วิธีจับสังเกตุ PSYCHOPATH ใน 5 วินาที ต้องรู้จักวิธียิ้มแบบ Duchenne smile

วิธีจับสังเกตุ PSYCHOPATH ใน 5 วินาที ต้องรู้จักวิธียิ้มแบบ Duchenne smile

เราจับคนเป็น Psychopath ได้ใน 5 วินาทีแรกจริงไหม?
และทำไมคนโกหกถึงเริ่มตอบยาก เมื่อเจอคำถามง่าย ๆ แค่ประโยคเดียว
.
(Psychopath คือ บุคลิกภาพเย็นชา ขาดความเห็นอกเห็นใจ แบบโหดเหี้ยม)
.
ในคลิปสัมภาษณ์บน The Diary of a CEO
Dr. Leanne ten Brinke นักวิจัยด้านจิตวิทยา และผู้อำนวยการ Truth and Trust Lab แห่ง University of British Columbia เล่าถึงงานวิจัยเกี่ยวกับการโกหกและลักษณะบุคลิกภาพแบบ Psychopathy
.
เธอไม่ได้เล่าแค่ทฤษฎี แต่ยังลองสวมบทบาทกับ Steven Bartlett
ให้เขารับบทเป็นคนที่กำลังปิดบังอะไรบางอย่าง
แล้วแสดงให้ดูว่า การเปลี่ยนวิธีถามทำให้บทสนทนาเปลี่ยนไปยังไง
.
สิ่งที่น่าสนใจคือ หลายอย่างสวนทางกับสิ่งที่เราเชื่อ
ทั้งเรื่องคนโกหกชอบเล่าเยอะ การไม่สบตา
หรือแม้แต่รอยยิ้มที่เรารู้สึกว่า “คนนี้ดูจริงใจดี”
.
นี่คือ 5 เรื่องจากคลิปนี้
ที่ทำให้เข้าใจว่า เราสังเกตอะไรจากคนได้บ้าง และอะไรที่ยังไม่ควรรีบตัดสิน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
==========================================
[1] คนเราอาจจับสัญญาณบางอย่างได้ตั้งแต่ “5 วินาทีแรก”
.
Dr. Leanne เล่าถึงงานวิจัยของ Scott Lilienfeld และทีม
ที่ให้นักศึกษาดูคลิปผู้กระทำผิดกำลังถูกสัมภาษณ์โดยนักจิตวิทยา
โดยดูเพียง 5, 10 หรือ 20 วินาที
.
จากนั้นให้ประเมินว่า คนในคลิปดูเย็นชาแค่ไหน
หรือดูมีแนวโน้มชักจูงและควบคุมผู้อื่นแค่ไหน
แล้วเอาคะแนนไปเทียบกับการประเมินของผู้เชี่ยวชาญ
.
สิ่งที่พบคือ คะแนนของคนที่ดูคลิปสั้น ๆ
มีความสัมพันธ์กับคะแนนจากผู้เชี่ยวชาญ
ซึ่งใช้เวลาสัมภาษณ์หลายชั่วโมงและมีข้อมูลอื่นประกอบด้วย
.
แล้วคนดูสังเกตเห็นอะไร?
.
เมื่อทีมวิจัยนำคลิปมาวิเคราะห์เพิ่มเติม
พบว่าคนที่มีลักษณะ Psychopathy สูง แสดงรอยยิ้มแบบ “Duchenne smile” มากกว่า
คือรอยยิ้มที่มีกล้ามเนื้อรอบดวงตาร่วมทำงาน จนเกิดรอยย่นบริเวณหางตา
.
พูดง่าย ๆ คือยิ้มแบบที่เรามองว่า “ยิ้มไปถึงตา”
(เราเรียกรอยยิ้มแบบ “Duchenne smile”
คือรอยยิ้มที่กล้ามเนื้อรอบดวงตาทำงานด้วย จนเกิดรอยย่นบริเวณหางตา
พูดง่าย ๆ คือ “ยิ้มไปถึงตา” แต่ก็ไม่ได้ยืนยันว่าคนคนนั้นจริงใจเสมอไป)
.
.
สีหน้าดูมีความสุข แต่สิ่งที่พูดกลับเต็มไปด้วยความเป็นศัตรู
มันจึงเกิดความไม่สอดคล้องระหว่าง “อารมณ์ที่แสดง” กับ “เนื้อหาที่พูด”
และทีมยังพบการใช้มือประกอบคำพูดมากขึ้นด้วย
.
ตรงนี้ไม่ได้แปลว่าใครยิ้มแบบนี้ หรือใช้มือเยอะแล้วจะเป็น Psychopath
เธอย้ำว่า บุคลิกภาพต้องดูข้ามเวลาและหลายสถานการณ์
5 วินาทีอาจให้เค้าลางบางอย่าง แต่เรายังต้องมีข้อมูลเพิ่มก่อนสรุป
—————————————————————-
[2] บางครั้งคนที่แกล้งเศร้า กลับทำหน้าเหมือน “ประหลาดใจ”
