อยากเขียนให้เก่งขึ้นแต่ไม่อยากใช้ AI [3 Steps] พัฒนาทักษะการคิด & เขียน

อยากเขียนให้เก่งขึ้นแต่ไม่อยากใช้ AI [3 Steps] พัฒนาทักษะการคิด & เขียน

อยากเขียนเก่งขึ้น แต่ไม่อยากใช้ AI
ต้องฝึกยังไงให้เลิก “ใช้คำเดิม เล่าแบบเดิม”?
.
มีเพื่อนใน OPB Bootcamp ถามเบ้นว่า อยากพัฒนาการเขียนโดยไม่ใช้ AI แต่พอกลับมาอ่านงานตัวเอง ก็รู้สึกคุ้นกับคำที่ตัวเองเขียนไปแล้ว จนไม่รู้ว่าจะปรับประโยคหรือวิธีเล่าให้ดีขึ้นยังไง
.
เบ้นว่าคนที่เขียนเป็นประจำน่าจะเคยเจออาการนี้กัน เรารู้ว่าอยากให้งานมันดีขึ้น แต่พอเปิดอ่าน… ก็ไม่รู้จะเปลี่ยนตรงไหน เพราะในหัวเรามันก็พูดแบบนี้มาตั้งแต่ต้น 55555
.
คำตอบแรกที่เบ้นให้เขาคือ “ถ้าอยากพัฒนาการเขียน ลองพัฒนาวิธีอ่านของเราด้วย”
.
แต่มีรายละเอียดนิดหนึ่ง เพราะอ่านเยอะอย่างเดียว ยังไม่ได้แปลว่าเราจะหยิบสิ่งที่อ่านมาใช้เป็น มาเข้าใจเรื่องนี้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
=================
Part 1 – เรามี “วัตถุดิบ” ให้เลือกใช้ในหัวมากแค่ไหน?
.
อาจารย์ของเบ้น Sean D’Souza เคยอธิบายแนวคิดหนึ่งชื่อว่า “Database Concept” ใจความคือ ความสามารถหลายอย่างที่เราเห็นในคนเก่ง เกิดจากการสะสมฐานข้อมูลเอาไว้ แล้วฝึกดึงมันออกมาใช้
.
สำหรับการเขียน เบ้นว่าฐานข้อมูลนี้มีทั้งคำศัพท์ เรื่องเล่า ประสบการณ์ ตัวอย่าง วิธีเปรียบเทียบ รวมถึงจังหวะการเปิดเรื่องและปิดเรื่อง
.
ลองนึกถึงการทำอาหาร ถ้าเราคุ้นเคยกับไข่แค่เมนูไข่ดาว ต่อให้มีไข่อยู่เต็มตู้เย็น เราก็อาจทำได้แค่ไข่ดาวเหมือนเดิมทุกวัน
.
แต่พอเราเคยเห็นไข่ตุ๋น ไข่พะโล้ ไข่ข้น หรือไข่เจียวฟู ๆ วัตถุดิบเดิมก็เริ่มมีความเป็นไปได้เพิ่มขึ้น เพราะเรารู้แล้วว่ามันเอาไปทำอะไรได้บ้าง
.
การเขียนก็คล้ายกันครับ บางครั้งที่เราใช้คำเดิม เล่าแบบเดิม อาจเป็นเพราะในหัวเรายังมีตัวเลือกให้หยิบมาใช้ไม่มากพอ
.
ยกตัวอย่าง แทนที่จะเขียนแค่ว่า “เขาเป็นคนมีวินัย” เราอาจเล่าว่า “ต่อให้วันที่ไม่มีใครอ่าน เขาก็ยังนั่งเขียนตอนเจ็ดโมงเช้าเหมือนเดิม”
.
คนอ่านเริ่มเห็นภาพของคำว่า “มีวินัย” ผ่านพฤติกรรมของคนคนหนึ่ง ซึ่งวิธีเล่าแบบนี้ก็เป็นวัตถุดิบอีกชนิดที่เราสะสมได้
.
คลังภาษาที่ใหญ่ขึ้น มีประโยชน์ตรงที่เรามีทางเลือกมากขึ้นว่าจะทำให้คนอ่านเข้าใจสิ่งเดียวกันด้วยวิธีไหน บางทีประโยคที่เหมาะที่สุดก็ใช้คำง่าย ๆ ที่ทุกคนรู้จักนี่แหละ
——————-
Part 2 – อ่านแล้วชอบ ต้องถามต่อว่า “ชอบเพราะอะไร?”
.
เวลาอ่านบทความดี ๆ เราอาจจบแค่ “โห เขียนดีจัง” แล้วก็เลื่อนผ่านไปอ่านเรื่องต่อไป
.
แต่ถ้าอยากเอามาพัฒนาการเขียน ลองหยุดตรงประโยคที่ชอบ แล้วถามตัวเองอีกนิดว่า คนเขียนเขาทำอะไรตรงนี้?
.
เขาเปิดเรื่องยังไงจนเราอยากอ่านต่อ? เขายกตัวอย่างอะไรจนเรื่องยากกลายเป็นเรื่องง่าย? แล้วตรงไหนที่ทำให้เราหยุดคิดว่า “เออ จริงว่ะ”?
.
สมมติเราอ่านบทความเรื่องธุรกิจ แล้วคนเขียนอธิบายการสร้างระบบผ่านการปลูกต้นไม้ เราอาจได้กลับมาสองอย่างพร้อมกัน ทั้งความรู้เรื่องธุรกิจ และวิธีเอาเรื่องใกล้ตัวมาอธิบายเรื่องที่คนยังไม่เข้าใจ
