วิธีการทำให้คุณเป็นคนที่ถูกชักจูงได้ยากขึ้น
.
ปัญหาของคนยุคนี้อาจไม่ใช่เพราะเรามีข้อมูลน้อยเกินไป
แต่เพราะเรารับข้อมูลมากเกินไป จนแยกไม่ออกแล้วว่า
.
อะไรคือความคิดของเรา อะไรคือสิ่งที่สังคมสอนมา
และอะไรคือสิ่งที่ Algorithm เพิ่งยัดใส่หัวเราเมื่อเช้า
.
ล่าสุดวันที่ 19 Aug 2026 Dan Koe เขียนบทความชื่อ
Give me 20 minutes and I’ll make you impossible to manipulate
(ให้เวลาผม 20 นาที แล้วผมจะทำให้คุณเป็นคนที่ถูกชักจูงได้ยากขึ้น)
.
Dan บอกว่า การพัฒนาความสามารถในการคิด
มีองค์ประกอบหลักอยู่สองเรื่อง
.
(1) หยุดรูปแบบการคิดแบบเดิม
(2) ฝึกให้สมองคิดไปในทิศทางใหม่
.
Dan แบ่งระดับการคิดออกเป็น 3 ระดับ ตั้งแต่ NPC ไปจนถึง Programmer มาเข้าใจเรื่องนี้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
================
[1] Level 1 – The NPC
.
NPC คือคนในเกมที่ทำทุกอย่างตามบทที่ถูกเขียนเอาไว้
เดินไปคุยสิบรอบ มันก็ตอบประโยคเดิมทั้งสิบรอบ 55555
.
จริงๆ แล้วมนุษย์แทบทุกคนเริ่มจากการเป็น NPC
.
เราเกิดมาในครอบครัวหนึ่ง
อยู่ในวัฒนธรรมหนึ่ง และได้รับชุดความเชื่อมาตั้งแต่ยังคิดเองไม่เป็น
.
เรียนให้เก่ง หางานดีๆ เชื่อผู้ใหญ่ อย่าถามเยอะ อย่าแตกต่างเกินไป
ประเทศเราก็อยู่กันแบบนี้ หลับตาข้างนึง (แม้งเอ้ย! อันนี้แมวพิม 55555)
.
เมื่ออยู่ใน Level นี้เราจะมองโลกเป็นสองฝั่ง
ถูกหรือผิด พวกเราหรือพวกมัน คนดีหรือคนเลว
.
และเพราะตัวตนผูกติดอยู่กับกลุ่ม เมื่อมีใครตั้งคำถามกับความเชื่อของกลุ่ม
เราจึงรู้สึกเหมือนตัวเองถูกโจมตี
.
นี่คือเหตุผลที่บางคนยอมทะเลาะกับคนแปลกหน้าสามชั่วโมง
เพื่อนักการเมืองที่ไม่รู้จักชื่อเขาเลย 55555
————————–
[2] Level 2 – The Main Character
.
วันหนึ่งเราจะเริ่มตั้งคำถามว่า
“ทำไมเราต้องใช้ชีวิตตามบทนี้ด้วย?”
.
ทำไมต้องทำงานที่ไม่ได้อยากทำ
ทำไมความสำเร็จต้องมีหน้าตาเหมือนที่สังคมบอก
ทำไมต้องรอให้ใครอนุญาตก่อนถึงจะเริ่มได้
.
นี่คือช่วงที่ NPC เริ่มตื่นขึ้นมา และกลายเป็น Main Character ในชีวิตตัวเอง
.
เราเริ่มตั้งเป้าหมายเอง เลือกคุณค่าของตัวเอง เปลี่ยนอาชีพ
ทำ Side Hustle หรือสร้างธุรกิจขึ้นมา
.
จากคำถามว่า “คนอื่นอยากให้ฉันทำอะไร?”
เปลี่ยนเป็น“ฉันต้องการสร้างชีวิตแบบไหน?”
.
แต่ Level 2 ก็ยังมีหลุมพราง
หลายคนคิดว่าตัวเองเลิกเชื่อ Authority แล้ว
แต่จริงๆ แค่เปลี่ยน Authority ใหม่
.
