เราทำธุรกิจเพื่อจะได้เป็นอิสระจากมัน เราชนะเพื่อเป็นอิสระไม่ชนะเพื่อไปต่อ

เราทำธุรกิจเพื่อจะได้เป็นอิสระจากมัน เราชนะเพื่อเป็นอิสระไม่ชนะเพื่อไปต่อ

เราทำธุรกิจเพื่อจะได้เป็นอิสระจากมัน
(เราชนะเพื่อเป็นอิสระ ไม่ใช่ชนะเพื่อไปต่อ)
.
แต่เรากำลังอยู่ในยุคที่หมกมุ่นกับคำว่า Scale มากเกินไป

ทุกอย่างต้องใหญ่ขึ้น รายได้ต้องมากขึ้น
ผู้ติดตามต้องเยอะขึ้น ทีมต้องโตขึ้น ธุรกิจต้องขยายขึ้น

จนบางทีเราลืมถามไปว่า
‘แล้วชีวิตที่เราอยากได้ มันต้องใหญ่ขนาดนั้นจริงๆ ไหม?’
.
[0] วันก่อนเบ้นเพิ่งอ่านบทความของ Ryan Holiday เรื่อง
‘What It Takes To Build The Life You Actually Want’
.
Ryan เล่าว่าในปี 2019 เขาตัดสินใจเปิดร้านหนังสือเล็กๆ ในเมืองชนบทของ Texas
.
ตอนนั้นเพื่อนหลายคนกำลังสร้างบริษัท Tech
บางคนลงทุนอสังหาริมทรัพย์ บางคนเทรด Crypto
.
แต่ Ryan เลือกเปิดร้านหนังสือ
ฟังดูเป็นธุรกิจที่ไม่ได้หวือหวา และไม่น่าจะ Scale ได้เร็วเท่าธุรกิจของคนอื่น แต่ร้านมันดันประสบความสำเร็จ (การตลาดโหดมาก)
.
หลังจากนั้น Ryan ก็โดนถามแทบทุกอาทิตย์ว่า
“เมื่อไหร่จะเปิดสาขาที่สอง? เปิดที่ไหนนะ”

มีร้านหนังสือที่กำลังมีปัญหา ติดต่อมาถามว่าเขาสนใจซื้อกิจการไหมด้วย

สิ่งที่ Ryan สังเกตคือ

คนไม่ได้ถามเพราะเขาเคยบอกว่า ความฝันของเขาคือการมีร้านหนังสือทั่วประเทศ แต่คนถามเพราะเราถูกสอนมาให้คิดว่า
.
ถ้ามีหนึ่งแล้วมันสำเร็จ ขั้นต่อไปก็ต้องมีสอง จากสองเป็นสี่ จากสี่เป็นสี่สิบ
เหมือนสิ่งที่ประสบความสำเร็จ จะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อมันใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

Ryran คิดในใจมาตลอด “ใครบอกตูอยากมีร้านหนังสือสิบสาขาฟะ555555 “
.
[1] เรากำลังอยู่ในยุคที่หมกมุ่นกับคำว่า Scale

Nate Silver เรียกสิ่งนี้ว่า The Obsession with Scale
.
แนวคิดแบบ Venture Capital ค่อยๆ ไหลออกมาจากโลกของ Startup
แล้วเข้าไปอยู่ในหัวของคนธรรมดา
.
จนทุกวันนี้เรารู้สึกว่า
.
เพจที่ประสบความสำเร็จต้องมีผู้ติดตามหลักล้าน
ธุรกิจที่ประสบความสำเร็จต้องมีทีมขนาดใหญ่
ร้านที่ประสบความสำเร็จต้องเปิดเพิ่มอีกสิบสาขา

เราถูกสอนให้ถามตลอดว่า “แล้วจะทำให้มันใหญ่ขึ้นได้ยังไง?”
แต่ไม่ค่อยมีใครถามว่า
“ถ้ามันใหญ่ขึ้น ชีวิตเราจะกลายเป็นแบบไหน?”
.
บางครั้งรายได้เราโตขึ้น แต่เวลาของเรากลับน้อยลง
บริษัทเราใหญ่ขึ้น แต่พื้นที่ในชีวิตเราเล็กลง
เรามีทีมเยอะขึ้น แต่กลับควบคุมวันของตัวเองได้น้อยลง
.
ตอนเริ่มต้นเราอยากมีธุรกิจ เพราะอยากมีอิสระ
แต่พอธุรกิจประสบความสำเร็จ เรากลับต้องตื่นมารับใช้มันทุกวัน

อันนี้ไม่ใช่สร้างธุรกิจแล้ว
อันนี้คือสร้างคุกเอง แล้วแต่งตั้งตัวเองเป็นผู้คุมด้วย 555555
.
[2] เรื่องนี้ทำให้เบ้นนึกถึงประโยคหนึ่งของ Naval Ravikant

“The only reason to win the game is to be free of it.”
เหตุผลเดียวที่จะชนะเกมนี้ก็เพื่อเป็นอิสระจากมัน
.
Naval ไม่ได้หมายความว่า เราไม่ต้องหาเงิน ไม่ต้องทำงาน หรือไม่ต้องสร้างธุรกิจ

