เราต้องแอบมีทักษะความหลงตัวเองบ้าง ถึงจะสามารถ พาตัวเอง ออกจากกรอบเดิม

เราต้องแอบมีทักษะความหลงตัวเองบ้าง ถึงจะสามารถ พาตัวเอง ออกจากกรอบเดิม

เราต้องแอบมีความ “หลงตัวเอง” บ้าง (ถึงจะกล้าพาตัวเองออกจากกรอบเดิม) – ทำไมบางทีเราก็ต้องเบียวบ้าง เพื่อจะไปข้างหน้า
.
ถ้าแมวตัวหนึ่งส่องกระจกแล้วเห็นสิงโต
เราคงคิดว่า ไอ้แมวนี่มันหลงตัวเองเกินไปไหม 555
.
แต่ลองกลับมามองตัวเรา
ถ้าทุกครั้งที่มองกระจก เราเห็นได้แค่คนที่ทำได้เท่าเดิม
รู้เท่าเดิม มีความสามารถเท่าเดิม
แล้วเราจะกล้าลองทำอะไรที่ใหญ่กว่าตัวเองในวันนี้ได้ยังไง?
.
เบ้นอ่านบทความของ Dan Koe เรื่อง
“You need to be delusional if you want to succeed”
แล้วเบ้นชอบแนวคิดหนึ่งของ Dan บอกว่า
.
‘บางครั้งเราต้องกล้าเชื่อในตัวเองก่อนที่จะมีผลงานมากพอให้คนอื่นเชื่อตาม’
.
เพราะถ้ารอให้พร้อมทุกอย่างก่อนถึงจะกล้าฝัน เราอาจใช้ทั้งชีวิต เตรียมตัวเป็นคนที่ไม่เคยได้เริ่ม
.
มาเข้าใจเรื่องนี้กันว่าทำไมบางทีเราต้องแอบเบียว #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
=============
[1] อย่าเอาภาพตัวเองในวันนี้ ไปกำหนดเพดานของทั้งชีวิต
.
หลายครั้งเวลาเราตั้งเป้าหมาย
เราจะเริ่มจากดูว่าตอนนี้ตัวเองทำอะไรได้บ้าง
แล้วขยับออกไปอีกนิดให้รู้สึกว่า “น่าจะเป็นไปได้”
.
แต่บางคนยังย่อมันลงไปอีก เพราะกลัวพูดออกมาแล้วเพื่อนหัวเราะ
กลัวครอบครัวมองว่าเพ้อเจ้อ กลัวคนถามว่า “อย่างมึงเนี่ยนะ?”
.
สุดท้ายเป้าหมายที่เหลือ
เลยพอดีกับทั้งความสามารถเดิมและความคาดหวังของคนรอบข้าง
จนแทบไม่ต้องเปลี่ยนอะไรในชีวิตเลย
.
เราอยากเขียน แต่บอกตัวเองว่าไม่มีใครอ่านหรอก
เราอยากสอน แต่คิดว่าต้องเก่งกว่านี้อีกหน่อย
เราอยากทำธุรกิจ แต่สรุปไปแล้วว่าเราไม่มีหัวด้านนี้
.
ลองสังเกตว่า เรากำลังเอาสิ่งที่ยังทำไม่ได้
มาใช้เป็นหลักฐานว่าเราจะไม่มีวันทำได้หรือเปล่า?
.
คนที่วันนี้มีลูกค้าเป็นร้อย ก็เคยมีลูกค้าเป็นศูนย์
คนที่วันนี้พูดต่อหน้าคนเต็มห้อง ก็เคยพูดแล้วไม่มีใครรู้จัก
ระหว่างสองจุดนั้น เขาต้องยอมเป็นมือใหม่มาก่อน
.
ภาพแมวที่เห็นสิงโตในกระจก สำหรับเบ้นจึงหมายถึง
การอนุญาตให้ตัวเองมองเห็นความเป็นไปได้ ทั้งๆที่ชีวิตจริงเราอาจจะยังไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย
.
เราไม่จำเป็นต้องคิดว่าวันนี้ตัวเองเก่งแล้ว
แค่ต้องเหลือพื้นที่ให้ความคิดว่า “เราพัฒนาไปถึงตรงนั้นได้”
—————–
[2] เมื่อภาพที่มองตัวเองเปลี่ยน สิ่งที่เรามองหาก็เปลี่ยน
.
Dan อธิบายว่า เป้าหมายทำหน้าที่เป็นฟิลเตอร์
ช่วยกำหนดว่าเราจะให้ความสำคัญกับอะไร
.
ลองนึกภาพคนอยากทำ One Person Business สองคน
.
คนแรกคิดว่า “เราเป็นแค่คนตัวเล็กๆ ลองโพสต์ไปก่อน”
คำถามในหัวเลยวนอยู่กับ
