AI ช่วยให้เราสร้าง ธุรกิจคนเดียวได้มากขึ้น แล้วทำไมเราถึงยังทำเป็นธุรกิจไม่ได้?

AI ช่วยให้เราสร้าง ธุรกิจคนเดียวได้มากขึ้น แล้วทำไมเราถึงยังทำเป็นธุรกิจไม่ได้?

AI ช่วยให้เราสร้างธุรกิจคนเดียวได้มากขึ้น แล้วทำไมเรายังหาลูกค้าไม่ได้?
.
ลองนึกภาพว่า วันนี้เราทำเว็บเองได้ เขียนคอนเทนต์เองได้ ทำภาพสินค้าเองได้ แถมมี AI ช่วยตอบคำถามลูกค้าอีก สิ่งที่เมื่อก่อนต้องจ้างคนหลายคน ตอนนี้เราคนเดียวก็เริ่มทำได้แล้ว
.
แต่พอเปิดขายจริง กลับไม่มีคนซื้อ
.
เว็บก็มี สินค้าก็พร้อม ระบบตอบลูกค้าก็ทำไว้แล้ว เหลือแค่ลูกค้าที่ยังไม่มา55555 พอหันไปดูพี่ขายหมูปิ้งหน้าปากซอย ยังไม่รู้เลยว่าพี่แกใช้ AI ไหม แต่คนต่อแถวรอซื้อกันแล้ว ส่วนเรานั่งทำระบบมาตั้งนาน ยังรอลูกค้าคนแรกอยู่เลย แพ้พี่หมูปิ้งเฉย55555
.
แต่ก็ชวนคิดนะ พี่เขาขายสิ่งที่คนแถวนั้นอยากกิน ในราคาที่เขายอมจ่าย แล้วก็อยู่ตรงที่เขาเดินผ่านก่อนไปทำงานพอดี
.
กลับมาดูของเรา เรารู้แล้วว่า AI ทำอะไรได้บ้าง แต่รู้หรือยังว่าลูกค้าเราอยากได้อะไร?
.
เบ้นว่าข่าวเรื่อง One Person Business ช่วงนี้มีประเด็นที่น่าสนใจ เพราะมันทำให้เราเห็นว่า คนคนเดียวสร้างอะไรได้มากขึ้นขนาดไหน แต่ก็ชวนให้กลับมาถามว่า แล้วสิ่งที่เราสร้าง มีใครต้องการบ้าง?
.
มาเข้าใจเรื่องนี้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
=======================
[1] คนคนเดียวเริ่มทำสิ่งที่เมื่อก่อนทำไม่ไหว
.
The Wall Street Journal รายงานเรื่องคนรุ่นใหม่ในจีนที่หันมาเริ่มธุรกิจโดยใช้ AI หนึ่งในนั้นคือ Wu Songyun อายุ 35 ปี ซึ่งเคยทำงานด้านการค้าระหว่างประเทศ เจอทั้งชั่วโมงทำงานที่ยาวและความเครียด จนมีปัญหาเรื่องการนอน
.
เธอลาออกในปี 2024 แล้วเริ่มทำ TideFlow แอปเกี่ยวกับการนอนและการพักผ่อน มีทั้งการติดตามการนอนและแบบฝึก Meditation
.
อีกคนนึงชื่อ Ben Broca เขาทำธุรกิจเครื่องมือ AI สำหรับผู้ประกอบการ มีลูกค้าที่จ่ายเงินแล้ว 10,000 ราย และคาดว่าจะมีรายได้ 10 ล้านดอลลาร์ในปีนี้ เขาทำทั้งหมดด้วยตัวคนเดียว
.
ตัวเลขนี้คือรายได้ที่คาดไว้ ยังไม่ใช่กำไร และไม่ได้แปลว่าทุกคนที่เริ่มทำจะได้ผลแบบเดียวกัน
.
แต่สิ่งที่เบ้นสนใจคือ วันนี้คนที่มีความรู้ มีประสบการณ์ หรือเข้าใจปัญหาบางอย่าง มีเครื่องมือช่วยให้เอาสิ่งที่ตัวเองรู้ไปลองทำเป็น Product ได้ง่ายขึ้น
.
สมมติเราเข้าใจงานขายของออนไลน์ดี เห็นว่าร้านเล็กๆ เสียเวลาตอบคำถามเดิมทุกวัน ต้องตามออร์เดอร์ ต้องรวบรวมข้อมูลจากหลายที่ เราอาจเริ่มจากบริการช่วยจัดการงานบางส่วน แล้วใช้ AI มาช่วยให้ทำงานได้ไวขึ้น
.
เราไม่จำเป็นต้องรอให้มีทีมครบทุกตำแหน่งก่อนถึงจะลองได้
.
โลกเราในยุคนี้คือโอกาสที่น่าตื่นเต้นมาก แต่พอเริ่มทำได้ง่ายขึ้น เราก็มีอีกเรื่องที่ต้องกลับมาคิดเหมือนกัน
———————
[2] เราอาจใช้เวลาสร้าง จนลืมไปคุยกับคนที่จะซื้อ
.
ลองนึกภาพว่าเราอยากทำบริการเขียนคอนเทนต์ให้ร้านค้า
.
