ถ้าคุณฉลาดขนาดนั้น ทำไมคุณถึงยังไม่มีความสุข?
(If You’re So Smart, Why Aren’t You Happy?)
.
ใน tab คอมของเบ้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีชื่อ Tab if you’re so smart, why aren’t you happy? นี้ติดอยู่ในหน้า Browser ของเรามาตลอด 1 สัปดาห์เต็มๆ
.
ประโยคนี้เบ้นบังเอิญไปเจอใน Naval Archive ของ Naval Ravikant
เพราะมันเป็นคำตอบที่ รู้สึกว่าถ้าจะตอบคำถามต้องใช้เวลาตกผลึกความย้อนแย้งนี้
.
ถ้าเราคิดจาก Logic ที่คิดได้คือ
ยิ่งฉลาด → ยิ่งแก้ปัญหาเก่ง
ยิ่งแก้ปัญหาเก่ง → ชีวิตยิ่งดี
และถ้าชีวิตดีขึ้น → เราก็น่าจะมีความสุขขึ้น
.
แต่ในโลกจริง มันไม่ได้ทำงานเป็นแบบ Linear แบบนั้นเลยย
หลายครั้งคนที่ฉลาดมากๆ กลับเป็นคนที่ทุกข์กับความคิดตัวเองมากที่สุดเหมือนกัน 555555
.
Naval เลยตั้งข้อสังเกตไว้อย่างน่าสนใจว่า Intelligence(ฉลาด) และ Happiness(ความสุข) อาจเป็นคนละระบบกันเลย มาคิดตามเรื่องนี้ๆกันเรื่องนี้เบ้นคิดมาหลายวันๆเลย #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
==========
[1] Intelligence เป็น Engine ไม่ใช่ Navigation
.
Intelligence answers how. It never answers whether it is enough – Naval
.
ความฉลาดมันเก่งมากเรื่องแบบ How ทำยังไงให้ธุรกิจโต ให้ Productive แต่มันไม่สามารถตอบโจทย์ WHY หรือ Enough ได้
.
เบ้นเลยลองเขียนมันเป็น Equation แบบนี้
[Performance = Intelligence × Direction]
.
ถ้า Intelligence สูงมาก แต่ Direction ผิด คุณแค่ไปผิดทางได้เร็วขึ้น เช่น Intelligence = 10 แต่ Direction = -1 สุดท้าย 10 × -1 = -10
.
ฉลาดขึ้นไม่ได้ช่วยเลย 555555
บางคนเลยไม่ได้มีปัญหาเรื่อง “ไปไม่เร็วพอ” แต่มีปัญหาว่า กำลังวิ่งไปหาเป้าหมายที่ตัวเองไม่เคยเลือกตั้งแต่แรก ก็เลยเริ่มทุกข์
—
[2] Happiness is a different exam – Naval
.
Intelligence, left unsupervised, becomes a machine for manufacturing problems that do not exist yet – Naval
(ความฉลาดที่ไม่มีคนกำกับ สามารถกลายเป็นเครื่องจักรผลิตปัญหาที่ยังไม่เกิด)
.
ลองคิดว่าสมองเรามี Feature ชื่อว่า Future Simulation มันทำให้มนุษย์สามารถวางแผน คาดการณ์ ประเมิน Risk ความเสี่ยงต่างๆ
.
ซึ่งมันมีประโยชน์มากแต่มันทำให้คนคิดถึงเหตุการณ์ที่ยังไม่เกิดขึ้น เหมือนแบบมีเรื่องเกิดขึ้นแค่ 3 แต่เราติดไป 17 เรื่อง กลายเป็นเราคิดมาก 20 เรื่องพร้อมกัน
.
และชีวิตเรามี Score board หลายอัน พวก Career Score, Money Score, Status Score, Followers Score, Business Score
.
และคนคิดว่าถ้า Score พวกนี้สูงเช่น เงินเยอะ Follower เยอะจะมีความสุข แต่จริงๆ มันไม่ได้ทำงานแบบนั้นเพราะในสมองเรามีสิ่งที่เรียกว่า
.
Hedonic Treadmill = นุษย์มีแนวโน้มปรับตัวเข้ากับสภาพใหม่ อะไรที่เคยตื่นเต้นก็จะไม่ตื่นแล้ว
.
รายได้ก้อนแรกที่เคยดีใจมาก ผ่านไปสักพักกลายเป็น Baseline ผู้ติดตามหลักหมื่นเคยดูเยอะ อีกหน่อยเริ่มมองหลักแสน ธุรกิจเดือนละล้าน อีกหน่อยรู้สึกว่า “ทำไมยังไม่สิบล้านวะ” 555555
.
Naval บอกว่าปัญหาพวกนี้มาจากข้อเดียวเลยคือ Desire (ความอยาก)
.
Desire Gap = What you want – What you have
.
