คนหนึ่งคนจะสร้างธุรกิจได้แค่ไหนในยุค AI? [บางทีแค่ใหญ่พอให้เราได้ใช้ชีวิตที่อยากใช้ ก็พอแล้ว]

คนหนึ่งคนจะสร้างธุรกิจได้แค่ไหนในยุค AI? [บางทีแค่ใหญ่พอให้เราได้ใช้ชีวิตที่อยากใช้ ก็พอแล้ว]

คนหนึ่งคนจะสร้างธุรกิจได้แค่ไหนในยุค AI?
(บางทีแค่ใหญ่พอให้เราได้ใช้ชีวิตที่อยากใช้ ก็พอแล้ว)
.
คำพูดวลีเด็ด Sam Altman ที่บอกว่า ‘คนๆนึงจะสร้างธุรกิจยูนิคอร์นได้’
คำพูดนี้ Dan Koe บอกมันติดอยู่ในหัวของเขามานานแล้ว
.
ถ้าวันหนึ่ง คนคนเดียวสามารถสร้างบริษัทพันล้านได้ด้วย AI
ฟังดูเป็นอนาคตที่น่าตื่นเต้นมากเลยนะ
แต่เอาจริง ความฝันของเราอาจไม่ได้ต้องการเงินขนาดนั้นก็ได้ 555555
.
บางคนแค่อยากมีรายได้พอๆ กับเงินเดือน โดยเลือกเวลาทำงานเองได้
บางคนอยากทำงานที่สนใจ มีเวลาอยู่กับครอบครัว
แล้วซื้อของที่ชอบได้บ้าง โดยไม่ต้องเปิดแอปธนาคารมาลุ้นทุกครั้ง
.
เบ้นอ่านบทความ “The One-Human Business” ของ Dan Koe
แล้วชอบคำถามที่มันทำให้เรากลับมาคิดว่า
วันนี้สิ่งที่เรารู้ สิ่งที่เราสนใจ และเครื่องมือที่เรามี จะประกอบกันเป็นธุรกิจได้ยังไง?
.
สมการ OPB ของ Dan คือ
ความสนใจของเรา + Social Media + AI = OPB
.
แต่สมการนี้จะกลายเป็นรายได้ ก็ต่อเมื่อสิ่งที่เราทำแก้ปัญหาให้ใครได้จริง
.
ซึ่งเบ้นว่าเรื่องนี้มี 3 ส่วนที่คนอยากทำ One Person Business ควรเข้าใจ
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป

[1] สิ่งที่เราสนใจ ต้องเดินทางไปถึงปัญหาที่คนอื่นอยากแก้
.
หลายคนเริ่มต้นว่า “ชอบอ่านหนังสือ ชอบ AI ชอบจิตวิทยา ทำธุรกิจอะไรดี?”
ความสนใจพวกนี้เป็นวัตถุดิบที่ดีมาก
แต่เรายังต้องหาต่อว่า มันช่วยให้ชีวิตใครดีขึ้นตรงไหนได้บ้าง
.
คนไม่ได้จ่ายเงินเพราะเราสนใจเรื่องเดียวกับเขาอย่างเดียว
เขาจ่ายเพราะเชื่อว่า สิ่งที่เราทำจะช่วยให้เขาไปถึงบางอย่างได้
อาจประหยัดเวลา ทำงานง่ายขึ้น หรือแก้เรื่องที่ติดอยู่มานาน
.
Dan แบ่งองค์ประกอบของธุรกิจแบบนี้ไว้ 3 อย่าง

