นักจิตวิทยาเยล เตือน อย่าใช้ AI คลายเหงา พึ่งมากไปทำให้ความสัมพันธ์จริงอ่อนแอ

นักจิตวิทยาเยล เตือน อย่าใช้ AI คลายเหงา พึ่งมากไปทำให้ความสัมพันธ์จริงอ่อนแอ

นักจิตวิทยาจากมหาวิทยาลัยเยลเตือนว่า
[AI อาจช่วยให้คุณหายเหงา แต่การพึ่งพามันมากเกินไป อาจทำให้คุณค่อยๆ ห่างจากคนจริงๆ]
.
เคยไหม มีเรื่องไม่สบายใจแล้วอยากคุยกับ AI มากกว่าเพื่อน เพราะไม่ต้องรอใครว่าง ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะรำคาญ เล่ายาวแค่ไหนมันก็ยังตอบ แถมบางครั้งยังพูดได้ตรงใจกว่าคนที่รู้จักเรามาหลายปีด้วยซ้ำ
.
ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องดีใช่ไหม?
แต่ความสบายแบบนี้ อาจมีบางอย่างที่เราต้องแลก
.
Paul Bloom นักจิตวิทยาและศาสตราจารย์กิตติคุณจากมหาวิทยาลัยเยล ตั้งข้อสังเกตว่า AI อาจช่วยบรรเทาความเหงาของคนที่โดดเดี่ยวได้ แต่เขาก็กังวลว่า การคุ้นเคยกับคู่สนทนาที่ไม่ต้องการอะไรจากเรากลับ อาจกระทบวิธีที่เราสร้างความสัมพันธ์กับมนุษย์
.
เบ้นว่าประเด็นนี้ชวนคิด เพราะคำถามอาจไม่ได้จบแค่ “คุยกับ AI แล้วรู้สึกดีขึ้นไหม?”
.
แต่รวมถึง “คุยเสร็จแล้ว เรายังอยากกลับไปคุยกับคนจริงอยู่หรือเปล่า?”
.
มาเข้าใจเรื่องนี้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
//////////////////////////////
[1] เมื่อเราชินกับความสัมพันธ์ที่ไม่ต้องรอใคร
.
ลองนึกภาพว่าเรามีเรื่องเครียดตอนห้าทุ่ม ทักหาเพื่อน เพื่อนอาจหลับแล้ว ทักหาแฟน แฟนอาจเหนื่อยจากงานและยังไม่พร้อมฟัง
.
แต่พอเปิด AI พิมพ์ไปไม่กี่ประโยค ก็มีคำตอบกลับมา บางครั้งช่วยเรียบเรียงความรู้สึกที่เรายังอธิบายเองไม่ถูกด้วยซ้ำ
.
สำหรับคนที่ไม่มีใครให้คุยด้วยในตอนนั้น ความช่วยเหลือแบบนี้มีคุณค่า เบ้นเข้าใจเลยว่าทำไมบางคนถึงรู้สึกผูกพันกับมัน
.
แต่เบ้นว่าจุดที่ต้องสังเกต คือเราเริ่มเอาความสะดวกแบบนี้ไปเป็นมาตรฐานกับคนรอบตัวหรือยัง
.
ทำไมเพื่อนตอบช้าจัง?
ทำไมแฟนต้องให้อธิบายหลายรอบ?
ทำไมคนนี้ไม่เข้าใจเราเหมือน AI เลย?
.
ทั้งที่เพื่อนอาจกำลังเลี้ยงลูก แฟนอาจมีเรื่องหนักใจ และคนที่ฟังเราอยู่ก็อาจต้องการให้เราฟังเขาบ้างเหมือนกัน
.
มนุษย์มีชีวิตของตัวเองที่ไม่ได้เปิดรอรับข้อความจากเราตลอด 24 ชั่วโมง
.
เมื่อเราเคยชินกับการได้รับความสนใจทันที ความสัมพันธ์ธรรมดาที่ต้องรอ ต้องฟัง และต้องปรับตัวเข้าหากัน อาจเริ่มดูยุ่งยากขึ้น ทั้งที่อีกฝ่ายก็ยังเป็นคนเดิม
.
เพียงแต่มาตรฐานที่เราใช้วัดเขาเปลี่ยนไปแล้ว

