อัพเดท 5 เรื่องที่ AI ช่วยมนุษย์ได้ ตั้งแต่หาโรคหัวใจ ถึงเตือนไฟป่า

อัพเดท 5 เรื่องที่ AI ช่วยมนุษย์ได้ ตั้งแต่หาโรคหัวใจ ถึงเตือนไฟป่า

AI ช่วยหาโรคหัวใจ เตือนไฟป่า และอ่านความเปลี่ยนแปลงของโลกจากดอกไม้แห้งอายุร้อยปีได้ยังไง?
.
หลังๆผมรู้สึกเอียนกับ AI x Business เลยไปนั่งหาเรื่อง AI กับประโยชน์เชิงอื่นๆบ้าง Dr.Sam Illing Worth เขาเลยเอา 5 ตัวอย่างที่ AI เทคโนโลยีมามีประโยชน์กับมนุษย์ ในมุมอื่นๆบ้าง
.
เลยมาแชร์ให้เพื่อนๆฟังกัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
=================
1. AI อ่านคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เพื่อช่วยหาคนที่ควรได้รับการตรวจเพิ่ม
.
เวลาเราตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ ECG เครื่องจะบันทึกกิจกรรมทางไฟฟ้าของหัวใจออกมาให้แพทย์อ่าน ซึ่งใช้ช่วยตรวจความผิดปกติหลายอย่างอยู่แล้ว
.
นักวิจัยจาก Imperial College London พัฒนา AI ให้ค้นหารูปแบบในข้อมูลเดียวกันนี้ ที่อาจบ่งชี้ปัญหาเพิ่มเติม เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลวหรือโรคลิ้นหัวใจ
.
ลองนึกภาพว่า มีคนรอตรวจอยู่จำนวนมาก แล้วเครื่องมือช่วยชี้ได้ว่า “คนนี้อาจมีความเสี่ยง ควรตรวจเพิ่มเติม”
.
คุณค่าของมันจึงอยู่ที่โอกาสช่วยให้คนที่มีปัญหาถูกสังเกตเห็นเร็วขึ้น โดยแพทย์ยังต้องตรวจยืนยัน เช่น ใช้อัลตราซาวนด์หัวใจ และ AI ก็ไม่ได้ตรวจพบทุกคนที่มีโรค
.
เบ้นว่า สำหรับคนไข้ การรู้เร็วขึ้นอาจมีความหมายมาก เพราะมันเปิดโอกาสให้ได้รับการดูแลเร็วขึ้นด้วย
—————
2. AI สำหรับ มองหาไฟป่าจากอวกาศ ตั้งแต่ไฟยังไม่ลาม
.
ป่ามีพื้นที่กว้างมหาศาล จะให้คนเดินตรวจทุกจุดตลอดเวลาก็คงไม่ไหว โดยเฉพาะพื้นที่ห่างไกลที่เข้าถึงยาก
.
FireSat จึงเป็นโครงการดาวเทียมที่ออกแบบมาเพื่อตรวจจับและติดตามไฟป่า โดยใช้ภาพอินฟราเรดร่วมกับ AI
.
เมื่อระบบดาวเทียมครบตามแผน เป้าหมายคือการตรวจจับไฟขนาดเล็กประมาณ 5 คูณ 5 เมตร พร้อมอัปเดตข้อมูลทั่วโลกทุก 20 นาทีหรือน้อยกว่า
.
ลองคิดดูว่า ถ้าเจ้าหน้าที่เห็นพิกัดตั้งแต่ไฟยังอยู่ในพื้นที่เล็กๆ ก็มีโอกาสประเมินและตอบสนองก่อนที่ไฟจะลุกลาม
.
AI ช่วยแจ้งว่าตรงไหนอาจมีไฟ ส่วนจะส่งใครเข้าไป ใช้ทรัพยากรเท่าไร และเข้าพื้นที่อย่างไร ยังต้องให้เจ้าหน้าที่ตัดสินใจ
.
เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า บางครั้งแค่เห็นปัญหาเร็วขึ้น ก็เปลี่ยนโอกาสในการจัดการปัญหานั้นได้แล้ว
.
3. AI ใช้ภาพตรวจเต้านม ช่วยประเมินความเสี่ยงโรคหัวใจ
.
ปกติภาพแมมโมแกรมใช้ตรวจคัดกรองมะเร็งเต้านม แต่นักวิจัยนำภาพของผู้หญิงมากกว่า 120,000 คนมาใช้ AI วัดการสะสมของแคลเซียมในหลอดเลือดแดงบริเวณเต้านม
.
จากนั้นศึกษาว่า สิ่งที่วัดได้สัมพันธ์กับปัญหาหัวใจและหลอดเลือดที่เกิดขึ้นภายหลังอย่างไร
.
ภาพที่ถ่ายมาเพื่อดูเรื่องหนึ่ง จึงอาจให้ข้อมูลความเสี่ยงอีกเรื่องได้ด้วย โดยไม่ต้องถ่ายภาพเพิ่มเพื่อการวัดนี้
.
แน่นอนว่ายังเป็นงานศึกษาย้อนหลัง ต้องทดสอบเพิ่มเติม และไม่ได้หมายความว่าแมมโมแกรมใช้แทนการตรวจหัวใจได้
.
แต่เบ้นชอบหลักคิดของมัน บางครั้งข้อมูลที่เราต้องการอาจอยู่ตรงหน้าอยู่แล้ว เพียงแต่เรายังไม่ได้มองมันด้วยคำถามอีกแบบหนึ่ง
———–
4. AI คาดการณ์ว่าป่าตรงไหนเสี่ยงถูกทำลาย ก่อนที่ต้นไม้จะหายไป
.
ถ้าเรารอเห็นภาพว่าป่าหายไปแล้ว ถึงค่อยเข้าไปตรวจสอบ ความเสียหายส่วนหนึ่งก็เกิดขึ้นไปเรียบร้อย
.
Forest Foresight ของ WWF ใช้ข้อมูลดาวเทียมช่วยคาดการณ์พื้นที่เสี่ยงต่อการสูญเสียป่าล่วงหน้าได้ถึง 6 เดือน
.
มันมองหาสัญญาณอย่างถนนที่เริ่มขยายเข้าไป หรือพื้นที่โล่งที่ค่อยๆ กว้างขึ้น เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่รู้ว่าควรเข้าไปตรวจบริเวณไหนก่อน
.
ในกรณีที่ WWF รายงานจากกาบอง เครื่องมือนี้ช่วยชี้พื้นที่ให้เจ้าหน้าที่พบการทำเหมืองทองผิดกฎหมาย และปกป้องป่าได้ประมาณ 30 เฮกตาร์ หรือราว 188 ไร่
.
เครื่องมือยังมีข้อจำกัดและคาดการณ์ผิดได้ แต่สำหรับทีมที่มีคนจำกัด การมีข้อมูลช่วยจัดลำดับว่าจะไปดูตรงไหนก่อน ก็มีประโยชน์แล้ว

