ทำไมเราถึงไม่รู้วาสอยากทำอะไรกับชีวิต (และวิธีแก้) ทางเลือกที่มากขึ้น ไม่ได้ ทำให้เลือกง่ายขึ้น

ทำไมเราถึงไม่รู้วาสอยากทำอะไรกับชีวิต (และวิธีแก้) ทางเลือกที่มากขึ้น ไม่ได้ ทำให้เลือกง่ายขึ้น

ทำไมเราถึงไม่รู้ว่าอยากทำอะไรกับชีวิต (และวิธีแก้)
คุณไม่รู้ว่าอยากทำอะไรกับชีวิต เพราะกำลังพยายามตอบคำถามที่ยังไม่มีข้อมูลมากพอจะตอบ
.
ช่อง Productive Peterตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า
.
เคยมีใครถามไหมว่า“แล้วจริงๆ อยากทำอะไรกับชีวิต?”
เราหยุดคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนตอบคำกลางๆ อย่าง
.
“ยังค้นหาตัวเองอยู่ครับ” ,“มีคิดไว้หลายอย่าง” ,“ค่อยๆ ดูไปก่อน”
เป็นคำตอบที่ดีพอจะทำให้อีกฝ่ายเลิกถาม
.
แต่พอกลับมานอนคนเดียวตอนกลางคืนคำถามเดิมกลับตามมาอีกครั้ง
ถ้าเราไม่มีวันค้นพบมันล่ะ? แล้วเราก็หยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
.
เห็นเพื่อนสมัยเรียนเปิดบริษัทเห็นคนอายุเท่ากันซื้อบ้าน
เห็นใครบางคนตื่นมาแล้วดูเหมือนรู้ทุกวันว่าตัวเองกำลังเดินไปไหน
.
ส่วนเรายังนอนค้น Google ตอนตีหนึ่งว่า “ชีวิตนี้ควรทำอะไรดี?”
ซึ่งเอาจริงๆ ไม่รู้ว่า Google จะรู้ได้ยังไงขนาดเจ้าของชีวิตยังไม่รู้เลย 555555
.
ปัญหาอาจไม่ใช่เพราะเราไม่มีคำตอบ
แต่อาจเป็นเพราะเรากำลังถามคำถามที่ใหญ่เกินไปว่า
“ฉันควรทำอะไรกับชีวิตทั้งชีวิต?”
.
มันเหมือนมีคนให้เรารีวิวภาพยนตร์ทั้งที่หนังยังฉายไปไม่ถึงครึ่งเรื่อง
แน่นอนว่าเราตอบไม่ได้เพราะฉากที่จำเป็นต่อคำตอบยังไม่เกิดขึ้น
.
คำถามที่ดีกว่าจึงไม่ใช่ “ชีวิตนี้ฉันควรทำอะไร?”
แต่คือ“สัปดาห์นี้มีอะไรหนึ่งอย่างที่ฉันสนใจพอจะลองทำดู?”
มาเข้าใจวิธีคิดนี้กันทุกคนน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
===========
[1] เราไม่ได้ค้นพบ Passion แต่เราสร้างมันขึ้นมา
.
คนจำนวนมากเชื่อว่า Somewhere out there
จะมีสิ่งหนึ่งเกิดมาเพื่อเราโดยเฉพาะ
.
งานที่ใช่ ธุรกิจที่ใช่ เส้นทางที่ใช่ ภารกิจที่เกิดมาเพื่อทำ
.
และถ้าเรารอนานพอ วันหนึ่งเมฆจะแยกออก
เสียงดนตรีจะดังขึ้น แล้วเราจะพูดว่า นี่แหละ สิ่งที่ตามหามาทั้งชีวิต”
มันเป็นเรื่องที่สวย และเท่มากๆ
.
แต่ชีวิตจริงมักไม่ได้ทำงานแบบนั้น
.
Passion ไม่ได้ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้
รอให้เราเดินไปค้นพบในสภาพที่สมบูรณ์แล้ว
.
ส่วนใหญ่มันเริ่มจากการที่เราลองทำอะไรบางอย่าง
เริ่มเข้าใจมัน เริ่มทำได้ดีขึ้น เริ่มเห็นว่ามันมีความหมายกับเรา