เรายังต้องเล่นเกมครับ เพราะโลกความจริงมันก็ต้องใช้เงิน
แต่เราต้องไม่ลืมว่า เราเริ่มเล่นเกมนี้ไปเพื่ออะไร

เราไม่ได้หาเงิน เพื่อให้ชีวิตต้องกังวลเรื่องเงินมากกว่าเดิม
เราไม่ได้สร้างธุรกิจ เพื่อให้ชีวิตต้องทำงานตลอดเวลา
เราไม่ได้สร้างชื่อเสียง เพื่อให้ต้องวิ่งตามความสนใจของคนอื่นไปจนตาย
.
เราเล่นเกม เพื่อวันหนึ่งเราจะมีสิทธิ์เลือกว่าอยากเล่นต่อหรือพอ
นี่คือ Freedom จริงๆ
.
Freedom ไม่ใช่การนอนเฉยๆ แล้วไม่ทำอะไรเลย
แต่มันคือการที่เราไม่จำเป็นต้องทำทุกอย่าง (ถ้าเราไม่อยากทำ)
.
ไม่จำเป็นต้องรับลูกค้าทุกคน
ไม่จำเป็นต้องตอบรับทุกโอกาส
ไม่จำเป็นต้องสร้างทุก Product
ไม่จำเป็นต้องขยายทุกอย่างที่สามารถขยายได้

เรายังทำงานได้ แต่เราทำเพราะเราเลือก
ไม่ใช่ทำเพราะเราหนีออกจากสิ่งที่ตัวเองสร้างไม่ได้
.
เราไม่ได้ชนะเกม
เพื่อปลดล็อกเกมด่านใหม่ที่ใหญ่กว่า เหนื่อยกว่า
แล้วก็ออกไม่ได้กว่าเดิมนะ 555555

เราชนะเพื่อเป็นอิสระ ไม่ได้ชนะเพื่อไปต่อ
.
[3] ปัญหาคือ ถ้าเราไม่เคยนิยามคำว่า “พอ” เราจะไม่มีวันชนะเกมนี้

ในหนังสือ ‘The 48 Laws of Power’
มีกฎข้อหนึ่งที่ Ryan ชอบมากคือ
.
“Do Not Go Past The Mark You Aimed For.”

อย่าเลยจุดที่เราตั้งใจจะไปให้ถึง
เบ้นว่าอันนี้เป็นกฎที่สำคัญมากสำหรับคนทำธุรกิจ

เพราะ เราไม่ได้ล้มเหลวเพราะไปไม่ถึงเป้าหมาย
แต่เราล้มเหลวเพราะไปถึงเป้าหมายแล้ว ยังไม่มีวินัยพอที่จะหยุด
.
ตอนเริ่มต้นบอกว่า ถ้ามีรายได้เดือนละ 100,000 บาท ชีวิตคงดีมาก
พอได้แล้วก็อยากได้ 300,000 บาท
พอได้ 300,000 บาทก็รู้สึกว่าถ้าเดือนละล้านน่าจะมั่นคงกว่า
พอได้ล้านหนึ่ง ก็เริ่มเปรียบเทียบกับคนที่ได้สิบล้าน

What is next ความรู้สึกนี้อยู่ไปเรื่อยๆ เส้นชัยถูกเลื่อนออกไปเรื่อยๆ
จนสุดท้ายเราไม่ได้กำลังวิ่งเข้าหาอิสรภาพแล้ว

แต่กำลังวิ่งตามความต้องการ ที่ไม่มีวันพูดกับเราว่า “พอแล้ว”
.
ปรัชญา Stoicism ไม่ได้สอนให้เราไม่มีความทะเยอทะยาน
แต่มันสอนว่า
อย่าปล่อยให้ความทะเยอทะยานกลายเป็นเจ้านายของเรา
.
เงิน ชื่อเสียง และการเติบโตไม่ใช่สิ่งผิด
แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าต้องการมันไปทำไม
ยิ่งได้มากเท่าไร มันก็ยิ่งควบคุมเรามากขึ้นเท่านั้น
.
คนส่วนใหญ่มองว่าวินัย
คือการบังคับตัวเองให้ทำสิ่งที่ยาก

ต้องตื่นเช้า
ต้องทำงานหนัก
ต้องอดทน
ต้องไปต่อ

แต่วินัยอีกแบบที่ยากกว่า คือ

วินัยที่จะไม่รับทุกโอกาส
วินัยที่จะไม่ขยายทุกอย่างที่ขยายได้
วินัยที่จะไม่วิ่งตามเกมของคนอื่น
และวินัยที่จะหยุด เมื่อเราได้สิ่งที่ต้องการแล้ว