.
งานปริญญาเอกของ Dr. Leanne ศึกษาการหลอกลวงผ่านการแสดงอารมณ์
โดยดูคลิปคนที่ออกโทรทัศน์ขอความช่วยเหลือ
เพื่อตามหาคนใกล้ชิดที่หายตัวไป
.
เธอเปรียบเทียบคนที่ไม่รู้จริง ๆ ว่าคนรักหายไปไหน
กับคนที่ภายหลังพบว่าเป็นผู้ฆ่า
คนเดียวกับที่ตัวเองกำลังออกมาประกาศตามหา
.
สิ่งหนึ่งที่เธอพบเกี่ยวข้องกับ “การทำหน้าเศร้า”
.
เธออธิบายว่า สีหน้าเศร้าจะมีมุมปากตกลง
ส่วนหัวคิ้วด้านในจะยกขึ้นและขยับเข้าหากัน
ซึ่งการตั้งใจควบคุมคิ้วให้ทำสองอย่างนี้พร้อมกันค่อนข้างยาก
.
คนที่แกล้งเศร้าในคลิปที่ศึกษาบางคนทำมุมปากให้ตกได้
แต่กลับยกคิ้วขึ้นทั้งแผง โดยไม่ได้ขยับหัวคิ้วเข้าหากัน
สีหน้าจึงออกไปทาง “ประหลาดใจ” มากกว่าเศร้า
.
งานแรกของเธอใช้สัญญาณ 4 อย่างร่วมกัน ทั้งด้านภาษาและสีหน้า
แล้วแยกคนโกหกกับคนพูดจริงในกลุ่มที่ศึกษา
ได้แม่นยำประมาณ 90%
.
แต่ประโยคต่อมาต้องฟังให้ครบ
เธอบอกว่า เมื่อทีมลองทำวิจัยซ้ำในภายหลัง ผลที่ได้อ่อนลงมาก
โดยสิ่งที่ยังพบสอดคล้องกันเด่นกว่าคือสัญญาณด้านภาษา
.
ดังนั้น 90% ไม่ใช่ความแม่นยำของการ “ดูคิ้วแล้วจับโกหก”
มันเป็นผลจากการรวมหลายสัญญาณในงานศึกษาชุดหนึ่ง
และการจับโกหกก็เป็นคนละเรื่องกับการประเมินว่าใครมีลักษณะ Psychopathy
——————————————————————–
[3] คนโกหกมักให้รายละเอียด “น้อยกว่า” โดยเฉพาะตอนที่ไม่ได้เตรียมตัว
.
หลายคนเชื่อว่า คนโกหกจะพูดเยอะ เล่าเยอะ
เหมือนพยายามใส่รายละเอียดเพื่อทำให้เรื่องดูน่าเชื่อ
แต่ Dr. Leanne บอกว่า สิ่งที่งานวิจัยพบโดยทั่วไปกลับเป็นอีกแบบ
.
คนโกหกมักให้รายละเอียดน้อยกว่า
โดยเฉพาะเมื่อถูกถามทันที และไม่มีเวลาเตรียมเรื่องมาก่อน
.
เหตุผลคือ คนพูดจริงสามารถย้อนนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเล่าออกมา
ส่วนคนที่กำลังแต่งเรื่องต้องทำหลายอย่างพร้อมกัน
.
ต้องคิดรายละเอียดขึ้นมาใหม่
ต้องระวังไม่ให้ขัดกับสิ่งที่พูดไปแล้ว
ต้องจำไว้ เผื่อถูกถามซ้ำ และต้องเดาว่าอีกฝ่ายรู้อะไรอยู่บ้าง
.
ทั้งหมดนี้เพิ่ม “Cognitive Load” หรือภาระในการคิด
แต่ถ้าคนโกหกมีเวลาเตรียมตัว
เขาก็อาจเล่ารายละเอียดได้มากจนดูคล้ายคนพูดจริงได้เหมือนกัน
.
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ “Embedded Lies”
หรือการแทรกคำโกหกไว้ในเรื่องจริง
.
บางช่วงของเรื่องอาจมีรายละเอียดเยอะ เพราะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริง
แต่พอถึงช่วงที่แต่งขึ้น รายละเอียดกลับบางลง
หรือเริ่มตอบแบบคลุมเครือ
.
ตรงนี้ทำให้เราเข้าใจว่า
การเล่าละเอียดในส่วนหนึ่ง ไม่ได้ยืนยันว่าเรื่องทั้งหมดเป็นความจริง
ถ้าสงสัยตรงไหน ก็ควรถามต่อที่ตรงนั้น
.
ส่วนการพูดช้า หยุดคิด หรือขมวดคิ้ว
ก็ยังใช้ตัดสินไม่ได้ เพราะคนพูดจริงอาจแค่กำลังพยายามนึกให้ออก
เธอเลยย้ำว่า ไม่มีสัญญาณข้อไหนเป็นเหมือน “จมูกพินอคคิโอ”
——————————————————–