.
5. อ่านดอกไม้แห้งอายุเป็นร้อยปี เพื่อเข้าใจว่าโลกเปลี่ยนไปอย่างไร
.
ข้อนี้เหมือนเปิดลิ้นชักเก่า แล้วเจอบันทึกของโลกซ่อนอยู่
.
Kew แปลงตัวอย่างพืชและราในคอลเลกชันจำนวน 7.4 ล้านชิ้นให้เป็นข้อมูลดิจิทัล ขณะที่งานวิจัยที่รายงานโดย Kew ใช้ AI วิเคราะห์ภาพตัวอย่างพรรณไม้ เพื่อศึกษาการเปลี่ยนแปลงของช่วงเวลาออกดอก
.
ผลที่พบคือ ในช่วงศตวรรษที่ผ่านมา วันออกดอกขยับไปเฉลี่ยประมาณ 2.5 วันต่อทศวรรษ โดยบางพื้นที่ออกดอกเร็วขึ้น และบางพื้นที่ช้าลง
.
ตัวอย่างพืชที่คนเก็บไว้เมื่อร้อยปีก่อน จึงช่วยให้เราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมในวันนี้
.
เบ้นชอบตรงที่คนรุ่นก่อนอุตส่าห์เก็บหลักฐานไว้ ส่วนเครื่องมือของคนรุ่นหลังช่วยให้เราอ่านหลักฐานจำนวนมหาศาลเหล่านั้นได้
.
ของที่อยู่ในตู้มานาน จึงยังสร้างความรู้ใหม่ให้เราได้เสมอ
====================

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ

หลังๆเราได้แต่ข่าวร้ายๆของ AI ตกงานบ้าง หลอนบ้าง โดนฟ้องบ้าง
เบ้นเลยลองหามุมดีๆ Usecase ที่มันช่วยโลกได้อีกหลายๆด้านมาบ้าง
.
มันช่วยให้เรามองในมุมอื่นๆมากขึ้น อย่างที่ อ. Andrew Ng (ครูใหญ่แห่งวงการ AI). บอกเลยว่า AI มันคือ ไฟฟ้าของยุคสมัยนี้จริงๆ
.
5 เรื่องมีจุดร่วมสำคัญ คือ AI ช่วยตอบคำถามว่า “เราควรมองตรงไหนก่อน?”
.
คนไข้คนไหนควรตรวจเพิ่ม ป่าบริเวณไหนควรเข้าไปดู หรือข้อมูลเก่าชุดไหนมีสัญญาณที่ควรศึกษา
.
จากนั้นคนที่รับผิดชอบยังต้องตรวจสอบ ตีความ และตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อ เบ้นว่า ถ้าเอาหลักคิดนี้กลับมาใช้กับ One Person Business เราก็เริ่มจากสิ่งใกล้ตัวได้
.
แชตลูกค้าที่สะสมไว้ อาจมีคำถามเดิมที่ถูกถามซ้ำ รีวิวสินค้าอาจกำลังบอกว่าลูกค้าติดปัญหาตรงไหน ส่วนบทความเก่าหลายร้อยชิ้นอาจมีเรื่องที่เราหยิบมาเล่าต่อได้อีก
.
ลองเลือกข้อมูลหนึ่งชุด ให้ AI ช่วยหารูปแบบ พร้อมดึงข้อความต้นทางกลับมาให้ตรวจ แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะเอาสิ่งที่พบไปทำอะไร
.
บางทีโอกาสถัดไปของธุรกิจ อาจอยู่ในข้อความที่ลูกค้าส่งมาให้เราอ่านตั้งนานแล้ว
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • บันทึก ไดอารี่ของชายวัย 83 ที่ยังอยากใช้ชีวิต “ในแบบของตัวเอง”

  • กับดักทางจิตวิทยา ที่ Narcissists ชอบใช้ บงการ ปั่นหัว ควบคุม

  • ความโดดเดี่ยวคือราคาที่ต้องจ่ายสำหรับคนที่มี “ความคิดซับซ้อน”


ความเห็น

ใส่ความเห็น