1.Brand – คนจำเราได้ในเรื่องอะไร และทำไมถึงเชื่อเรา
.
ลองนึกถึงคนที่เราเห็นชื่อแล้วรู้สึกว่า “เรื่องนี้ต้องฟังคนนี้”
ความรู้สึกนั้นค่อยๆ เกิดจากเรื่องที่เขาพูด วิธีคิดที่เขาแสดงออก
และหลักฐานที่เราเห็นว่าเขาเข้าใจเรื่องนั้นจริง
.
สำหรับ One Person Business ประสบการณ์ของเราจึงมีความหมาย
ทั้งสิ่งที่เคยทำสำเร็จ เรื่องที่เคยพลาด และเหตุผลที่เราเลือกทำงานแบบนี้
พอเล่าต่อเนื่อง คนก็เริ่มเข้าใจว่าเราช่วยเขาเรื่องไหนได้
.
2.Offer – เราจะช่วยใคร ให้ได้ผลลัพธ์อะไร
.
“สอนใช้ AI” ยังเป็นข้อเสนอที่กว้างมาก
แต่ถ้าบอกว่า “ช่วยเจ้าของร้านออนไลน์เอา AI มาช่วยเตรียมคอนเทนต์
โดยเริ่มจากสินค้าที่ขายอยู่จริง และจบด้วยแผนโพสต์ที่พร้อมเอาไปใช้” ภาพจะชัดขึ้นทันที
.
คนเริ่มเห็นทั้งปัญหาของตัวเอง และสิ่งที่จะได้กลับไป
เวลาออกแบบ Offer ลองตอบให้ได้ว่า ลูกค้าอยากได้ผลลัพธ์อะไร
เราจะช่วยด้วยวิธีไหน ใช้เวลาเท่าไร และถ้าติดขัด เราจะช่วยต่ออย่างไร
.
ตรงนี้ทำให้ความรู้เริ่มกลายเป็นสิ่งที่ซื้อขายได้
เพราะเรากำลังจัดมันให้อยู่ในรูปแบบที่คนเอาไปใช้ประโยชน์ได้จริง
อาจเป็น Service, Consult, Workshop หรือสินค้าสักชิ้นหนึ่ง
.
3.Distribution – คนที่ต้องการสิ่งนี้ จะมาเจอเราได้ยังไง
.
เรารู้เรื่องหนึ่งดีมากก็ได้ แต่ถ้าคนที่กำลังมีปัญหาไม่รู้ว่าเรามีตัวตน
เขาก็ไม่มีโอกาสเลือกเรา
คอนเทนต์จึงเป็นพื้นที่ให้คนได้เห็นวิธีคิด และลองรับประโยชน์จากเราก่อนซื้อ
.
จุดเริ่มต้น One Person Business ของเบ้นเอง คือการรับ Service ลูกค้าแค่ 3 เจ้าต่อเดือน ตอนนั้นจำนวนคนที่ยอมจ่ายให้เราแก้ปัญหา มีความหมายกับธุรกิจมาก มันทำให้เห็นว่าเราสร้างรายได้จากความสามารถของตัวเองได้จริง
.
เลยไม่จำเป็นต้องรอให้มีผู้ติดตามเป็นแสนก่อนถึงจะเริ่ม
เราหา ‘Minimum Viable Audience’ หรือกลุ่มคนจำนวนพอเหมาะ
ที่มีปัญหาตรงกับสิ่งที่เราช่วยได้ แล้วเริ่มเรียนรู้จากคนกลุ่มนั้นก่อนก็ได้

Framework จำง่ายๆ
[ให้คนรู้จัก → ให้เขาเห็นว่าเราช่วยอะไรได้ → มีข้อเสนอให้เขาตัดสินใจ]
นี่คือจุดที่ความสนใจ เริ่มประกอบเป็นธุรกิจ
(เลิกเพ้อเจ้อ AI ก่อนจะผ่าน Framework นี้ไปได้แล้ว55555)

[2] เมื่อรู้แล้วว่าธุรกิจต้องทำอะไร เราค่อยแบ่งงานให้ AI
.
พออ่านถึงตรงนี้ หลายคนอาจคิดว่า
“โอเค ต้องวางแบรนด์ ทำคอนเทนต์ คิดสินค้า เขียนหน้าขายอีก
ตกลงธุรกิจคนเดียว หรือคนเดียวทำงานทั้งบริษัทวะ 555555”
.
ใช่ๆ ทุกคนนงานหลายหน้ายังอยู่ครบ
แต่วันนี้เรามีเครื่องมือมาช่วยเตรียม คิด ร่าง และปรับงานในแต่ละขั้นตอนได้
Dan เลยเสนอให้มอง AI เป็นทีมที่แบ่งหน้าที่ให้มันชัดเจน
คนนี้ช่วยดูเรื่องเงิน คนนี้ช่วยคิดเรื่องการขาย คนนี้ช่วยคิดเรื่องการทำสื่อ
.
มันคือการแบ่งหน้าที่ เพื่อให้เรารู้ว่าจะส่งข้อมูลอะไรให้ AI
และจะตรวจงานที่มันส่งกลับมาจากเกณฑ์ไหน
.
สมมติเบ้นมีไอเดียจากการคุยกับเจ้าของธุรกิจอยู่เรื่องหนึ่ง
ก็จดสิ่งที่ได้ยิน มุมที่เบ้นเห็นต่าง และตัวอย่างที่อยากเล่าเก็บไว้
จากนั้นให้ AI ช่วยค้นข้อมูลประกอบ จัดโครงบทความ และเสนอจุดที่ยังอธิบายไม่ชัด
.
พอเขียนบทความเสร็จ ค่อยให้มันช่วยแตกเป็นโพสต์สั้น
ถ้าเนื้อหานั้นเชื่อมกับสิ่งที่เราขายได้ ก็ให้ช่วยเตรียมข้อความชวนคนไปดูต่อ
ส่วนเบ้นยังเป็นคนเลือกประเด็น ตรวจข้อมูล และตัดสินใจว่างานพร้อมเผยแพร่หรือยัง
.
งานเลยเริ่มส่งต่อกันได้เป็นขั้นตอน เรามีเวลาไปคุยกับลูกค้า ทดลองของใหม่ อ่านหนังสือ แล้วเอาประสบการณ์ใหม่ๆ กลับมาเติมให้ธุรกิจอีกที
.
แต่คุณภาพของทีมนี้ ขึ้นอยู่กับเรื่องถัดไปมากๆ
(ไปต่อๆ จะจบแล้วๆ)

