ทำไม MBA บางแห่งลดค่าเรียนกว่า 40% ปริญญากำลังเป็นตัวแทนของอะไร

ทำไม MBA บางแห่งลดค่าเรียนกว่า 40% ปริญญากำลังเป็นตัวแทนของอะไร

ทำไมปริญญา MBA บางแห่งถึงลดค่าเรียนกว่า 40%
เรากำลังจ่ายเงินเพื่อความรู้ หรือโอกาสที่มากับใบปริญญา?
.
เมื่อก่อนเวลาเราพูดว่าอยากมีอนาคตที่ดี คำแนะนำที่ได้ยินบ่อยๆ คือ ตั้งใจเรียน เข้ามหาวิทยาลัยดีๆ ถ้ามีโอกาสก็เรียนต่อ แล้วเราจะมีทางเลือกในชีวิตมากขึ้น
.
เบ้นว่าคำแนะนำนี้เข้าใจได้นะ เพราะการศึกษาเปิดโอกาสให้คนจำนวนมากจริงๆ ทั้งความรู้ เพื่อน และงานที่เราอาจเข้าไม่ถึงด้วยตัวเอง
.
แต่ถ้าวันหนึ่ง ปริญญาที่เคยเป็นเหมือนตั๋วไปสู่งานดีๆ เริ่มลดราคาลง เราควรเข้าใจเรื่องนี้ยังไง?
.
เบ้นอ่าน Newsletter ของ Codie Sanchez ผู้ก่อตั้ง Contrarian Thinking เรื่อง “Why MBAs are Being Discounted by 40%” เธอเล่าว่าหลักสูตรธุรกิจบางแห่งในอเมริกากำลังลดค่าเรียนลง
.
ตัวอย่างคือ Online MBA ของ Purdue ที่ลดค่าเรียนสำหรับคนในรัฐอินเดียนาจาก 60,000 ดอลลาร์ เหลือประมาณ 35,000 ดอลลาร์ หรือลดลงกว่า 40%
.
เห็นตัวเลขแล้วก็แอบรู้สึกว่า ปริญญามีช่วงลดราคาด้วยเหรอ55555
.
แต่เรื่องนี้ไม่ได้แปลว่า MBA ทุกแห่งกำลังลดราคา หรือเรียนไปแล้วไม่มีคุณค่า เพราะตลาดการศึกษามีทั้งหลักสูตรที่แข่งขันด้านราคา และสถาบันที่คนยังยอมจ่ายเพื่อเข้าไปเรียน
.
คำถามที่น่าสนใจเลยเป็นว่า สิ่งที่คนยอมจ่ายเงินให้นั้นคืออะไรกันแน่?

ความรู้ที่อยู่ในห้องเรียน ชื่อมหาวิทยาลัยบนใบปริญญา หรือโอกาสได้อยู่ในห้องเดียวกับคนบางกลุ่ม?
.
มาเข้าใจเรื่องนี้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
==================
Part 1 – ใบปริญญาช่วยให้คนเชื่อใจเรา ก่อนจะได้เห็นฝีมือ
.
Codie เปรียบใบปริญญาว่าเป็นเหมือน Permission Slip หรือใบผ่านทางที่ช่วยให้เราได้รับโอกาส

ลองนึกภาพว่าเราเป็นคนรับสมัครงาน มีคนส่งประวัติมา 200 คน แต่เรามีเวลาสัมภาษณ์แค่ไม่กี่คน เราจะเลือกจากอะไร?
.
เรายังไม่เคยทำงานกับเขา ไม่รู้ว่าเขาแก้ปัญหาเก่งแค่ไหน รับผิดชอบหรือเปล่า ก็ต้องดูจากสิ่งที่เขามีให้ดูก่อน ทั้งประสบการณ์ ผลงาน และการศึกษา
.
ชื่อมหาวิทยาลัยเลยช่วยทำหน้าที่บางอย่าง มันบอกว่าคนคนนี้ผ่านการคัดเลือก ผ่านการเรียน และผ่านการประเมินมาแล้วระดับหนึ่ง

เบ้นว่า นี่เป็นคุณค่าที่มีอยู่จริงของใบปริญญา มันช่วยให้คนที่ยังไม่รู้จักเรา กล้าลองให้โอกาสเรา
.
แต่หลังจากได้โอกาสนั้นแล้ว เราก็ต้องทำให้ได้ด้วย
.
เหมือนมีคนแนะนำร้านอาหารให้เรา บอกว่าเชฟคนนี้เรียนมาจากโรงเรียนดัง เราอาจตัดสินใจเดินเข้าไปลองเพราะเรื่องนี้