[4] ประโยคที่ทำให้คนแต่งเรื่องต้องคิดหนักขึ้น คือ “เล่าตรงนั้นเพิ่มให้ฟังหน่อย”
.
ในรายการ Steven ถามว่า
ถ้าเราสงสัยว่าแฟนนอกใจ ควรถามยังไง?
แล้วเริ่มด้วยตัวอย่างว่า “เธอนอกใจฉันใช่ไหม?”
.
Dr. Leanne บอกว่า ปัญหาแรกอยู่ตรงคำถามนี้เลย
เพราะมันเป็นคำถามปลายปิด
อีกฝ่ายตอบแค่ “ไม่” ก็จบแล้ว
.
เธอจึงลองสวมบทบาทกับ Steven
ให้เขารับบทเป็นแฟนที่กำลังปิดบังอะไรบางอย่าง
แล้วอ้างว่าคืนวันศุกร์ทำงานดึก
.
เธอเริ่มถามว่า “คืนวันศุกร์ที่ทำงานดึก ตอนนั้นทำอะไรอยู่?”
.
ในสถานการณ์สมมตินี้ Steven เล่าว่า
กำลังทำดีลลงทุนกับเพื่อนร่วมงาน ต้องเตรียมสไลด์จนถึงตีสาม
แล้วเผลอหลับที่โต๊ะ ก่อนจะเปลี่ยนเรื่องไปถามว่ามื้อเย็นกินอะไร
.
เธอจึงถามต่อว่า ทำให้ลูกค้าคนไหน? สไลด์เกี่ยวกับอะไร?
แล้วบอกว่ามีประโยคง่าย ๆ ที่ใช้ถามต่อได้เสมอคือ
.
“Tell me more about that.”
“เล่าเรื่องตรงนั้นเพิ่มให้ฟังหน่อย”
.
คนที่อยู่ในเหตุการณ์จริง อาจเล่ารายละเอียดเล็ก ๆ เพิ่มได้
เช่น งานนั้นน่าหงุดหงิดตรงไหน หรือมีปัญหาอะไรระหว่างทำ
เพราะเขามีประสบการณ์นั้นอยู่ในความทรงจำ
.
ส่วนคนที่แต่งเรื่อง ต้องสร้างข้อมูลเพิ่มขึ้นมา
และยังต้องทำให้รายละเอียดใหม่ไม่ขัดกับเรื่องเดิม
การเล่าต่อจึงอาจยากขึ้นเรื่อย ๆ
.
ประโยคนี้ไม่ได้รับประกันว่าคนโกหกจะหลุดทุกครั้ง
แต่มันเปิดโอกาสให้เราได้ข้อมูลมากกว่า
การถามคำถามที่ตอบแค่ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”
—————————————-
[5] “ตรวจสอบได้ไหม?” มีประโยชน์กว่าการนั่งจับผิดสายตา
.
มีตัวเลขหนึ่งที่ทำให้ต้องทบทวนประโยค “ผมดูคนออก” กันนิดนึง
โดยเฉลี่ย คนเราตัดสินคำโกหกกับความจริงได้ถูกประมาณ 54%
ในงานทดลองที่พูดถึง คือดีกว่าการสุ่มเพียงเล็กน้อย
.
สกิลอ่านคนที่เราภูมิใจ อาจต้องขอข้อมูลเพิ่มอีกหน่อย 555555
.
ความเชื่อหนึ่งที่คนมีเหมือนกันในหลายพื้นที่ของโลกคือ
“คนโกหกจะไม่กล้าสบตา”
แต่เธอบอกว่า งานวิจัยไม่ได้สนับสนุนให้ใช้สิ่งนี้เป็นตัวตัดสิน
.
ลองคิดดู คนที่ตั้งใจโกหกก็รู้เหมือนกันว่า
ถ้าอยากให้คนเชื่อ ควรจะมองตา
และการสบตาเป็นสิ่งที่เขาควบคุมได้
.
ขณะที่คนพูดจริงบางคนอาจไม่ถนัดสบตาอยู่แล้ว
เธอยกถึงงานวิจัยที่พบว่า คนในกลุ่มออทิสติกอาจถูกมองว่าโกหก
ทั้งที่กำลังพูดความจริง เพราะคนดูใช้พฤติกรรมอย่างการสบตาเป็นตัวตัดสิน
.
รวมถึงบางวัฒนธรรม
ที่การไม่จ้องตาเป็นการแสดงความเคารพ
ถ้าใช้เกณฑ์เดียวตัดสินทุกคน เราก็อาจเข้าใจคนพูดจริงผิดไปได้
.
สิ่งที่เธอแนะนำให้สนใจมากกว่าคือ
[รายละเอียดที่คนคนนี้เล่า สามารถตรวจสอบได้แค่ไหน?]
.
เพราะคนโกหกอาจให้ข้อมูลที่ตรวจสอบยาก
เช่น อ้างว่าทำงานกับเพื่อนร่วมงานคนใหม่
ที่อีกฝ่ายไม่รู้จัก
.
ในคลิปเธออธิบายว่า การโฟกัสความสามารถในการตรวจสอบคำพูด
อาจช่วยได้มากกว่าพยายามรวมสัญญาณเล็ก ๆ
อย่างการขยับตัว การหลบตา หรือท่าทางต่าง ๆ ที่ไม่น่าเชื่อถือเข้าด้วยกัน
———————————————————————-