บางครั้งความสำเร็จจึงไม่ได้ต้องการแค่วินัยในการไปต่อ
แต่มันต้องการวินัยที่จะรู้ว่า เมื่อไหร่เราไม่จำเป็นต้องไปต่อแล้ว
.
[4] ก่อนออกแบบ Business Model เราจึงควรออกแบบ Life Model ก่อน
.
Ryan บอกว่า เขาชอบคิดถึงสิ่งที่เรียกว่า
[Ideal Ordinary Day]
.
วันธรรมดาในอุดมคติของเรา ควรมีหน้าตาเป็นแบบไหน
.
ไม่ใช่วันหยุดหนึ่งวันที่เราไปนอนริมทะเล แล้วอีก 364 วันใช้ชีวิตแบบที่เราเกลียดนะ

แต่เป็นวันอังคารธรรมดาๆ ที่เราอยากตื่นขึ้นมาใช้ชีวิตจริงๆ
.
เราอยากตื่นกี่โมง
อยากทำงานวันละกี่ชั่วโมง
อยากทำงานกับคนแบบไหน
อยากมีทีมใหญ่แค่ไหน
อยากมีเวลาให้สุขภาพ ครอบครัว และตัวเองเท่าไร
แล้วต้องมีรายได้เท่าไร ชีวิตแบบนั้นถึงจะเกิดขึ้นได้
.
สำหรับบางคน
Ideal Ordinary Day อาจเป็นการบริหารบริษัทใหญ่
เดินทางไปทั่วโลก และเจอคนทั้งวัน
.
แต่สำหรับบางคน อาจเป็นการตื่นมาเขียนหนังสือ
.
รับ Consult เดือนละสามคน
มี Product ที่ยังขายได้ตอนตัวเองพัก
บ่ายไปออกกำลังกาย เย็นกลับมากินข้าวกับครอบครัว
.
ไม่มีแบบไหนดีกว่ากัน

ประเด็นคือ เราต้องรู้ก่อนว่าเรากำลังเล่นเกมอะไรอยู่
ไม่อย่างนั้นเราจะเผลอเอาชีวิตตัวเอง
ไปสร้างความสำเร็จในแบบของคนอื่น

สร้างธุรกิจที่ทุกคนบอกว่าดี
ยกเว้นตัวเราที่ต้องตื่นมาใช้ชีวิตอยู่ในนั้นทุกวัน
==================

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ

มีน้องๆที่น่ารักและหวังดีกับเบ้นหลายคนว่า ‘ทำไมพี่เบ้นไป อัดคลิป ทำ Content พี่เบ้นน่าจะดังกว่านี้ได้เยอะเลยนะครับ’
.
พี่เบ้น ลองเอา Content มา repurpose กลายเป็นคลิปคนดูจะได้ดูเยอะ
เบ้นคิดในใจ ตลอด ‘ตูอยากดังตอนไหน5555 ตูแค่อยากเขียน เพราะฉันอยากฝึกจัดระเบียบความคิด 555555’
.
[I write therefore I think]

ช่วงนี้เบ้นทำ 90 Day OPB bootcamp ได้อ่านการบ้าน เพื่อนๆหลายคน ก็ทำให้เข้าใจ ได้ไล่อ่าน ชีวิตคนอื่นๆก็รู้สึกว่า ตัวเองก็เผลอคิดเรื่อง Scale เยอะเกินไปหน่อย ต้องกลับมา ปรัชญาตัวเองเหมือนเดิมแล้ว (ขอบคุณนักเรียนทุกคนนนน

นอกจากเบ้นจะได้สอนทุกคนแล้ว
ทุกคนก็ช่วยเตือนบางอย่างให้เบ้นเหมือนกัน

กลับมาอยู่กับปรัชญาของตัวเองได้แล้ว อจบ. 555555)
.
เบ้นเองก็ไม่ได้เริ่มทำ One Person Business
เพราะอยากมีงานเยอะกว่าเดิม

ไม่ได้สร้างมันขึ้นมา เพื่อให้สุดท้ายตัวเองกลับไปติดอยู่ในระบบอีกแบบหนึ่ง

แต่สร้างมันขึ้นมา
เพราะอยากมีอิสระในการเลือกงาน
อย่าขยายทุกอย่าง เพียงเพราะเรามีความสามารถพอที่จะขยายมัน

และอย่าชนะเกม
เพียงเพื่อบังคับตัวเองให้เล่นด่านต่อไปตลอดชีวิต
.
วินัยไม่ได้มีแค่การพาตัวเองไปให้ถึงเป้าหมาย

แต่มันรวมถึงวินัย
ที่จะไม่เดินเลยจุดหมายที่เราตั้งเอาไว้ด้วย

เพราะสุดท้ายแล้ว
เราทำธุรกิจเพื่อจะได้เป็นอิสระจากมัน
เราชนะเพื่อเป็นอิสระไม่ใช่ชนะเพื่อไปต่อ

*The reason to win the game is to be free of it.*
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • 7 Skills ที่ผู้นำระดับโลกเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องรู้ (44% ของ Skill เราจะใช้ไม่ได้ในอีก 5ปี)

  • ถ้าปีนี้(2024) คุณไม่รู้จะเพิ่ม Skill ด้านไหนผมขอแนะนำ จิตวิทยา(Psychology)

  • Stolen Focus (เรากำลังถูกขโมยโฟกัสของเราตลอดไป)


ความเห็น

ใส่ความเห็น