วันนี้ลงอะไรดี? ลงกี่โมง? ทำไมคนไม่กดไลก์?
.
อีกคนคิดว่า “เราจะสร้างธุรกิจจากความรู้ให้เลี้ยงตัวเองได้”
เขาจึงต้องถามเพิ่มว่า
.
ใครมีปัญหาที่เราช่วยแก้ได้?
เขายอมจ่ายเพื่อผลลัพธ์อะไร?
ความรู้ส่วนไหนสร้างเป็นสินค้าที่ขายซ้ำได้?
จะเข้าถึงลูกค้าได้อย่างไร โดยไม่ต้องรอให้ตัวเองดัง?
.
ทั้งสองคนอาจมีผู้ติดตามเท่ากัน
แต่เริ่มมองหาคนละอย่าง และลงมือทำต่างกัน
.
Dan เล่าว่า ตอนที่เขาตั้งเป้าทำรายได้
100,000 ดอลลาร์ในหนึ่งเดือน เขามีผู้ติดตามราว 1,000 คน
.
พอเป้าหมายใหญ่ขนาดนั้น
เขารู้ว่าการโพสต์ไปเรื่อยๆ แล้วหวังให้คนเห็นคงไม่พอ
.
เขาต้องมี Offer ที่คนยอมจ่าย
ใช้คอนเทนต์พาคนไปหา Offer
และสร้างความสัมพันธ์กับคนที่เข้าถึงผู้ชมได้มากกว่าเขา
.
นี่คือประโยชน์ของการกล้าตั้งเป้าที่ใหญ่กว่าตัวเอง
มันทำให้เราต้องหันมาถามว่า
“ถ้าอยากไปถึงตรงนั้น วิธีที่ทำอยู่จะพาไปถึงจริงไหม?”
.
บางครั้งสิ่งที่ต้องเปลี่ยนจึงเป็นวิธีทำ
เพราะการเพิ่มชั่วโมงให้วิธีเดิม อาจพาเราได้ไกลเท่าเดิม
แค่เหนื่อยขึ้นกว่าเดิม 555
————
[3] เชื่อในภาพที่ใหญ่ขึ้น แล้วลงมือสร้างหลักฐานให้มัน
.
แมวจะนั่งมองกระจกทั้งวันก็ได้
แต่ชีวิตเราเปลี่ยนจากสิ่งที่ทำหลังจากลุกออกจากกระจก
.
เบ้นหยิบแนวคิดของ Dan มาปรับเป็น 3 ขั้นตอน
.
[ขั้นแรก] เลือกให้ชัดไปเลยว่าอยากเป็นใคร และอยากสร้างอะไร
.
ลองถามว่า “ถ้าไม่ต้องคอยทำให้ทุกคนเห็นด้วย
เราอยากทำอะไรขึ้นมาจริงๆ?”
.
แล้วเปลี่ยนคำตอบให้เป็นเป้าหมายที่ลงมือได้
เช่น จาก “อยากมีธุรกิจของตัวเอง”
เป็น “ใน 90 วัน จะหาลูกค้าที่จ่ายเงินจริง 3 คน
จากปัญหาหนึ่งเรื่องที่เราช่วยแก้ได้”
.
สำหรับคนที่ยังไม่เคยขาย นี่ก็ใหญ่พอให้ต้องเปลี่ยนแล้ว
เราไม่จำเป็นต้องยืมขนาดความฝันของคนอื่นมาใช้
.
[ขั้นที่สอง] เปิดพื้นที่ให้ชีวิตที่อยากได้
.
ถ้าอยากเป็นนักเขียน ต้องมีเวลาเขียน
ถ้าอยากมีสินค้า ต้องมีเวลาคุยกับลูกค้าและทดลองขาย
ความฝันต้องมีที่อยู่ในตารางด้วย
.
เราอาจต้องหยุดเปิดโปรเจกต์ใหม่ทุกครั้งที่ตื่นเต้น
หยุดเรียนเพิ่มชั่วคราว แล้วเอาสิ่งที่รู้มาลองใช้
หรือยอมปฏิเสธบางงาน เพื่อสร้างสิ่งที่อยากทำจริงๆ
.
[ขั้นที่สาม] หาวิธีที่ทำให้เราทำแล้วใช้ Leverage ได้มากขึ้น
.
สำหรับ OPB นี่คือเรื่อง Leverage
.
สิ่งที่อธิบายให้ลูกค้าฟังซ้ำๆ อาจกลายเป็นบทเรียน
ปัญหาที่แก้ได้ดี อาจพัฒนาเป็นสินค้าที่ขายซ้ำได้
งานที่ทำเหมือนเดิมทุกสัปดาห์ อาจจัดเป็นระบบให้ Automation ช่วย
.
จากนั้นดูผลจริงว่าอะไรได้ผล อะไรต้องปรับ
เราอาจเชื่อในตัวเองได้เต็มที่
พร้อมกับยอมรับว่าวิธีที่กำลังใช้อยู่อาจผิดก็ได้
.
ความเชื่อช่วยให้เรากล้าเริ่ม
ส่วนหลักฐานช่วยให้เรารู้ว่าควรเดินต่อทางไหน
===============