แต่จะกลับมากินอีกไหม ก็ต้องดูว่าอาหารอร่อยหรือเปล่า บริการดีไหม และคุ้มกับเงินที่จ่ายหรือไม่
.
ชื่อเสียงช่วยให้เราได้ลอง ส่วนประสบการณ์จริงทำให้เราอยากกลับมา
.
สำหรับเบ้น คำถามจึงอยู่ที่ว่า การศึกษาที่เราเลือก ช่วยทั้งเปิดประตูและเตรียมเราให้พร้อมกับสิ่งที่อยู่หลังประตูนั้นแค่ไหน?
——————-
Part 2 – เมื่อหาความรู้ได้ง่ายขึ้น เราจะยอมจ่ายเพื่ออะไร?
.
Codie ชวนมองการเรียนรู้ผ่านสามคำถาม คือ เราเรียนอะไร เรียนที่ไหน และเรียนกับใคร
.
เมื่อก่อน ถ้าอยากเรียนเรื่องเฉพาะทาง เราอาจต้องเดินทางไปหาคนสอน ซื้อหนังสือที่หาได้ยาก หรือเข้าไปอยู่ในสถาบันที่มีความรู้นั้น

วันนี้เราเข้าถึงคำอธิบาย บทเรียน และตัวอย่างได้ง่ายขึ้นมาก แค่เปิดคอมก็เรียนเรื่องที่เมื่อก่อนไม่รู้จะไปถามใครได้แล้ว
.
แต่เบ้นว่า ความรู้ที่หาได้ กับความรู้ที่เอามาใช้กับปัญหาตัวเองได้ ยังมีช่องว่างอยู่
.
สมมติเราอยากเปิดร้านกาแฟ เราเรียนเรื่องต้นทุน การตั้งราคา และการตลาดได้ครบเลย ทำตารางออกมาแล้วก็ดูมีกำไรดีด้วย

จนมีเจ้าของร้านที่ทำมาหลายปีมาถามว่า “แล้วใส่ค่าแรงตัวเองไปหรือยัง?”
.
อ้าว ลืม55555
ที่เห็นว่ากำไรดี เพราะเจ้าของทำงานฟรีอยู่ในตารางนี่เอง
.
หลักการคิดค่าแรงไม่ได้เป็นความลับอะไร แต่ตอนทำเอง เราอาจไม่เห็นว่าตัวเองกำลังข้ามเรื่องนี้ไป
.
Codie เรียกคุณค่าของการได้อยู่ใกล้คนที่ช่วยพัฒนางานเราแบบนี้ว่า Proximity Premium

เบ้นตีความว่า ยิ่งข้อมูลหาได้ง่ายขึ้น คนที่ช่วยดูงานจริง ตั้งคำถามให้ถูกจุด และบอกได้ว่าเราควรแก้ตรงไหน ก็ยิ่งมีเหตุผลให้เราอยากเรียนด้วย
.
รวมถึงคนที่อยู่รอบตัวเราด้วยนะ เพื่อนร่วมคลาสอาจกำลังแก้ปัญหาคล้ายกัน แต่มีประสบการณ์คนละแบบ พอได้คุยกัน เราเลยเห็นทางเลือกที่นั่งคิดคนเดียวแล้วคิดไม่ออก
.
สิ่งเหล่านี้ทำให้บางคนยังยอมจ่ายเพื่อการศึกษา แม้เนื้อหาบางส่วนจะหาอ่านเองได้

เขาอาจต้องการคนช่วยจัดลำดับการเรียน คนช่วยดูข้อผิดพลาด หรือสภาพแวดล้อมที่ทำให้ตัวเองได้ฝึกอย่างต่อเนื่อง
.
คำถามว่า “เรียนอะไรดี?” เลยอาจต้องตามด้วย “แล้วเราอยากได้อะไรจากการเรียนนั้น?”
———————
Part 3 – ก่อนจ่ายค่าเรียน ลองถามให้ชัดเจนว่าเรียนแล้วจะได้ทำอะไร
.
สิ่งที่เบ้นชอบในบทความคือ Codie ไม่ได้จบแค่การตั้งคำถามเรื่องใบปริญญา เธอเสนอคำถามห้าข้อไว้ช่วยดูว่า การศึกษาที่เรากำลังเลือกจะพาเราเข้าใกล้การทำงานจริงแค่ไหน