ถ้าเราอยากกินเนื้อดีๆ เราไม่ได้กิน เครียดเลย
ถ้าเราอยากกินมาม่าเราได้กิน จบ 55555
—
[3] Smart People อาจติด Optimization Trap
(Optimization Trap คือ ภาวะที่เรา เก่งขึ้นเรื่อยๆ ในการทำบางอย่าง แต่ไม่เคยย้อนถามว่าสิ่งนั้นควรถูก Optimize ตั้งแต่แรกไหม)
.
ผมว่านี่คือส่วนที่น่าสนใจที่สุดจาก Naval คนฉลาดเก่งในการ Optimize แต่ปัญหาคือ Optimization ไม่ได้ถามว่า Objective Function ถูกหรือเปล่า
.
ตัวอย่างง่ายๆ:
เราตั้งเป้าว่า“ต้องทำเงินให้ได้มากที่สุด”
.
แล้วก็ Optimize ทุกอย่างเพื่อเป้านี้:
ทำงานมากขึ้น, รับลูกค้ามากขึ้น, เพิ่มทีม, เพิ่มระบบ, ลดเวลาพัก
.
สุดท้ายรายได้โตจริง แต่ชีวิตแย่ลง
ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เรา Optimize ไม่เก่ง
ปัญหาคือ เรา Optimize Objective ผิด
.
มองแบบ Nerd ได้ว่า:
Result = Optimization Quality × Objective Quality
.
ต่อให้ Optimization Quality สูงมาก
แต่ Objective Quality แย่ ผลลัพธ์สุดท้ายก็อาจแย่ตาม
.
เหมือนเวลา จะ Train พวก Machine Learning เลย คือ Model อาจทำคะแนน Objective ได้ดีมาก แต่ถ้าเราตั้ง Objective Function ผิด มันก็จะ เก่งมากในการทำสิ่งผิด
.
เช่น ชีวิต Optimize เพื่อ Money + Status + Growth ตลอด แต่จริงๆสิ่งที่เราอยากได้อาจเป็น Freedom + Peace + Time
.
ตรงนี้แหละที่ “ฉลาด” กับ “มีปัญญา” เริ่มแยกออกจากกันครับ
—
[4] Naval เสนอให้เอาความฉลาดกลับมา Audit ความอยาก
.
คนส่วนใหญ่ใช้สมองที่ดีที่สุดวิเคราะห์ตลาด วิเคราะห์ลูกค้า วิเคราะห์ Funnel วิเคราะห์ Investment แต่แทบไม่เคยวิเคราะห์ Desire ของตัวเอง
.
Naval เลยเสนอแนวคิดที่ผมชอบมากคือ อย่าใช้ Intelligence แค่เพื่อ Serve Desire แต่ให้ใช้ Intelligence เพื่อ [Audit Desire]
.
เบ้นลองทำเป็น Framework ง่ายๆชื่อว่า [D.E.S.I.R.E Audit]
.
D – Desired Outcome = จริงๆแล้วเราอยากได้อะไร? ที่เป็นรูปธรรม
E – External Installation = ความอยากนี้มาจากเรา หรือมาจากคนอื่น?
S – Sacrifice = เราต้องแลกอะไรเพื่อให้ได้มัน?
I – Identity = เราอยากได้สิ่งนี้เพราะมันตรงกับชีวิตเรา หรือเพราะอยากเป็นคนแบบที่คนอื่นยอมรับ?
R – Recurrence = ถ้าได้แล้ว เราจะพอ หรือ Goalpost จะขยับอีก?
E – Enough = นิยามคำว่า “พอ” ก่อนเริ่มเกมคืออะไร?
.
ข้อนี้สำคัญมาก เพราะเกมที่ไม่มี Definition of Done ก็คือเกมที่ไม่มีวันจบ
เล่นไปจนตายยยยโดยเราไม่รู้ตัว
============
ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)
#สรุปแบบลงดาบ
Intelligence ≠ Wisdom
.
Intelligence ช่วยให้เราตอบว่า “ทำยังไงให้ได้?” แต่ Wisdom ถามว่า
“สิ่งนี้ควรค่าแก่การเอาหรือเปล่า?”
.
Intelligence ช่วยให้เราไปเร็วขึ้น แต่ Wisdom ช่วยให้เราเลือกทิศทาง
.
เบ้นเคยคิดว่า
ถ้าเราแก่ขึ้น แล้วเราไม่มีความสุขขึ้น
นั้นคือเราไม่ได้เติบโต เราแค่อายุมากขึ้น
ถ้าเราเติบโตเราจะมีความสุขได้ง่ายขึ้น
.
ถ้าชีวิตเราใน Scoreboard มันกำลังดีขึ้นแต่เรามีความสุขน้อยลง อันนั้นกำลังเป็นสัญญาณว่าเรากำลังแก่ขึ้นเรื่อยๆแตเเราไม่ได้เติบโตขึ้นเลย
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ





ใส่ความเห็น