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
เบ้นว่า เราต้องมีความหลงตัวเองอยู่บ้าง
มากพอที่จะกล้าทำ ทั้งที่ยังไม่เคยทำ
กล้าโพสต์ ทั้งที่ยังไม่มีคนอ่าน กล้าสร้าง ทั้งที่ยังไม่มีใครบอกจะซื้อ
.
แล้วค่อยใช้การลงมือทำ สร้างหลักฐานมารองรับความเชื่อนั้นทีละชิ้น
.
อย่าเพิ่งเอาความสามารถและทักษะในวันนี้ ไปตัดสินว่าทั้งชีวิตเราจะทำอะไรได้บ้าง
.
ตัวเราในวันนี้ยังเรียนรู้เพิ่มได้ ยังเปลี่ยนวิธีทำได้ ยังเติบโตไปได้อีก
.
ภาพในกระจกอาจดูเกินจริงสำหรับวันนี้ แต่สิ่งที่เราทำต่อจากนี้ จะบอกว่ามันเป็นได้แค่ไหน

บางทีความเบียวเราก็จะเป็นต้องเรียกมันออกมาใช้ในวันที่เรายังไม่รู้จะเชื่ออะไรในชีวิตเรา แต่ถ้าเรามัวแต่ถามหา Logic ว่าเราทำได้เพราะอะไร มันอาจจะไม่ได้ทำ

ความหลงตัวเองก็ควรถูกใช้ในวันที่จะเริ่มทำอะไรสักอย่าง
ทุกคนลองส่องกระจกดูแล้วบอกตัวเองว่า
‘ฉันนี่หละคือคนนั้น คือคนที่จะทำมัน’
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • กับดักทางจิตวิทยา ที่ Narcissists ชอบใช้ บงการ ปั่นหัว ควบคุม

  • ความโดดเดี่ยวคือราคาที่ต้องจ่ายสำหรับคนที่มี “ความคิดซับซ้อน”

  • ทำไมขายหนังสือเล่มเดิม แต่คนยังซื้อซ้ำๆ


ความเห็น

ใส่ความเห็น