สมองไม่ได้ถูกสร้างมา ให้รับรู้ทุกเรื่อง ร่างกายมนุษย์พัฒนาตามไม่ทันยุคนี้

สมองไม่ได้ถูกสร้างมา ให้รับรู้ทุกเรื่อง ร่างกายมนุษย์พัฒนาตามไม่ทันยุคนี้

ทำไมบางวัน “ยังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน” แต่สมองกลับเหนื่อยจนคิดอะไรไม่ออก? (เพราะสมองเราไม่ได้ถูกสร้างมาให้รับข้อมูลมากขนาดนี้)
.
เช้านี้เบ้นนั่งฟัง Dr. Richard Cytowic แพทย์ด้านประสาทวิทยา
เล่าในคลิป “Your Brain Wasn’t Built to Hold This Much Information”
.
ผู้เขียนหนังสือ Your Stone Age Brain in the Screen Age
.
เขาเล่าว่า คือเทคโนโลยีเปลี่ยนเร็วมาก
แต่สมองมนุษย์ไม่ได้อัปเดตตามไปด้วย
.
มือถือเปลี่ยนรุ่นทุกปี Application อัปเดตทุกสัปดาห์
แต่สมองไม่ได้ตื่นมาแล้วบอกว่า “วันนี้ขอเพิ่ม RAM อีก 16 GB นะ” 555555
.
เรายังมีพื้นที่สำหรับจดจ่อและจัดการข้อมูลจำกัด
แต่สิ่งที่เรียกร้องความสนใจจากเรากลับเพิ่มขึ้นตลอดเวลา
.
ข้อความ งาน ข่าว คลิป Email
รวมถึงเรื่องของคนที่เราไม่เคยรู้จักด้วยซ้ำ
.
แล้วเราก็ชอบสรุปว่า ตัดสินตัวเองไปเลยว่า
“เราไม่มีวินัย” “เราโฟกัสไม่ดี” “ทำไมเราเหนื่อยง่ายจัง”
.
ทั้งที่บางที เรายังไม่ได้เริ่มงานสำคัญ
แต่สมองต้องรับมือกับเรื่องอื่นมาทั้งวันแล้ว
.
Dr. Richard เรียกสภาพนี้ว่า [Tyranny of Attention]
ทุกอย่างกำลังเรียกร้องความสนใจ จนเรารับมือไม่ไหว
.
เบ้นสรุปมาเป็น [5] ข้อ พร้อมวิธีเอา Attention กลับคืนมา
ลองเอาไปใช้กันได้เล้ย #อ่านจบปุ๊ปเข้าใจสมองตัวเองขึ้นปั๊ป
===========================================
[1] Working Memory สมองมี “โต๊ะทำงาน” ที่เล็กกว่าที่คิด
.
Working Memory คือพื้นที่ที่เราใช้ถือข้อมูลชั่วคราว
ระหว่างกำลังคิดหรือทำอะไรบางอย่าง
.
เช่น จำรหัสที่เพิ่งได้รับ ฟังคนพูด หรือเรียบเรียงประโยคที่กำลังจะเขียน
.
ลองนึกภาพโต๊ะทำงานเล็กๆหนึ่งตัว
ถ้ามีกระดาษกับปากกา เราก็เขียนงานได้สบาย
แต่ถ้ามีเอกสารสิบกอง โทรศัพท์ และแมวมานอนทับอีกตัว
ต่อให้อยากทำงานแค่ไหน มันก็ไม่มีที่แล้ว 555555
.
สมองเราก็เหมือนกัน
ระหว่างเขียนงาน ถ้ามีข้อความเด้งเข้ามา
ถึงยังไม่ตอบ เราก็เริ่มคิดแล้วว่า
.
“ใครส่งมา?” “ด่วนไหม?” “เดี๋ยวอย่าลืมตอบนะ”
.
เราอาจเหลือบมองแค่หนึ่งวินาที
แต่เรื่องนั้นยังค้างอยู่ในหัว
พอกลับมาเขียน ก็ต้องนึกใหม่ว่าเมื่อกี้คิดถึงตรงไหน
.
แล้วลองนึกว่าถ้ามันเกิดขึ้นทั้งวัน
เขียนงาน → ตอบแชต → เช็กยอด → กลับมาเขียนงาน
สมองต้องเปลี่ยนเรื่องและต่อความคิดใหม่อยู่เรื่อยๆ
.
หลายครั้งที่เรารู้สึกว่า “วันนี้คิดอะไรไม่ออก”
อาจเป็นเพราะพื้นที่ตรงนี้เต็มไปด้วยเรื่องที่ยังค้างอยู่
.
ก่อนเริ่มงานเลยลองปิด Tab ที่ไม่เกี่ยวข้อง
จดเรื่องที่ต้องทำทีหลังไว้ แล้วกลับมาอยู่กับงานเดียว
ไม่ต้องบังคับให้สมองจำทุกเรื่องแทนเรา
.

