำงานยาก ๆ? หรือตอนที่เพิ่งมีเวลาว่างแล้วไม่รู้จะทำอะไร? คำตอบนี้อาจมีประโยชน์กว่าการดู Screen Time อย่างเดียว เพราะมันบอกว่าเรากำลังใช้มือถือเพื่ออะไร
===============
ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)
#สรุปแบบลงดาบ
Sean หาเงินจากโซเชียล แต่ก็ยังต้องถามตัวเองว่า การเข้าไปในนั้นแต่ละครั้ง เขากำลังทำงาน หรือแค่ไถไปจนเวลาหาย
เบ้นว่าเรื่องนี้ใกล้ตัวคนทำคอนเทนต์มาก
เราไม่จำเป็นต้องประกาศเลิกโซเชียลตลอดชีวิต เพราะหลายอย่างที่เรารักและสร้างอยู่ก็เกิดขึ้นในนั้น
.
แต่เราอาจต้องมีบางช่วงของวันที่ไม่ต้องรับอะไรเพิ่ม
ไม่ต้องเปิดข่าว ไม่ต้องหาไอเดีย ไม่ต้องดูว่าใครโพสต์อะไร ไม่ต้องเปลี่ยนทุกนาทีว่างให้กลายเป็นเวลาเสพคอนเทนต์
.
พรุ่งนี้ลองเลือกสักหนึ่งช่วง อาจเป็นตอนตื่นนอน ตอนกินข้าว หรือตอนนั่งรถ
วางมือถือไว้ 10 นาที แล้วสังเกตว่าเราอยากหยิบมันขึ้นมาตอนไหน
ถ้าอยากหยิบ ลองถามตัวเองก่อนว่า “จะเปิดไปทำอะไร?”
คำถามสั้น ๆ นี้อาจช่วยให้เราได้เลือกมากขึ้น ว่าเวลาไหนอยากอยู่ในโลกออนไลน์ และเวลาไหนอยากอยู่กับชีวิตตรงหน้า
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ



ใส่ความเห็น