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ

* 5 วินาทีอาจทำให้เห็นสัญญาณบางอย่าง แต่บุคลิกภาพต้องดูหลายเวลาและหลายบริบท
* สีหน้าหรือท่าทางเพียงอย่างเดียว ใช้ฟันธงใครไม่ได้
* คนโกหกมักให้รายละเอียดน้อยกว่า โดยเฉพาะเมื่อไม่ได้เตรียมตัว
* “เล่าเรื่องตรงนั้นเพิ่มให้ฟังหน่อย” ช่วยเปิดข้อมูลให้เราถามต่อได้
* รายละเอียดที่ตรวจสอบได้ มีประโยชน์กว่าความเชื่อว่า “ไม่สบตาแปลว่าโกหก”
.
สิ่งที่เบ้นชอบจากคลิปนี้คือ
มันทำให้เรากลับมาระวังความมั่นใจของตัวเอง
ว่าเรากำลังเข้าใจอีกฝ่าย หรือกำลังใช้ความเชื่อเดิมตัดสินเขาอยู่
.
เพราะบางครั้ง สิ่งที่เราต้องทำก่อนสรุปว่าใครโกหก
อาจเป็นแค่การถามต่ออีกนิด
และดูว่าคำตอบนั้นมีอะไรให้ตรวจสอบได้บ้าง
.
ก่อนจะพูดว่า “ผมรู้ว่าคุณโกหก”
ลองเริ่มจาก “เล่าเรื่องตรงนั้นเพิ่มให้ฟังหน่อย”
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้มันจะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • เปิดแล้ว Class Psychology Marketing Facebook Ads – จิตวิทยาการตลาดของมุนษย์ (ที่สุดของรากฐาน)

  • 7 ช่องทางหารายได้เงินแสนด้วยตัวคนเดียว Soloprenuer (อ่านจบเริ่มได้เลย)

  • 7 ทิศทาง ของอสังหาริมทรัพย์แห่งโลกอนาคต ปี2030


ความเห็น

ใส่ความเห็น