ทำยังไงให้เป็นคนเสพติดนิสัยตื่นเช้า ตื่นตี 5 มาเป็นเวลา 7 ปีแบบไม่ฝืน

ทำยังไงให้เป็นคนเสพติดนิสัยตื่นเช้า ตื่นตี 5 มาเป็นเวลา 7 ปีแบบไม่ฝืน

ทำไมเราตื่นตี 5 ไปขึ้นเครื่องบินได้ แต่พอจะตื่นมาทำสิ่งที่สำคัญกับตัวเองเรากดเลื่อนปลุกทุกที?
(บางครั้งเรารู้แล้วว่า “ต้องตื่นกี่โมง” แต่ยังตอบไม่ได้ว่า “จะตื่นมาทำไม”)
.
เบ้นไปเจอคลิปนึงมา [How to become addicted to waking up early] Cru Mahoney คนในคลิปเขาบอกว่า เขาตื่นตี 5 มาเป็นเวลา 7 ปี ขาดไปแค่ 2 วัน
.
แต่สิ่งที่น่าสนใจคือ เขายอมรับว่า
จนถึงวันนี้ เขาก็ยังมีความรู้สึก “ไม่อยากลุกจากเตียง” อยู่เลย
.
อ้าววว คือตอนแรกเบ้นเข้าใจว่าคนตื่นเช้าๆเขาแบบตื่นมาแบบสดใสเลย (เพราะเบ้นมันพวกแก๊งนอนดึกตื่น ขี้เกียจ555555)
.
บทความนี้เลยชวนมองการตื่นเช้าผ่านเรื่อง “ความสัมพันธ์กับตัวเอง”
ตั้งแต่เหตุผลที่เราอยากลุกขึ้นมา สัญญาที่เราให้ไว้
ไปจนถึงสิ่งที่ตัวเราเมื่อคืน ทิ้งไว้ให้ตัวเราเช้านี้
.
เบ้นหยิบมาเรียบเรียงเป็น [5] ข้อ พร้อมวิธีเอาไปใช้
สำหรับคนที่อยากมีเวลาให้ตัวเองก่อนเริ่มความวุ่นวายของวัน
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป

========================================
[1] Reason – ก่อนตั้งนาฬิกาปลุก ลองตั้ง “เหตุผลที่จะตื่น”
.
เคยสังเกตไหมว่า เวลาต้องตื่นไปสนามบิน ไปเที่ยว
หรือไปเจอคนที่เราอยากเจอมากๆ
ถึงจะง่วง เราก็มักจะพาตัวเองลุกขึ้นมาได้ (ไปไหนไปกัน เช้าไม่หวั่น5555)
.
เพราะตอนนั้นคำตอบมันชัดมาก
ตื่น → ได้ไปเที่ยว
ไม่ตื่น → เครื่องบินไปก่อนนะจ๊ะ 555555
.
แต่พอเป็นการตื่นเช้าเพื่อพัฒนาตัวเอง
คำตอบของเรากลับเป็นอะไรลอยๆ เช่น
“อยากมีวินัย” “อยาก Productive” “เห็นคนสำเร็จเขาตื่นกัน”
.
พอนาฬิกาปลุกดัง เราเลยต้องมาตัดสินใจใหม่บนเตียง
ว่าจะเอาความสบายที่ได้ทันที หรืออนาคตที่ยังนึกภาพไม่ค่อยออก
.
ในคลิป Cru Mahoney บอกว่าให้คิดเหมือนกับว่า
ทุกเช้าเหมือนชีวิตกำลังสัมภาษณ์เรา ถามว่า “วันนี้ง่วงขนาดนี้ ทำไมถึงต้องลุกด้วย?” และถ้าเราไม่มีคำตอบ เตียงก็ชนะไปตามระเบียบ
.
เพราะงั้น ลองทำให้เหตุผลมันเล็กลงและชัดขึ้น
จาก “จะตื่นมาพัฒนาตัวเอง”
เป็น “จะตื่นมาเขียนบทความที่อยากเขียนให้ได้ 30 นาที”
.
หรือ “จะมีเวลาเงียบๆ อ่านหนังสือก่อนเริ่มตอบลูกค้า”
“จะขยับร่างกาย ก่อนทั้งวันต้องนั่งทำงาน”
“จะให้เวลากับธุรกิจของตัวเอง ก่อนเริ่มงานประจำ”
.
สำหรับคนที่อยากสร้าง One Person Business มุมนี้ใช้ได้เลย
เพราะงานของคนอื่นมักมีเวลานัด มี Deadline มีคนตาม
ส่วนงานที่เราอยากสร้างให้ตัวเอง มักจบด้วยคำว่า “เดี๋ยวว่างก่อน”
.
ลองเติมประโยคนี้ให้จบตั้งแต่คืนนี้
“พรุ่งนี้ฉันจะตื่นเวลา ‘ ‘เพื่อทำ ‘ ‘
เพราะสิ่งนี้สำคัญกับชีวิตฉันตรงที่ ‘ ‘
.