เราเริ่มจากเลือก AI ที่จะใช้ ทำเว็บ ออกแบบแพ็กเกจ เตรียมตัวอย่างโพสต์ แล้วก็ทำระบบให้ลูกค้ากรอกข้อมูล ทุกอย่างดูพร้อมมาก
.
แต่พอไปคุยกับเจ้าของร้านจริงๆ เขาบอกว่า มีคนทำคอนเทนต์ให้อยู่แล้ว สิ่งที่เหนื่อยที่สุดตอนนี้คือ ตอบลูกค้าไม่ทันจนเสียออร์เดอร์
.
อ้าว สิ่งที่เรานั่งทำมาตั้งนาน ดันไม่ใช่เรื่องที่เขาอยากแก้ก่อน
.
ต่อให้เราทำงานได้เร็วขึ้น เราก็ยังต้องเข้าใจว่าลูกค้าติดปัญหาตรงไหน และเขาอยากได้ผลลัพธ์อะไร
.
ถ้าเขาอยากลดเวลาตอบแชต เราต้องรู้ว่าแชตแบบไหนกินเวลา คำถามไหนตอบซ้ำได้ คำถามไหนต้องให้เจ้าของร้านตัดสินใจ พอเข้าใจงานจริง เราถึงจะเลือกได้ว่าเอา AI ไปช่วยตรงไหน
.
ตอนเบ้น Design ว่าจะสอนอะไรใน OPB Bootcamp ของเบ้นก็มีเรื่องนี้อยู่ในหัวเหมือนกัน
.
พอ AI ทำอะไรได้เยอะ เราก็อยากเอามาสอน อยากให้ทุกคนได้ลองทำอะไรออกมาไวๆ แต่เบ้นกลับมาถามตัวเองว่า แล้วถ้าเขาสร้างได้แล้ว เขาจะรู้ไหมว่าควรเอาไปขายใคร?
.
รุ่นนี้เรียนกันมา 3 สัปดาห์แล้ว เรายังไม่ได้แตะเรื่อง AI เลย55555 Bootcamp อะไรเนี่ย เพราะเบ้นซีเรียสกับ Foundation มาก อยากให้ทุกคนเข้าใจตัวเอง เข้าใจคนที่อยากช่วย และเริ่มเห็นว่าสิ่งที่ตัวเองทำได้มีประโยชน์กับใครบ้าง
.
ถ้าเราเริ่มจากการเข้าใจตัวเราเองก่อน เราถึงจะยืนระยะ 10 ปี+ในธุรกิจได้ไม่ใช่ Fomo หายไปกับ AI SLOP
.
เบ้นเลยอยากให้เราได้ลองคิด ลองคุยกับคน ลองเจอคำถามที่ยังตอบไม่ได้ก่อนบ้าง พอเริ่มเข้าใจแล้วว่าอยากทำอะไรให้ใคร เราจะรู้เองว่างานตรงไหนที่อยากให้ AI มาช่วย
.
อย่างน้อยพอเปิดเครื่องมือขึ้นมา เราก็มีเรื่องที่อยากเอามันไปใช้จริงๆ แล้ว
———————
[3] เริ่มจากลูกค้าจริง แล้วค่อยพัฒนาสิ่งที่เราขาย
.
ถ้าใครกำลังอยากทำ One Person Business เบ้นอยากชวนให้ลองเริ่มจากคนกลุ่มที่เราเข้าใจ หรือมีโอกาสเข้าไปคุยด้วยก่อน
.
อาจเป็นคนในอาชีพที่เราเคยทำ เจ้าของร้านที่เรารู้จัก หรือคนที่มักมาถามเราเรื่องเดิมๆ เพราะรู้ว่าเราทำเรื่องนี้เป็น
.
ลองถามว่า ตอนนี้เขาเสียเวลากับอะไร? เขาจัดการปัญหานั้นยังไง? เคยจ่ายเงินเพื่อแก้แล้วหรือยัง? แล้วอะไรที่ยังไม่โอเค?
.
คำตอบพวกนี้ช่วยให้เราเห็นรายละเอียดที่นั่งคิดคนเดียวอาจไม่เจอ จากนั้นเลือกมาหนึ่งเรื่องที่เราช่วยได้ ลองทำเป็นบริการเล็กๆ ระบุให้ชัดว่าจะทำอะไรให้ ราคาเท่าไหร่ และลูกค้าจะได้รับอะไร
.
ถ้ามีคนสนใจ เราก็ค่อยดูต่อว่า ราคาฟิตไหม? พอได้ใช้แล้วผลลัพธ์เป็นยังไง? มีอะไรต้องแก้? เขาอยากใช้ต่อหรือเปล่า?
.
เราค่อยๆ พัฒนาไปจากสิ่งที่ลูกค้าเจอจริง ระหว่างนี้ก็ใช้ AI ช่วยเตรียมงาน ช่วยทำบางขั้นตอน และลดเวลาที่ต้องทำซ้ำ โดยเรายังต้องตรวจว่างานที่ส่งให้ลูกค้าใช้ได้จริง
.
พอเริ่มรู้แล้วว่างานส่วนไหนทำซ้ำบ่อย ส่วนไหนลูกค้าให้ความสำคัญ เราก็ค่อยพัฒนาระบบให้เหมาะกับงานนั้น
.
ไม่จำเป็นต้องทำครบทุกอย่างตั้งแต่วันแรก เราต้องเข้า Mode Trial & Error ให้ไว แล้วเอาสิ่งที่เจอกลับมาปรับปรุงต่อ
=================