🟢

 ให้สมองมีพื้นที่สำหรับเรื่องที่กำลังทำ

🔴

 อย่าบังคับให้มันถือทุกเรื่องพร้อมกัน
—————————————
[2] Change Detector ทำไมสมองชอบหันไปหาสิ่งใหม่
.
Dr. Richard อธิบายว่า สมองและระบบประสาท
ทำหน้าที่เหมือนเครื่องตรวจจับความเปลี่ยนแปลง
.
ในอดีต ถ้ามีพุ่มไม้ขยับหรือเสียงกิ่งไม้หัก
การหันไปดูอาจช่วยให้เรารอดจากอันตราย
สมองเลยไวต่อสิ่งที่เปลี่ยนไปจากเดิม
.
แต่ลองดูโลกปัจจุบัน
Notification ใหม่ คลิปใหม่ ข่าวใหม่ ดราม่าใหม่
ทุกอย่างกำลังใช้ความสามารถนี้เรียกให้เราหันไปมอง
.
เวลาไถมือถือ เราเลยไม่ได้แค่ “นั่งเฉยๆ”
.
ตลก → เศร้า → โกรธ → อยากซื้อของ
→ ข่าวสงคราม → แมวน่ารัก → คนอายุ 22 ซื้อรถ 20 ล้าน
.
ภาพเปลี่ยน หัวข้อเปลี่ยน ความรู้สึกเปลี่ยน
สมองยังต้องรับและประมวลผลข้อมูลต่อไปเรื่อยๆ
แม้เราจะเรียกช่วงเวลานั้นว่า “พัก”
.
เขาเปรียบหน้าจอที่ดึงสายตาเหมือน Secondhand Smoke
หรือควันบุหรี่มือสอง
.
เราไม่ได้เป็นคนเปิดจอในร้านอาหาร
แต่ภาพเคลื่อนไหวตรงหน้าก็ยังดึงความสนใจเราได้
จะพยายามไม่มอง ก็ต้องคอยดึงตัวเองกลับมาอีก
.
นี่เป็นเหตุผลให้เราลองสังเกตว่า
พักแบบไหนแล้วรู้สึกพร้อมกลับไปทำงาน
และพักแบบไหนแล้วกลับยิ่งรู้สึกหัวแน่นกว่าเดิม
.

🟢

 การพักควรมีช่วงที่ลดสิ่งกระตุ้นลงบ้าง

🔴

 เปลี่ยนหน้าจอ ไม่ได้แปลว่าได้พักความสนใจเสมอไป
————————————————-
[3] Wanting กับ Liking “อยากดูต่อ” ไม่ได้แปลว่า “ยังสนุกอยู่”
.
คนชอบใช้คำว่า Dopamine แทนทุกอย่างที่ทำให้รู้สึกดี
แต่ Dr. Richard บอกว่า เรากำลังใช้คำนี้กว้างเกินไป
.
ในคลิปเขาแยกระบบรางวัลให้เห็นสองด้าน
.
[Wanting and Reward] เกี่ยวข้องกับ Dopamine
มีเครือข่ายกระจายกว้าง กระตุ้นได้ง่าย
แรงอยากหลายอย่างเกิดขึ้นโดยเราแทบไม่รู้ตัว
และได้สิ่งหนึ่งแล้วก็ยังอยากได้สิ่งถัดไป
.
[Pleasure and Liking] เกี่ยวข้องกับระบบ Opioid รวมถึง Endorphins
วงจรที่เขาพูดถึงมีขอบเขตเล็กกว่า กระตุ้นได้ยากกว่า
เกี่ยวกับความพึงพอใจที่เรารู้สึกเมื่อได้รับ
ซึ่งความพอใจนั้นก็มักอยู่เพียงช่วงหนึ่ง
.
ประเด็นคือ “แรงอยากได้”
กับ “ความสุขที่ได้รับจริงๆ” ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน
.
เราเลยอยากหยิบมือถือขึ้นมา
ทั้งที่ไถไปหนึ่งชั่วโมงแล้วไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลย
หรืออยากเช็กยอด Views ทั้งที่เช็กแล้วกังวลกว่าเดิม
.
แล้วสิ่งที่ทำให้เราอยากกลับไปอีกคือ
“ครั้งต่อไปอาจมีอะไรดีก็ได้นะ”
.
บางคลิปเฉยๆ บางคลิปสนุกมาก
เราไม่รู้ว่ารางวัลจะมาตอนไหน เลยลองอีกครั้งไปเรื่อยๆ
นี่คือการเสริมแรงเป็นครั้งคราว [Intermittent Reinforcement]
.
Dr. Richard เปรียบมันกับ Slot Machine ใน Casino
เพราะความไม่แน่นอนของรางวัล ชวนให้เราเล่นต่อ
.
อีกคลิปเดียว อีกโพสต์เดียว เช็กอีกครั้งเดียว
รู้ตัวอีกที เวลาที่จะเอาไปทำงานหายไปแล้ว 555555
.