🟢

 มีสิ่งที่ชัดเจนรอเราอยู่หลังลุกจากเตียง

🔴

 ตั้งปลุกไว้ก่อน แล้วค่อยหาเหตุผลตอนง่วงที่สุด


[2] Self-Trust – นัดกับตัวเอง ก็ควรมีที่อยู่ในปฏิทิน
.
Cru Mahoney เล่าว่า มีเรื่องของลูกค้าคนนึงที่เกษียณเร็ว
เธอประสบความสำเร็จ และรู้สึกว่าการได้นอนตื่นสาย
คือความสบายที่ตัวเองทำงานหนักจนสมควรได้รับ
.
แต่พอเป็นนัดหมอ หรือธุระของลูก
เธอกลับตื่นไปทำสิ่งเหล่านั้นได้
Cru Mahoney เลยชวนถามว่า แล้วนัดที่ให้ไว้กับตัวเองล่ะ?
.
เบ้นว่าคำถามนี้น่าคิด
เราให้ความสำคัญกับการรักษาคำพูดกับคนอื่นมาก
แต่บางทีนัดกับตัวเอง กลายเป็นนัดที่เลื่อนได้ง่ายที่สุด
.
บอกว่าจะเขียน → เดี๋ยวก่อน5555555
บอกว่าจะออกกำลังกาย → พรุ่งนี้ก็ได้
บอกว่าจะเริ่มทำธุรกิจ → รอพร้อมอีกนิด
.
พอทำแบบนี้ซ้ำๆ เราอาจเริ่มรู้สึกว่า
“เออ เราพูดไปอย่างนั้นแหละ เดี๋ยวก็คงไม่ได้ทำ”
จนแม้แต่ตอนที่ตั้งใจจริง เรายังไม่ค่อยเชื่อตัวเองเลย
.
มุมที่ Cru Mahoney เสนอคือ ลองใช้การตื่นตามเวลาที่ตั้งใจ
เป็นโอกาสเล็กๆ ในการสะสมหลักฐานว่า
“สิ่งที่เราพูดกับตัวเอง เราทำให้เกิดขึ้นได้”
.
แต่สัญญานั้นต้องออกแบบให้รักษาได้ด้วยนะ
ถ้าปกติตื่น 8 โมง อาจเริ่มจาก 7:45 พร้อมขยับเวลาเข้านอน
แล้วนัดตัวเองทำสิ่งสำคัญแค่ 15 นาที
.
ไม่จำเป็นต้องเปิดตัวชีวิตใหม่ด้วยตื่นตี 4 วิ่ง 10 กิโล
อ่านหนังสือ 50 หน้า แล้วสร้างบริษัทก่อนอาหารเช้า
เอาแค่ลุกมาแล้วไม่เกลียดแผนที่ตัวเองเขียนเมื่อคืนก่อน 555555
.
และถ้าวันไหนพลาด ก็กลับมาดูว่าเกิดอะไรขึ้น
นอนน้อยไป? ตั้งเป้ายากไป? ไม่สบาย?
การปรับแผนให้เหมาะกับตัวเอง ก็เป็นส่วนหนึ่งของความรับผิดชอบเหมือนกัน
.
การตื่นสายหนึ่งวันไม่ได้ตัดสินว่าเราเป็นคนแบบไหน
สิ่งที่เราฝึกคือ การให้คำมั่นที่สมเหตุสมผล
ลงมือทำ และกลับมาเริ่มใหม่เมื่อหลุด
.