.
ตรงนี้แหละที่เบ้นว่าการอ่านข้ามเรื่องมันสนุก เราอ่านจิตวิทยาแล้วเอามาเข้าใจลูกค้า อ่านปรัชญาแล้วเอามาคิดเรื่องการทำธุรกิจ หรืออ่านเรื่องทำอาหารแล้วเอามาอธิบายการเขียน เหมือนที่เบ้นเพิ่งทำไปเมื่อกี้ 55555
.
ลองมีสมุดหรือโน้ตเล็ก ๆ เก็บประโยคที่ชอบ พร้อมเขียนกำกับสักบรรทัดว่า “ประโยคนี้ดีตรงไหน?”
.
เช่น “ประโยคนี้ทำให้เห็นภาพ” “ตรงนี้หักมุมจากสิ่งที่เราคิด” หรือ “ตัวอย่างนี้ทำให้เข้าใจทันที”
.
พอรู้ว่าชอบเพราะอะไร เราจะเริ่มเรียนรู้วิธีคิดที่อยู่เบื้องหลังประโยคนั้น แล้วเอามาทดลองเล่าเรื่องของตัวเองได้
——————
Part 3 – เขียนให้ความคิดเราให้ชัดเจน แล้วเอาไปทดลองใช้
.
Dan Koe เคยพูดถึงแนวคิดที่เชื่อมกับเรื่องนี้ไว้ว่า
1.ถ้ายังไม่มีไอเดีย = ให้อ่าน
2.ถ้ามีไอเดียแล้วเวลามีไอเดียแต่ยังอธิบายออกมาไม่ได้ = ให้เขียน
3.ถ้าเขาใจไอเดียแล้ว = ให้ลงมือสร้าง
.
เบ้นชอบตรงนี้ เพราะบางทีเราคิดว่าตัวเองเข้าใจแล้ว แต่พอจะเขียนให้คนอื่นเข้าใจด้วย กลับอธิบายไม่ได้ การเขียนเลยทำให้เห็นว่า ยังมีตรงไหนที่ต้องกลับไปเรียนรู้เพิ่ม
.
ทีนี้กลับมาที่คำถามของนักเรียน “แต่พออ่านงานตัวเอง เราคุ้นกับคำไปแล้ว จะแก้ยังไง?”
.
เบ้นว่าเราต้องฝึกทั้งการเพิ่มทางเลือกในการเขียน และการมองให้เห็นจุดที่คนอ่านอาจสะดุด
.
อย่างแรก ลองหยิบความคิดเดียวมาเขียนสามแบบ แบบแรกอธิบายตรง ๆ แบบที่สองเล่าเป็นเหตุการณ์ แบบที่สามใช้การเปรียบเทียบ
.
เช่น อยากสื่อว่า “การรอให้พร้อมทำให้เราไม่ได้เริ่ม” เราจะเล่าประโยคนี้ผ่านเรื่องของคนที่ยังไม่กล้าเปิดเพจยังไง? หรือจะเปรียบเทียบให้เห็นภาพแบบไหนได้บ้าง?
.
แบบฝึกนี้ทำให้เราได้ลองทางเลือกใหม่ ๆ แทนการแก้ด้วยการสลับคำไปมาอยู่ในประโยคเดิม
.
ส่วนเวลาแก้งาน ลองเขียนเสร็จแล้วพักไว้ กลับมาอ่านอีกทีวันรุ่งขึ้น พร้อมอ่านออกเสียง ตรงไหนที่พูดแล้วติด ต้องย้อนอ่าน หรือประโยคยาวจนเหนื่อย ลองวงไว้ก่อน
.
อีกจุดที่ต้องระวังคือ เราเข้าใจสิ่งที่เขียน เพราะเรารู้เรื่องทั้งหมดอยู่แล้ว แต่คนอ่านมีแค่สิ่งที่เราวางไว้บนหน้ากระดาษ
.
บางทีในหัวเรามีเรื่องอยู่สิบส่วน แต่เขียนออกมาแค่สามส่วน แล้วเผลอคิดว่าคนอ่านจะต่ออีกเจ็ดส่วนที่เหลือได้เอง เขาก็อาจงงว่า “เอ้า มาเรื่องนี้ได้ไง?” ทั้งที่เราอ่านเองแล้วรู้สึกลื่นมาก
.
ถ้ามีเพื่อนช่วยอ่าน แทนที่จะถามกว้าง ๆ ว่า “เขียนดีไหม?” ลองถามว่า “อ่านแล้วคิดว่าเรากำลังจะบอกอะไร?” และ “ตรงไหนที่ต้องอ่านซ้ำ?”
.
คำตอบจะช่วยให้เราเห็นว่า สิ่งที่ตั้งใจสื่อกับสิ่งที่คนอ่านเข้าใจ มันตรงกันแค่ไหน แล้วเราจะรู้ว่าควรกลับไปแก้ตรงไหนก่อน
.
สำหรับคนที่กำลังสร้าง One Person Business เราลองเอาสิ่งที่ฝึกไปใช้กับโพสต์แนะนำตัว บทความตอบคำถามลูกค้า หรือหน้าอธิบายสินค้าของเราได้เลย แล้วดูว่าคนอ่านเข้าใจขึ้นไหม ยังถามซ้ำตรงไหนอยู่บ้าง
.
พอได้ลงมือใช้ เราจะมีประสบการณ์กลับมาเติม Database อีกที รอบต่อไปก็มีทั้งสิ่งที่อ่านมา และสิ่งที่ได้เรียนรู้จากงานของตัวเอง
=============