แล้วความชอบจึงค่อยๆ เติบโตตามมา
การรอให้มี Passion ก่อนค่อยเริ่ม จึงเหมือนยืนอยู่หน้าเตาผิงเย็นๆ แล้วพูดว่า “ให้ความร้อนฉันก่อน เดี๋ยวฉันค่อยใส่ฟืน”
.
ไฟไม่ได้ทำงานแบบนั้นมนุษย์ก็เหมือนกัน
เราต้องใส่ฟืนก่อน ต้องเริ่มทำก่อน ความชัดเจนจึงค่อยตามมา
————
[2] บางครั้งเราไม่ได้ไม่รู้ แค่ไม่กล้ายอมรับว่าตัวเองต้องการอะไร

เพราะทันทีที่เราพูดว่า “ฉันอยากได้สิ่งนี้”
ความต้องการนั้นจะกลายเป็นของจริงทันที
.
และเมื่อมันเป็นของจริง เราก็มีโอกาสทำไม่สำเร็จ
มีโอกาสถูกปฏิเสธ มีโอกาสถูกหัวเราะ มีโอกาสถูกตัดสินว่าไม่เก่งอย่างที่คิด
.
คำว่า “ยังไม่รู้” จึงกลายเป็นพื้นที่ปลอดภัย
.
มันช่วยให้เราเก็บทุกทางเลือกไว้โดยไม่ต้องเสี่ยงเดินเข้าไปในสักทาง
เราไม่ต้องแพ้เพราะเรายังไม่ได้ลงสนาม
.
แต่ราคาที่ต้องจ่ายคือเราก็ไม่มีวันรู้เหมือนกันว่าตัวเองชนะได้หรือเปล่า
การเปิดทุกประตูทิ้งไว้ไม่ได้แปลว่าเรามีอิสระเสมอไป
.
บางครั้งมันแปลว่า เรายังยืนแข็งอยู่ตรงโถงทางเดิน
เพราะไม่กล้าเลือกเข้าประตูไหนเลย
———-
[3] ทางเลือกที่มากขึ้น ไม่ได้ทำให้เลือกง่ายขึ้น
.
เมื่อร้อยปีก่อน ชีวิตของคนคนหนึ่งอาจมีทางเลือกไม่กี่ทาง
.
ทำอาชีพตามครอบครัว ทำงานในเมือง
แต่งงาน มีลูก เลี้ยงวัวสักตัว
.
แต่ทุกวันนี้เราเปิดโทรศัพท์หนึ่งเครื่อง แล้วเห็นชีวิตที่เป็นไปได้เป็นร้อยแบบ
เป็นเจ้าของธุรกิจ
เป็น Creator
เป็นพนักงานบริษัทระดับโลก
เป็น One Person Business
เป็นนักลงทุน เป็นศิลปิน
.
หรือออกจากงานไปเปิดร้านกาแฟริมทะเล ทุกทางเลือกกระซิบกับเราว่า
“ถ้าเลือกฉัน ชีวิตอาจดีกว่านี้นะ”
.
สุดท้ายเราไม่ได้มีความชัดเจนมากขึ้น แต่กลัวว่าจะเลือกผิดมากขึ้น
.
เราจึงอ่านหนังสือเพิ่ม ทำแบบทดสอบบุคลิกภาพเพิ่ม
ดูคลิปค้นหาตัวเองเพิ่ม เขียน Journal เพิ่มอีกสามเล่ม
.
ทั้งหมดนี้ดูเหมือนเรากำลังหาคำตอบ
แต่บางครั้งมันเป็นเพียง การเลื่อนเวลาตัดสินใจออกไปอย่างดูมีสาระ
.
เพราะความแน่นอนไม่ได้เกิดขึ้นก่อนลงมือทำ
มันเกิดขึ้นหลังจากเรามีประสบการณ์มากพอแล้ว

——————-
[4] อย่าตัดสินใจเรื่องทั้งชีวิต ให้ทำ Life Experiment
.
Søren Kierkegaard นักปรัชญาชาวเดนมาร์ก เคยเขียนไว้ว่า
“Life can only be understood backwards;
but it must be lived forwards.”
.
เราจะเข้าใจชีวิตได้เมื่อมองย้อนกลับไปแต่เราต้องใช้ชีวิตด้วยการเดินไปข้างหน้า
.
เราไม่มีทางมองเห็นตั้งแต่วันนี้ว่า งานที่ลองทำจะพาเราไปพบใคร
ทักษะที่กำลังฝึกจะต่อยอดเป็นอะไร หรือโปรเจกต์เล็กๆ จะเปลี่ยนชีวิตเราแค่ไหน
.
เพราะฉะนั้น แทนที่จะพยายามวางแผนชีวิต 30 ปี
ลองเปลี่ยนมันเป็นการทดลองสั้นๆ