🟢

 สะสมความเชื่อใจตัวเอง ด้วยสัญญาเล็กๆ ที่รักษาได้

🔴

 ตั้งความคาดหวังใหญ่จนพลาด แล้วใช้มันมาตัดสินตัวเอง


[3] Future Self – คนที่กำหนดว่าเราจะตื่นไหวไหม คือ “ตัวเราเมื่อคืน”
.
ลองนึกภาพว่าตัวเราแต่ละช่วงเวลาเป็นเพื่อนร่วมทีมกัน
ตัวเราตอนกลางคืน มีหน้าที่ส่งต่องาน
ให้ตัวเราตอนเช้ารับไปทำต่อ
.
แต่บางคืน สิ่งที่เราส่งต่อไปคือ
นอนตี 2 งานยังค้าง มือถืออยู่ข้างหมอน
แล้วแนบข้อความไว้ว่า “พรุ่งนี้ตี 5 สู้ๆ นะ เชื่อว่าทำได้” 555555
.
มันก็เหมือนส่งงานพังๆ ให้เพื่อน แล้วสงสัยว่าทำไมเพื่อนรับช่วงต่อได้ไม่ดี
.
ความตั้งใจที่จะตื่นเช้า เลยต้องเริ่มตั้งแต่คืนก่อน
ด้วยการตัดสินใจว่าเราจะหยุดงานเมื่อไหร่
หยุดดูอะไรต่อเมื่อไหร่ และให้เวลาตัวเองนอนเท่าไหร่
.
ผู้ใหญ่อายุ 18–60 ปีควรนอนอย่างน้อย 7 ชั่วโมงต่อคืน ตามคำแนะนำของ [CDC]
.
ถ้าอยากตื่นเช้าขึ้น เราต้องจัดเวลาเข้านอนให้เร็วขึ้นด้วย
การนอนตี 2 แล้วบังคับตื่นตี 5 ทุกวัน
คือแผนที่ให้เวลานอนกับร่างกายไม่พอ
.
คำถามที่ควรถามตอนกลางคืนคือ
“สิ่งที่กำลังทำอยู่ จะทำให้ตัวเราพรุ่งนี้ใช้ชีวิตง่ายขึ้น
หรือกำลังโยนภาระให้เขารับ?”
.
อีกตอนนึงของซีรีส์ อีกคลิปนึง อีกเกมนึง แต่ละอย่างดูเล็กมากตอนที่เรากำลังกดต่อ พอเช้ามา ตัวเราอีกคนต้องรับเวลาทั้งหมดที่หายไป
.
ลองมี “เวลาปิดวัน” ของตัวเอง หยุดงาน เตรียมของสำหรับพรุ่งนี้
เขียนว่าจะตื่นมาทำอะไร แล้วค่อยๆ ลดกิจกรรมเพื่อเตรียมนอน
.
การดูแล Future Self เริ่มได้จากเรื่องธรรมดามาก
เช่น วางหนังสือไว้บนโต๊ะ เตรียมเสื้อผ้าไว้
และยอมจบวันนี้ เพื่อให้พรุ่งนี้มีแรงเริ่ม
.