จากเชื่อพ่อแม่ทุกอย่าง กลายเป็นเชื่อ Influencer ทุกอย่าง
จากใช้ชีวิตตามสังคม กลายเป็นใช้ชีวิตตาม Productivity Guru
.
เราเริ่มเขียนบทของตัวเองแล้ว แต่ยังติดอยู่ในมุมมองเดียว
คือมุมของ “ฉัน”
————–
[3] Level 3 – The Programmer
.
Level 1 มองจากมุมของกลุ่ม
Level 2 มองจากมุมของตัวเอง
.
แต่ Level 3 สามารถมองหลายมุมพร้อมกัน และเลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์
.
เวลาตัดสินใจเรื่องธุรกิจ เขาใช้มุมของนักธุรกิจ
เวลาตรวจสอบข้อเท็จจริง เขาใช้มุมของนักวิทยาศาสตร์
เวลาตามหาความหมาย เขาอาจใช้มุมของปรัชญาหรือจิตวิญญาณ
.
เขาไม่ได้มองว่า Perspective ไหนถูกตลอดเวลา
แต่มองว่าทุก Perspective เป็น “เครื่องมือ”
.
บางปัญหาต้องใช้ข้อมูล
บางปัญหาต้องใช้ประสบการณ์
บางปัญหาต้องใช้สัญชาตญาณ
และบางปัญหาต้องยอมรับว่าเรายังไม่รู้
.
NPC ทำตามบท
Main Character เขียนบทของตัวเอง
แต่ Programmer มองเห็นกระบวนการเขียนบท
และสามารถกลับไปแก้ Operating System ของตัวเองได้
.
คน Level 3 จึงไม่ได้เชื่อทุกอย่าง แต่ก็ไม่ได้ปฏิเสธทุกอย่าง
เขาหยิบส่วนที่มีประโยชน์จากหลายมุม
โดยไม่ปล่อยให้ความคิดหนึ่งเข้ามายึดตัวตนทั้งหมด
—————-
[4] Social Media กำลังทำให้สมองของเรา “อ้วน”
.
Dan ใช้คำว่า Intellectual Obesity หรือภาวะอ้วนทางความคิด
เราเสพข่าว คลิป Quote ดราม่า และข้อมูลวันละหลายร้อยชิ้น
.
แต่กลับสร้างอะไรจากมันไม่ได้เลย
เหมือนกินอาหารทั้งวันแต่ร่างกายไม่ได้สารอาหาร
.
Platform ไม่ได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้เรา
มันเลือกสิ่งที่ทำให้เรา React มากที่สุด
.
เรื่องที่ทำให้โกรธ เรื่องที่ทำให้กลัว เรื่องที่แบ่งฝ่าย เรื่องที่ทำให้อยากเถียง
เพราะยิ่งเรา React เรายิ่งอยู่บน Platform นานขึ้น
สุดท้าย Social Media อาจไม่ได้ทำให้เราฉลาดขึ้น
.
แต่มันทำให้เรามั่นใจมากขึ้น ในความคิดที่คนอื่นเลือกมาให้
.
แต่ Dan ไม่ได้บอกให้เลิกเล่น Social Media เพราะมันยังเป็นเครื่องมือที่ทรงพลังมาก
.
เราเรียนจากคนทั่วโลกได้ สร้างอาชีพได้
สร้าง Audience ได้ และสร้างธุรกิจได้โดยไม่ต้องรอให้ใครอนุญาต
ปัญหาจึงไม่ใช่ Social Media ดีหรือไม่ดี
.
แต่คือเราใช้มันเป็น “เครื่องมือ” หรือปล่อยให้มันใช้เราเป็น “สินค้า”
—————–
[5] วิธีฝึกสมองให้ไม่ถูกจูงง่ายๆ
.
Dan แนะนำให้ฝึก 4 อย่าง วันละอย่างละประมาณ 10 นาที
.
[5.1] Question – ตั้งคำถาม
.
ถามตัวเองว่า
.