โดยใช้กฎ 4 ข้อนี้
1). ลดเดิมพันให้เล็กที่สุด
เราไม่ได้กำลังเลือกอาชีพตลอดชีวิตแค่กำลังทดลองสองสัปดาห์
ไม่ต้องประกาศว่าจะเป็นนักเขียน แค่เขียนบทความให้จบหนึ่งชิ้น
.
ทดลองให้เล็กพอจนความล้มเหลวแทบไม่มีราคา

2) เลือกจากความสงสัย ไม่ใช่ภาพลักษณ์
อย่าเลือกเพียงเพราะมันดูดีเวลาพูดบนโต๊ะอาหาร
ลองสังเกตสิ่งที่ดึงความสนใจเราอยู่เงียบๆ แม้ยังอธิบายเหตุผลไม่ได้ก็ตาม
.
ความสนใจเล็กๆ อาจยังไม่ใช่คำตอบ แต่มันคือเบาะแสที่ควรตามไปดู

3) วัดพลังงาน ไม่ใช่แค่ผลงาน
หลังทดลอง อย่าถามเพียงว่า “ฉันทำได้ดีหรือเปล่า?”
ให้ถามด้วยว่า “ทำสิ่งนี้แล้วฉันมีพลังเพิ่มขึ้น หรือหมดแรงลง?”
.
เราอาจเก่งมากในงานที่ค่อยๆ ดูดชีวิตออกจากเรา และอาจยังทำได้ไม่ดีในสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกมีชีวิต
ความไม่เก่งแก้ได้ด้วยการฝึก แต่ถ้าทำเก่งขึ้นเรื่อยๆ แล้วเกลียดชีวิตขึ้นเรื่อยๆ อันนั้นอาจไม่ใช่เส้นทางที่ควรอยู่ต่อ

4). เก็บคำว่า “ไม่” เอาไว้ด้วย
การทดลองที่เราไม่ชอบไม่ได้แปลว่าเสียเวลา
มันช่วยตัดหนึ่งทางเลือกออกจากชีวิต และทำให้พื้นที่การตัดสินใจแคบลง
.
คำตอบว่า “ไม่ใช่” ที่ได้จากประสบการณ์จริง มีค่ากว่าคำว่า “อาจจะใช่” ที่คิดอยู่ในหัวเป็นปี
.
ถ้าลองสิบอย่างแล้วไม่ชอบเก้าอย่าง
อย่างน้อยเราก็รู้มากกว่าคนที่ยังนั่งคิดทั้งสิบอย่าง แต่ไม่เคยลองสักอย่างเดียว
==========

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
ถ้าวันนี้ยังไม่รู้ว่าอยากทำอะไรกับชีวิต
มันไม่ได้แปลว่าเราขี้เกียจ ตามหลัง หรือมีอะไรผิดปกติ

เราอาจแค่กำลังยืนอยู่กับที่ รอความแน่นอนที่เกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเริ่มเคลื่อนไหว
‘Direction ไม่ได้เกิดจากการคิดจนเจอแต่มันเกิดจากการลองจนเห็น’
.
เราไม่จำเป็นต้องเห็นบันไดทั้งชั้นแค่เห็นขั้นต่อไปก็พอ
สัปดาห์นี้ไม่ต้องค้นหาคำตอบของทั้งชีวิต
.
เลือกสิ่งที่สงสัยมาหนึ่งอย่าง
เปลี่ยนมันเป็นการทดลองเล็กๆ ทำจริง
แล้วสังเกตว่ามันเติมพลังหรือดึงพลังออกจากเรา
.
เพราะเราไม่ได้เกิดมาพร้อมกับคำตอบว่าต้องทำอะไรกับชีวิต
เราเกิดมาเพื่อค่อยๆ ออกไปหาคำตอบนั้นด้วยการใช้ชีวิตจริง
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • สิ่งเดียวที่คุณควรโฟกัสคือ “สร้างทางเดินของตัวเอง”

  • วัฒนธรรมไม่ใช่สิ่งที่คุณบอกให้คนทำ แต่มันคือสิ่งที่เขาเลือกจะทำแม้ไม่มีคนสั่ง

  • AI Value Creators ยุคสมัยใหม่ได้มาถึงแล้ว


ความเห็น

ใส่ความเห็น