🟢

 เตรียมคืนนี้ ให้ตัวเองพรุ่งนี้ลุกมาใช้ชีวิตได้ไหว

🔴

 ฝากทุกอย่างไว้กับพลังใจของคนที่กำลังง่วง

[4] Eat the Frog – ลองจัดวันให้ “ยิ่งผ่านไป ยิ่งเบาใจ”
.
อีกมุมที่เบ้นชอบของ Cru Mahoney คือ
ลำดับที่เราวางงาน อาจเปลี่ยนความรู้สึกที่เรามีต่อทั้งวัน
.
สมมุติมีงานชิ้นนึงที่เรากังวลมาก
ต้องเขียนข้อเสนอให้ลูกค้า ต้องตัดสินใจเรื่องธุรกิจ
หรือต้องเริ่มโปรเจกต์ที่ผัดวันมาหลายสัปดาห์
.
ถ้าเราวางมันไว้ท้ายวัน แล้วใช้ทั้งวันหลบมัน
ต่อให้กำลังพักอยู่ ในหัวก็ยังมีประโยคว่า “เดี๋ยวต้องไปทำไอ้นั่นอีก…”
.
เวลาที่ผ่านไป เลยเหมือนพาเราเข้าใกล้สิ่งที่ไม่อยากเจอ
ยิ่งเย็น ยิ่งกังวล พักก็พักได้ไม่สุด เพราะงานยังนั่งจ้องหน้าอยู่ในหัว
.
คนเล่าเลยใช้แนวคิด Eat the Frog คือเอางานยากที่สำคัญขึ้นมาทำก่อน
เพื่อให้เวลาที่เหลือของวันมีความโล่งขึ้น
.
ลองเทียบความรู้สึกสองแบบ “ยังไม่ได้เริ่มเลย วันนี้จะทำทันไหม”
กับ “งานสำคัญขยับไปแล้ว วันนี้ยังเหลือเวลาอีกเยอะ”
.
สำหรับคนทำธุรกิจของตัวเอง เราอาจเลือกหนึ่งเรื่อง
เขียนบทความหลัก ทำ Offer ให้ดี หรือแก้ปัญหาที่ค้างกับลูกค้า
แล้วกันช่วงเวลาที่พร้อมและมีสมาธิให้เรื่องนั้นก่อน
.
ไม่ต้องยัดงานยากทุกอย่างลงไปในเช้าเดียว
ลองเลือก One Thing ที่ถ้าขยับได้
เราจะรู้สึกว่าวันนี้ได้เดินหน้าไปในทางที่ต้องการแล้ว
.
และปรับตามจังหวะของตัวเองด้วย
ถ้าเพิ่งตื่นแล้วยังไม่พร้อมคิดงาน ก็ให้เวลาตัวเองตั้งหลัก
หัวใจของข้อนี้คือหยุดปล่อยให้งานสำคัญถูกเลื่อนไปเรื่อยๆ
.
เช้าที่เราอยากกลับมาใช้ซ้ำ อาจเป็นเช้าที่ทำให้เรารู้สึกว่า
“ดีนะที่ให้เวลากับเรื่องนี้”
ความรู้สึกนั้นทำให้การตื่นขึ้นมามีความหมายที่จับต้องได้
.

🟢

 ให้ช่วงเวลาที่พร้อมกับงานสำคัญ แล้วค่อยๆ เบาภาระในหัว

🔴

 ใช้ทั้งวันหลบงาน จนเวลาพักยังต้องแบกมันไปด้วย


[5] Reduce Friction – ทำให้ “การเริ่มวัน” มีขั้นตอนที่ทำตามได้
.
ถึงมีเหตุผลชัด มีแผนดี ตอนนาฬิกาปลุกดัง เราก็ยังอาจรู้สึกว่า
“วันนี้ขออีก 10 นาทีได้ไหม”
.
Cru Mahoney เขาเช้ามาหลายปี ก็ยังเจอความรู้สึกนี้
เพราะงั้น อย่าเอาการที่ยังไม่อยากลุก
มาใช้สรุปทันทีว่าเราฝึกนิสัยไม่สำเร็จ
.
สิ่งที่ช่วยได้คือ เตรียมขั้นตอนง่ายๆ ไว้ก่อน
เพื่อให้ตอนเช้าเราไม่ต้องนอนคิดว่า
จะทำอะไร เริ่มตรงไหน แล้วต้องทำมากแค่ไหน
.
เช่น ลุกนั่ง → วางเท้าลงพื้น → เปิดไฟ
เข้าห้องน้ำ → ดื่มน้ำ → ขยับร่างกายเบาๆ
แล้วค่อยไปหาสิ่งที่เตรียมไว้
.
Cru Mahoney เขาใช้นาฬิกาปลุกที่ค่อยๆ เพิ่มแสงก่อนถึงเวลาตื่น
เขาบอกว่ามันช่วยให้ห้องรู้สึกเป็นเช้ามากขึ้น
เป็นตัวอย่างของการจัดสภาพแวดล้อมให้ช่วยเราเริ่มวัน
.
อีกอย่างที่เขาทำคือขยับร่างกายหลังตื่น
เราอาจเลือกเดิน ยืดตัว หรือเคลื่อนไหวเบาๆ ตามที่เหมาะกับร่างกาย
เริ่มจากสิ่งที่ทำซ้ำได้ โดยไม่ต้องทำให้เป็นภารกิจใหญ่โต
.
ส่วนมือถือ ลองวางไว้ก่อนสักช่วงนึง
เพราะถ้าลุกมาแล้วเปิดแชต เปิดอีเมล เปิด Feed ทันที
เวลาที่ตั้งใจเก็บไว้ให้ตัวเอง อาจถูกใช้ไปก่อนรู้ตัว
.
ตั้งใจจะเขียนบทความ 30 นาที
รู้ตัวอีกที อ่านดราม่าของคนที่ไม่รู้จักครบทุกฝ่ายแล้ว
งานตัวเองยังไม่เริ่ม แต่พร้อมเป็นกรรมการให้คนอื่นเรียบร้อย 555555
.
ลองทำเช้าให้มีทั้งสิ่งที่สำคัญและสิ่งที่ชอบ
อาจเป็นการอ่านหนังสือเงียบๆ เขียนไอเดีย หรือเดินดูเช้าที่สงบ
ให้เรามีประสบการณ์จริงว่า เวลาช่วงนี้ดีต่อชีวิตเรายังไง
.
แล้วสังเกตด้วยว่า แผนนี้ทำให้เรานอนพอไหม
กลางวันมีแรงหรือเปล่า ได้ทำสิ่งที่ตั้งใจจริงไหม
ใช้คำตอบเหล่านี้ปรับ Routine ให้เข้ากับชีวิต
.