[3] ถ้าอยากให้ AI ทำงานดี เราต้องอธิบายได้ว่างานที่ดีเป็นยังไง
.
นี้คือจุดตัดของคนธรรมดากับคนที่ใช้ AI แล้วมีผลลัพธ์ที่ดีจริงๆ ไม่เน่า
.
หลายคนใช้ AI ด้วยคำสั่งประมาณว่า
“ช่วยเขียนบทความให้หน่อย เอาแบบไวรัลๆ”
แล้วพอได้งานที่อ่านเหมือนทุกเพจ ก็รู้สึกว่ามันยังใช้ไม่ได้
.
(บางเพจก็เคย copy งานเขียนเบ้นไปทำเป็น Skill เพื่อเขียนแบบเบ้นเลยไอบ้าเอ้ย 5555555 กลับไปอ่านข้อ 1.1 เรื่อง Brand ใหม่ก่อนทำ คุณพี่!)
.
แต่ลองนึกว่ามีคนเพิ่งเข้ามาทำงานกับเราวันแรก
เรายังไม่ได้บอกว่าเขียนให้ใครอ่าน อยากให้คนอ่านเข้าใจอะไร
หรือมีตัวอย่างงานที่เราชอบแบบไหน แล้วสั่งว่า “ทำให้ดีนะ” เขาก็น่าจะงงเหมือนกัน 555555
.
Dan เสนอวิธีสร้างระบบทำงานกับ AI ไว้ 3 ขั้น

1.มีตัวอย่าง และอธิบายว่าชอบตรงไหน
2.อธิบายกระบวนการที่ทำให้ได้งานนั้น**
3.เอาข้อผิดพลาดกลับไปปรับระบบ**
.
ถ้ามันเขียน Intro ยาวไป ก็บอกว่าส่วนไหนควรตัด
ถ้าภาษาทางการไป ก็ชี้ประโยคแล้วให้ตัวอย่างคำที่เราใช้จริง
.
พอเจอคำแนะนำที่ใช้ซ้ำได้ ก็เก็บเข้าเอกสารแนวทางทำงาน
ครั้งต่อไปส่งเอกสารนั้นไปพร้อมกับโจทย์
เพื่อให้งานใหม่เริ่มจากมาตรฐานที่เราเคยปรับกันมาแล้ว
.
ทุกครั้งที่เราแก้งาน จึงมีโอกาสได้ทั้งงานที่ดีขึ้น
และคำอธิบายที่ช่วยให้งานรอบต่อไปดีขึ้นด้วย
ตรงนี้แหละที่การใช้ AI เริ่มกลายเป็น “ระบบ” ของเรา

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
โอกาสของ One Person Business ในยุค AI คือ
เราสามารถเอาความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองที่มี
มาประกอบเป็นธุรกิจได้ โดยมีเครื่องมือช่วยรับงานหลายส่วนไปทำ
.
แต่เรายังต้องเข้าใจคนที่อยากช่วย รู้ว่าเขายอมจ่ายเพื่ออะไร
และฝึกตัดสินใจว่างานแบบไหนมีคุณภาพพอจะส่งถึงมือเขา
ความชัดเจนพวกนี้เป็นสิ่งที่เราต้องค่อยๆ สร้างจากการลงมือทำ
.
ถ้าเพิ่งเริ่ม ลองเลือกปัญหาหนึ่งที่เราเข้าใจ
เขียนคอนเทนต์ที่ช่วยคนแก้เรื่องนั้น แล้วฟังว่าเขายังติดอะไรอยู่
จากนั้นค่อยทำข้อเสนอเล็กๆ และเลือกงานหนึ่งขั้นตอนให้ AI มาช่วย
.
เราอาจเริ่มจากลูกค้าไม่กี่คน รายได้ก้อนแรก และระบบเล็กๆ ที่ปรับได้เรื่อยๆ
แล้วค่อยออกแบบว่าธุรกิจนี้ควรโตแค่ไหน
ถึงจะเลี้ยงชีวิตแบบที่เราอยากใช้ได้จริง
.
เพราะถ้าทำธุรกิจคนเดียวแล้วต้องทำงานจนไม่มีเวลาใช้ชีวิต
เราก็ควรถามเหมือนกันว่า กำลังสร้างอิสระให้ตัวเองอยู่ตรงไหน
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ความโดดเดี่ยวคือราคาที่ต้องจ่ายสำหรับคนที่มี “ความคิดซับซ้อน”

  • ทำไมขายหนังสือเล่มเดิม แต่คนยังซื้อซ้ำๆ

  • ในวันที่ชื่อเสียง ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง


ความเห็น

ใส่ความเห็น