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
เบ้นมองว่าโอกาสของ One Person Business วันนี้ คือเรามีเครื่องมือช่วยให้เอาความรู้และประสบการณ์ไปสร้างสิ่งที่คนอื่นใช้ได้ง่ายขึ้น
.
แต่พื้นฐานของธุรกิจก็ยังอยู่ เราต้องเข้าใจลูกค้า ทำสิ่งที่มีคุณค่าให้เขา และทำให้เขาเห็นว่าทำไมถึงควรจ่ายเงินให้เรา
.
ถ้าวันนี้มี AI พร้อมแล้ว มีไอเดียแล้ว แต่ยังไม่รู้จะเริ่มตรงไหน ลองเลือกคนที่น่าจะเป็นลูกค้าสักคน แล้วไปฟังว่าเขากำลังติดปัญหาอะไรอยู่
.
คุยหนึ่งคนยังตอบไม่ได้ว่าธุรกิจจะสำเร็จ แต่มันทำให้เรามีข้อมูลจริงกลับมาคิดต่อ
.
ก่อนสร้างเพิ่มอีกอย่าง ลองถามตัวเองว่า สิ่งที่เรากำลังทำอยู่ มีใครบอกว่าอยากได้แล้วบ้าง?
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ 

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • คนหนึ่งคนจะสร้างธุรกิจได้แค่ไหนในยุค AI? [บางทีแค่ใหญ่พอให้เราได้ใช้ชีวิตที่อยากใช้ ก็พอแล้ว]

  • [10]กิจวัตรทำทุกวันปลดล็อคร่างทอง ทำให้ร่างกายสดชื่น สมองดีตลอด

  • สมองไม่ได้ถูกสร้างมา ให้รับรู้ทุกเรื่อง ร่างกายมนุษย์พัฒนาตามไม่ทันยุคนี้


ความเห็น

ใส่ความเห็น