🟢

 มีขั้นตอนเริ่มต้นง่ายๆ และมีสิ่งที่อยากตื่นมาทำ

🔴

 ตื่นขึ้นมาแล้วต้องออกแบบชีวิตใหม่ทุกเช้า

===========================================

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
ถ้าอยากลองตื่นเช้า เอา 5 ข้อนี้ไปเริ่มกันได้เลย
.

1. เขียนให้ชัดว่าจะตื่นมาทำอะไร – เลือกสิ่งที่สำคัญกับตัวเองหนึ่งอย่าง
2. ตั้งเวลาที่รักษาได้ – เริ่มจากเป้าหมายเล็กๆ และให้เวลานอนเพียงพอ
3. เตรียมตั้งแต่คืนก่อน – กำหนดเวลาหยุดงาน เตรียมของ และเข้านอน
4. กันเวลาให้งานสำคัญ – ให้วันนั้นมีความคืบหน้าที่เรารู้สึกได้
5. ทำขั้นตอนหลังตื่นให้ง่าย – ขยับร่างกาย ตั้งหลัก แล้วค่อยเปิดรับความวุ่นวาย
.
เบ้นว่าเสน่ห์ของการตื่นเช้า (สำหรับคนที่ทำงานประจำ หรือ Routine)
คือการมีช่วงเวลาที่เรายังเลือกได้ว่า
จะให้ความสนใจกับอะไร ก่อนคำขอจากคนอื่นจะเข้ามาเต็มวัน
.
สำหรับบางคน มันคือเวลาเขียน
สำหรับบางคน มันคือเวลาให้สุขภาพ
สำหรับบางคน มันคือเวลาเริ่มสร้างธุรกิจที่พูดถึงมาหลายปี
.
เราตื่นกี่โมง ก็ต้องดูงาน ชีวิต และการนอนของตัวเองด้วย
ตัวเลขบนนาฬิกาไม่ได้ใช้วัดว่าใครมีคุณค่ามากกว่ากัน
สิ่งที่น่าถามคือ ตารางชีวิตนี้มีที่ให้เรื่องสำคัญของเราหรือยัง
.
ถ้าการตื่นเร็วขึ้นช่วยให้มีพื้นที่ตรงนั้น
และเราจัดการให้นอนพอได้
มันก็เป็นนิสัยที่น่าลองสร้าง
.
วันนึงเราอาจเริ่มอยากตื่นขึ้นมา
เพราะรู้ว่าเช้านี้มีบางอย่างที่เราอยากทำรออยู่
และชอบชีวิตที่ค่อยๆ เกิดขึ้นจากเวลาช่วงนั้น
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ปัญหาจริงๆของการที่เราไม่มีเงินเก็บ มีรายได้มากขึ้นแต่ชีวิตเหนื่อยเหมือนเดิม

  • ทำไมเรายิ่งพยายามมากเกินจะยิ่งเละ กฏ 85% ของความพยายามแบบพอดี

  • 6 ความลับปลดล็อคสมอง ให้เรียนรู้ไว โดยหลักประสาทวิทยาศาสตร์รองรับ


ความเห็น

ใส่ความเห็น