🟢

 ลองถามว่า “เรายังสนุกกับสิ่งนี้อยู่ไหม?”

🔴

 เพราะความอยากทำต่อ ไม่ได้แปลว่ามันยังให้ความสุข
————————————————–
[4] Reclaim Our Attention เอาความสนใจกลับมาด้วย 5 วิธีนี้
.
Dr. Richard เปรียบ Attention เหมือนบัญชีธนาคาร
เป็นภาพให้เราเห็นว่า ความสนใจมีข้อจำกัด
เราต้องเลือกว่าจะเอามันไปใช้กับอะไร
.
ถ้าก่อนเริ่มงาน เราเช็กข่าว ตอบแชต ดูยอด
แล้วแวะอ่านว่าเมื่อคืนใครทะเลาะกับใครอีกหน่อย
พอจะทำงาน ในหัวก็มีเรื่องอื่นแทรกเข้ามาเต็มไปหมด
.
การเอา Attention กลับมา
จึงต้องดูด้วยว่าเราเปิดให้สิ่งไหนเรียกเราอยู่ทั้งวัน
.
เขาเสนอไว้ [5] วิธี ลองเอาไปปรับใช้แบบนี้
.
1.[Turn Off Devices] ปิดอุปกรณ์เป็นช่วงๆ
เริ่มจากตอนทำงานสำคัญหรือกินข้าว
ให้มีเวลาที่เราไม่ต้องพร้อมตอบทุกอย่างบ้าง
.
2.[Modify Device Settings] ปรับการตั้งค่า
ปิดแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น
ลดความสว่างหน้าจอให้อยู่ในระดับที่สบายตา
.
3.[Prioritize Good Sleep] ให้ความสำคัญกับการนอน
รักษาเวลานอนและตื่นให้สม่ำเสมอ
ลดกิจกรรมก่อนนอนที่ทำให้ตื่นตัวหรือหัวร้อน
ไม่ต้องไปชนะทุก Comment ก่อนนอนก็ได้ 555555
.
4.[Socialize] ออกไปเจอคนต่อหน้า
นัดกินกาแฟ เดินเล่น หรือคุยกันโดยวางมือถือไว้ก่อน
ให้เราได้อยู่กับบทสนทนาตรงหน้าจริงๆ
.
5.[Take Deliberate Breaks] เว้นช่วงพักอย่างตั้งใจ
ลุกจากคอม มองวิว เดินเงียบๆ
ให้มีช่วงที่ไม่ต้องรับข้อมูลใหม่ตลอดเวลา
.
เราไม่จำเป็นต้องเริ่มทุกข้อพร้อมกัน
เลือกหนึ่งอย่างที่ทำได้ แล้วจัดพื้นที่ให้มันเกิดขึ้นจริง
เช่น ช่วงเขียนงาน วางมือถือไว้อีกห้องไปเลย
.