เบ้นขอเรียบเรียงให้ใช้ถามตัวเองง่ายๆ แบบนี้
.
ข้อ 1 – เราอยากเรียนจากคนคนนี้เรื่องอะไร?
ลองตอบให้เกินคำว่าเขาดังหรือเขาประสบความสำเร็จ เราอยากเข้าใจวิธีคิดของเขา อยากฝึกทักษะที่เขาทำได้ดี หรืออยากให้เขาช่วยดูปัญหาที่เรากำลังเจอ?
.
ข้อ 2 – ระหว่างเรียน เราจะได้ลงมือทำอะไรจริง?
เช่น ได้สัมภาษณ์ลูกค้า ทดลองทำสินค้า เขียนงาน หรือแก้ปัญหาที่มีข้อจำกัด เพราะตอนลงมือทำ เรามักจะเจอคำถามที่นั่งฟังอย่างเดียวแล้วไม่เคยสงสัย
.
ข้อ 3 – ใครจะช่วยบอกว่าสิ่งที่เราทำดีพอหรือยัง?
มีผู้สอนช่วยดูงานไหม ได้รับความคิดเห็นจากคนใช้งานจริงหรือเปล่า และมีโอกาสกลับไปแก้หรือไม่ เพราะการรู้ว่าตัวเองผิดตรงไหน เป็นส่วนสำคัญของการเรียนรู้เลย
.
ข้อ 4 – ใน 90 วัน เราจะมีอะไรที่ชี้ให้ดูได้?
อาจเป็นชิ้นงานหนึ่งชิ้น บริการที่ได้ลองเสนอขาย หรือปัญหาในงานที่เราเริ่มแก้ได้ ไม่จำเป็นต้องเก่งทุกอย่าง แต่ควรเห็นว่าความรู้เริ่มกลายเป็นความสามารถตรงไหนบ้าง
.
ข้อ 5 – สิ่งที่จะได้ เหมาะกับเงินและเวลาที่เราต้องใช้ไหม?
บางคนต้องการวุฒิเพื่อไปต่อในสายงาน บางคนต้องการเปลี่ยนอาชีพ บางคนอยากทำธุรกิจ เป้าหมายต่างกัน การเรียนที่เหมาะกับแต่ละคนก็อาจต่างกัน
.
เบ้นว่า 5 ข้อนี้เอาไว้ถามได้ทั้งก่อนเรียนมหาวิทยาลัย เรียนคอร์ส หรือเข้าเวิร์กช็อปเลย

และถ้าเราเป็นคนสอน ก็เอากลับมาถามตัวเองได้เหมือนกันว่า คนที่มาเรียนกับเรา จะได้ฝึกอะไร ได้รับความช่วยเหลือตรงไหน และกลับไปทำอะไรได้มากขึ้น?
==================

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
ข่าว MBA ลดค่าเรียนไม่ได้ทำให้เราสรุปได้ว่าปริญญาหมดคุณค่า แต่ทำให้เรามีเหตุผลที่จะถามให้ละเอียดขึ้นว่า คุณค่าของหลักสูตรนั้นอยู่ตรงไหน
.
ถ้าเราต้องการความรู้ เราอาจมีหลายทางให้เลือกเรียน
ถ้าเราต้องการวุฒิ เครือข่าย หรือโอกาสในบางสายงาน เราก็ควรดูว่าหลักสูตรนั้นช่วยให้เราเข้าใกล้สิ่งเหล่านี้ได้จริงไหม
.
ส่วนถ้าเป้าหมายคืออยากทำงานให้เก่งขึ้น เราต้องเผื่อพื้นที่ให้การฝึก การทำผิด และการรับฟังความคิดเห็นด้วย เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นอัตโนมัติในวันที่เราจ่ายค่าเรียน
.
เบ้นว่า ก่อนสมัครเรียนอะไรครั้งหน้า ลองเขียนคำตอบให้ตัวเองสักประโยคว่า “เรียนจบแล้ว เราอยากทำอะไรได้ ที่วันนี้ยังทำไม่ได้?”
.
พอคำตอบนี้ชัด เราจะเลือกได้ง่ายขึ้นเยอะว่า ควรเรียนอะไร เรียนกับใคร และเอาสิ่งที่เรียนไปใช้ตรงไหน
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ทำไมไม่ควรเสพติดดูคลิปพัฒนาตัวเองผลกระทบมุมของนักจิตแพทย์ในยุคดิจิตอล

  • เทคนิคจิตวิทยาของ CIA’S ที่ทำให้เราเผลอพูดทุกอย่างออกมาโดยไม่รู้ตัว

  • วิธีพัฒนาทักษะ ฝึกคิดบนกระดาษ The top 1% เขาคิดบนกระดาษยังไง


ความเห็น

ใส่ความเห็น