//////////////////////////////
[2] คนที่ทำให้เราเติบโต อาจไม่ได้ทำให้เราสบายใจทุกครั้ง
.
สมมติว่าเราทะเลาะกับเพื่อน แล้วเอาเรื่องไปเล่าให้ AI ฟัง แน่นอนว่าเรื่องที่มันได้รับ คือเรื่องจากมุมของเรา
.
เราเจ็บตรงไหน เราไม่พอใจอะไร และอีกฝ่ายทำอะไรกับเราบ้าง แต่บางทีเราก็ไม่ได้เล่าว่า ก่อนหน้านั้นเราพูดอะไรใส่เขาไป55555
.
AI อาจช่วยตั้งคำถามและทักท้วงเราได้ แต่ถ้าบทสนทนาจบลงแค่การยืนยันว่าเราเป็นฝ่ายถูก เราก็อาจรู้สึกดีขึ้น โดยยังไม่เห็นส่วนที่ตัวเองต้องรับผิดชอบ
.
ขณะที่เพื่อนซึ่งรู้จักเราทั้งคู่ อาจพูดว่า
.
“เข้าใจนะว่ามึงเสียใจ แต่ประโยคที่มึงพูดไป มันก็แรงเหมือนกัน”
.
ไม่ค่อยอยากฟังหรอกประโยคนี้ แต่บางครั้งมันคือประโยคที่ทำให้เราหยุดคิด
.
เบ้นมองว่าความเห็นต่างในความสัมพันธ์ที่เคารพกัน เป็นเหมือน Gym ของทักษะทางสังคม
.
เราได้ฝึกฟังโดยไม่รีบป้องกันตัว ฝึกอธิบายโดยไม่ต้องเอาชนะ และฝึกขอโทษโดยไม่ต่อท้ายว่า “แต่เธอก็…”
.
การมีคนเห็นต่างไม่ได้แปลว่าเขาถูกเสมอ แต่เปิดโอกาสให้เราเช็กว่า สิ่งที่เราเชื่อยังสมเหตุสมผลอยู่ไหม เมื่อมองจากอีกฝั่งหนึ่ง
.
งานวิจัยเกี่ยวกับผู้ใช้ AI Companion บน Character.AI พบว่า คนที่มีเครือข่ายสังคมเล็กมีแนวโน้มหันมาใช้ Chatbot เพื่อความเป็นเพื่อนมากกว่า และการใช้เพื่อความเป็นเพื่อนสัมพันธ์กับความเป็นอยู่ทางใจที่แย่ลง โดยเฉพาะเมื่อใช้อย่างเข้มข้นและขาดแรงสนับสนุนจากคนจริง
.
ตรงนี้ต้องอ่านให้ระวัง งานวิจัยไม่ได้พิสูจน์ว่า AI เป็นสาเหตุโดยตรง คนที่รู้สึกแย่อยู่แล้วก็อาจหันไปใช้มันมากขึ้นได้
.
แต่ก็เป็นเหตุผลให้เราลองสังเกตว่า ความสบายที่ได้จากหน้าจอ กำลังช่วยให้เรามีแรงกลับไปใช้ชีวิต หรือทำให้เราค่อยๆ ถอนตัวออกจากความสัมพันธ์

//////////////////////////////
[3] ใช้ AI ช่วยให้บทสนทนาจริงๆเกิดขึ้น
.
เบ้นว่าเราสามารถใช้ AI ช่วยเรื่องความสัมพันธ์ได้อีกเยอะ โดยเริ่มจากสิ่งที่เราทำหลังจากปิดแชท
.
ถ้าทะเลาะกับแฟน ลองให้มันช่วยแยกว่า ส่วนไหนคือข้อเท็จจริง ส่วนไหนคือสิ่งที่เราตีความ แล้วเตรียมคำพูดก่อนกลับไปคุยกัน
.
ถ้าไม่กล้าทักเพื่อนที่หายไปนาน ให้มันช่วยร่างข้อความสั้นๆ จากนั้นกดส่งหาเพื่อนจริงๆ
.
ถ้ามีเรื่องค้างใจ ลองขอให้มันช่วยตั้งคำถามว่า “มีมุมไหนที่เรายังไม่ได้ฟังจากอีกฝ่ายบ้าง?” แล้วเอาคำถามนั้นกลับไปเปิดบทสนทนา
.
เพราะต่อให้ AI ช่วยวิเคราะห์ความสัมพันธ์ได้ละเอียดแค่ไหน คนที่รู้ว่าเพื่อนรู้สึกอย่างไรจริงๆ ก็ยังเป็นเพื่อนคนนั้น เราต้องเปิดโอกาสให้เขาเล่าเองด้วย
.
สำหรับคนทำ One Person Business เรื่องนี้ก็ชวนให้คิดเหมือนกัน เราอาจทำงานหลายอย่างด้วยตัวเองได้ แต่ชีวิตยังต้องมีพื้นที่ให้คนอื่นเข้ามา
.
มีเพื่อนที่คุยแล้วไม่ต้องได้งาน มีคนที่กล้าบอกว่าไอเดียเรายังไม่ดี และมีวันที่เราเป็นฝ่ายวางเรื่องตัวเองลงเพื่อฟังเขาบ้าง
.
ความสัมพันธ์เติบโตจากสิ่งเล็กๆ เหล่านี้ ซึ่งต้องอาศัยการมีส่วนร่วมของเราจริงๆ

//////////////////////////////

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
AI อาจทำให้เรารู้สึกว่าได้รับความเข้าใจอย่างรวดเร็ว แต่คนที่ทำให้เราเติบโต มักมีบางครั้งที่ไม่ได้เห็นด้วยกับเรา
.
เขาอาจถามในสิ่งที่เราเลี่ยงตอบ เตือนในสิ่งที่เราไม่อยากยอมรับ หรือบอกว่าตอนนี้เขาเหนื่อย ขอให้เราฟังเขาบ้าง
.
การเรียนรู้ที่จะอยู่กับคนที่มีความรู้สึกและความต้องการต่างจากเรา เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างความสัมพันธ์
.
ครั้งหน้าที่คุยกับ AI เรื่องชีวิต ลองถามตัวเองสั้นๆ ว่า
.
“หลังจากบทสนทนานี้ มีใครสักคนที่เราควรกลับไปคุยด้วยไหม?”
.
อาจเป็นเพื่อนที่ไม่ได้ทักมานาน คนที่เรายังติดคำขอโทษ หรือคนใกล้ตัวที่เรารอให้เขาเข้าใจเรา จนลืมถามว่าเขาเป็นอย่างไรบ้าง
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ถามCEOระดับโลก 100 คน เขารักษาความสัมพันธ์+ทำงานหนักไปด้วยยังไง

  • 8 ปรัชญาญี่ปุ่นที่ช่วยให้เราหยุดคิดมากและเป็นคนที่ดีขึ้น

  • Google เขาแจก White paper คู่มือสำหรับ ชาว AI Prompt Engineering.


ความเห็น

ใส่ความเห็น