🟢

 ออกแบบให้สิ่งรบกวนเข้าถึงเราได้ยากขึ้น

🔴

 อย่าฝากทุกอย่างไว้กับการฝืนใจตัวเอง
————————————–
[5] Niksen ยอมให้ชีวิตมีช่วงที่ “ไม่มีอะไรเกิดขึ้น” บ้าง
.
ข้อสุดท้ายที่เบ้นชอบมากคือ [Niksen] พึ่งรู้จักเลย
แนวคิดของชาวดัตช์ที่หมายถึงศิลปะของการไม่ทำอะไร
.
แค่ลุกจากคอม มองต้นไม้ ฟังเสียงนก
หรือมองออกไปนอกหน้าต่างสักไม่กี่นาที
โดยไม่ต้องเปิดอะไรคลอ และไม่ต้องหาความรู้เพิ่ม
.
ฟังดูง่าย แต่ลองดูชีวิตเราจริงๆ
.
รอลิฟต์ → เปิดมือถือ
กินข้าว → เปิดคลิป
เดินทาง → ฟัง Podcast
ก่อนนอน → ดู TikTok
.
เราพยายามทำให้ทุกช่วงเวลาได้อะไรกลับมา
จนแทบไม่มีช่วงไหนที่ปล่อยให้ตัวเองว่างจริงๆ
.
แม้แต่การพัก บางทีก็ยังคิดว่า
“ฟังอะไรดี จะได้มีประโยชน์?”
พักเฉยๆไม่ได้ เดี๋ยวพัฒนาตัวเองไม่ทันคนอื่นอีก 555555
.
Dr. Richard เปรียบช่วงหยุดแบบนี้
เหมือนการสับ Circuit Breaker ตัดวงจรความวุ่นวาย
ให้เราได้ออกมาจากสิ่งที่เรียกร้องความสนใจสักพัก
.
ไม่ต้องทำ Niksen ให้กลายเป็นอีก Skill ที่ต้องเก่ง
แค่ยอมมีช่วงที่เราไม่ต้องดู ไม่ต้องตอบ
และไม่ต้องตามให้ทันอะไรบ้าง
.

🟢

 ความว่างเป็นส่วนหนึ่งของวันที่เราจัดให้ตัวเองได้

🔴

 ไม่ใช่ช่องโหว่ที่ต้องรีบเติมด้วย Content

==============================

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
ลองเอาตรงนี้ไปทำดู Recap อีกรอบ สุดท้ายละนะกันลืม 55555
.
1.ปิดอุปกรณ์เป็นช่วงๆ – ให้เวลากับงานตรงหน้า
2.ปรับ Settings – ลดสิ่งที่คอยเรียกให้เราหันไปมอง
3.ให้ความสำคัญกับการนอน – อย่าเบียดเวลาพักออกไปเรื่อยๆ
4.ออกไปเจอคนจริงๆ – อยู่กับบทสนทนาโดยวางมือถือไว้ก่อน
5.พักแบบไม่มีข้อมูลใหม่ – มองวิว เดินเล่น หรืออยู่เงียบๆบ้าง
.
สิ่งที่เบ้นได้จากคลิปนี้คือ
เรามีข้อมูลให้เสพมากกว่าที่เคย แต่ไม่ได้มีความสนใจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย
.
เราฟัง Podcast ดูคลิปความรู้ เซฟบทความ
แต่ถ้าไม่มีเวลาทบทวนหรือเอาไปลงมือทำ
สิ่งที่รับมาก็อาจยังไม่กลายเป็นความเข้าใจของเรา
.
การเรียนรู้ต้องมีพื้นที่ให้คิดด้วย
ธุรกิจต้องมีพื้นที่ให้ลงมือทำ
ความสัมพันธ์ต้องมีพื้นที่ให้ฟังกัน
.
ทั้งหมดต้องการ Attention จากเรา
.
แต่ถ้าเราแจกมันให้ทุกอย่างที่เด้งขึ้นมาตรงหน้า
เรื่องที่เราเลือกเอง อาจได้เพียงเวลาที่เหลือ
.
เพราะงั้นก่อนหาข้อมูลเพิ่มอีกหนึ่งเรื่อง
ลองถามตัวเองว่า
“ตอนนี้เราต้องรู้อะไรเพิ่ม หรือเราต้องกลับไปทำสิ่งที่รู้แล้ว?”
.
เราไม่จำเป็นต้องรับรู้ทุกเรื่อง
เพื่อจะใช้ชีวิตของตัวเองได้ดี
.
บางทีสิ่งที่สมองเราต้องการวันนี้
อาจเป็นพื้นที่ว่างให้ความคิดของเราเองบ้าง
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • 12 คำถามที่จะเปลี่ยนชีวิตเรา by Ryan Holiday

  • Focus is the new Oil

  • ชีวิตของคุณจะเปลี่ยนไป – บทเรียนจากหนังสือชีวประวัติ ท๊อป จิรายุส


ความเห็น

ใส่ความเห็น