ทำไมเราถึงเชื่อเรื่องนี้? ถ้าสิ่งที่เราเชื่อผิดล่ะ?
ใครได้ประโยชน์จากการที่เราเชื่อแบบนี้?
นี่คือสิ่งที่เราต้องการจริงๆ หรือแค่ถูกสอนให้ต้องการ?
.
ความคิดเริ่มตาย เมื่อเราเชื่อว่าตัวเองมีคำตอบสุดท้ายแล้ว
.
[5.2] Curate – คัดเลือกข้อมูล
.
Feed ที่ไม่ได้จัดการ คือ Junk Food ของสมอง
.
Unfollow สิ่งที่ไม่พาเราไปยังตัวตนที่ต้องการ
Mute สิ่งที่รบกวนสมาธิ
และเลือกเองว่าใครได้รับอนุญาตให้เข้ามาอยู่ในหัวเรา
.
[5.3] Read – อ่านเนื้อหา Long-form (เช่นบทความนี้)
.
Short-form ทำให้ Attention กระจาย คิดเป็นระบบไม่ได้
เรากระโดดจากความคิดหนึ่งไปอีกความคิดหนึ่งทุก 30 วินาที
จนสมองไม่มีเวลาย่อยอะไรเลย
.
Long-form บังคับให้เราอยู่กับความคิดหนึ่งนานพอ
จนเห็นเหตุผลและความเชื่อมโยง
.
[5.4] Create – เปลี่ยนข้อมูลให้เป็นผลงาน
.
เราสามารถอ่านหนังสือวันละสิบเล่ม แต่ยังเป็น NPC ได้เหมือนเดิม
บางครั้งมันแค่ทำให้เรากลายเป็น
NPC ที่พูด Quote เก่งขึ้น 55555
.
เราต้องนำสิ่งที่เรียนรู้มาสร้างอะไรบางอย่าง
เขียนบทความ ทำวิดีโอ
ออกแบบสินค้า สร้างธุรกิจ หรือแก้ปัญหาให้ใครสักคน
.
Input ต้องถูกย่อยให้กลายเป็น Output
====================
ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)
#สรุปแบบลงดาบ
.
คนที่ถูกควบคุมง่ายที่สุด ไม่ใช่คนที่มีข้อมูลน้อยที่สุด
แต่อาจเป็นคนที่รับข้อมูลทุกอย่าง
โดยไม่เคยถามว่าใครเป็นคนเลือกมันมาให้
.
NPC ใช้ชีวิตตามบท
Main Character เขียนบทของตัวเอง
Programmer มองเห็นว่า บททั้งหมดสามารถแก้ไขได้
.
เป้าหมายไม่ใช่การฉลาดจนไม่มีใครหลอกเราได้อีก
แต่คือการสร้างระยะห่างระหว่าง “สิ่งที่เราเห็น” กับ “ปฏิกิริยาของเรา”
.
เพื่อให้เรามีเวลาตั้งคำถาม มองอีกด้าน และเลือกการตอบสนองด้วยตัวเอง
Social Media ไม่ใช่ศัตรู AI ก็ไม่ใช่ศัตรู
.
ศัตรูคือการยกสิทธิ์ในการคิด ให้เครื่องมือเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว
หยุดก่อนเชื่อ ถามก่อนโกรธ เลือกก่อนเสพ และสร้างก่อนเลื่อนผ่านไป
.
แล้วตอนนี้คุณคิดว่าตัวเองอยู่ Level ไหน?
.
1 = NPC ที่เพิ่งเริ่มสงสัยในบทเดิม
2 = Main Character ที่กำลังเขียนชีวิตใหม่
3 = Programmer ที่เลือกใช้หลายมุมมองได้
.
คอมเมนต์เลขมาได้เลย พร้อมบอกอีกหนึ่งอย่างว่า
ตอนนี้คุณกำลังพยายาม “Rewrite” โปรแกรมอะไรในชีวิตตัวเอง?
.
ตอบตามจริงนะ อย่าเพิ่งเป็น Programmer กันหมด 55555
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ





ใส่ความเห็น