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
The more input, the more output.
.
เบ้นยังเชื่อในประโยคนี้ แต่เราต้องฝึกหยิบ Input ออกมาใช้ด้วย อ่านแล้วสังเกตว่าอะไรทำให้งานนั้นดี จากนั้นเอาวิธีที่เห็นมาทดลองกับเรื่องของตัวเอง
.
เราอ่านเพื่อเพิ่มวัตถุดิบ เราเขียนเพื่อฝึกปรุง เราใช้ฟีดแบ็กเพื่อปรับรส
.
ไม่ต้องรอให้มี Database เต็มหัวก่อนถึงจะเริ่มเขียน ค่อย ๆ เติมคลังไปพร้อมกับฝึกใช้มัน เลือกงานเขียนที่ชอบมาหนึ่งชิ้น เก็บวิธีเล่ามาหนึ่งอย่าง แล้วลองใช้กับเรื่องที่เราอยากเขียนวันนี้
.
ถ้าเอาแนวคิดของ Dan Koe มาเรียบเรียง แล้วเบ้นขอเติมเรื่องความต่อเนื่องเข้าไปอีกบรรทัด ก็จะได้ว่า
.
“ถ้ายังไม่มีไอเดีย ให้อ่าน ถ้ามีไอเดียแต่ยังเล่าไม่ชัด ให้เขียน ถ้าชัดแล้วว่าจะทำอะไร ให้ลงมือทำ ถ้าลงมือทำแล้ว ให้ทำต่อ และปรับให้ดีขึ้น”
.
ว่าแต่ทุกคนมีนักเขียนคนไหนที่ “อ่านแล้วอยากกลับมาเขียนของตัวเอง” บ้าง? คอมเมนต์แนะนำกันหน่อยค้าบ เบ้นจะได้ไปเติม Database ด้วย
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ทำไม Creator จะเริ่มหาเงินได้ แค่ช่วงแรก กับดักผลตอบแทนระยะสั้นของ Creator

  • ชีวิตที่ดีและมีความสุขหน้าตาเป็นยังไง วิจัย Havvard ติดตามชีวิตผู้คนตลอด 75 ปี

  • วิธีการฝึกสมองให้ขี้เกียจน้อยลง ในโลกประสาทวิทยา ไม่มีสมองส่วนที่ชื่อว่าขี้เกียจ


ความเห็น

ใส่ความเห็น