ทำไมการสร้าง Persona Brand เป็นไอเดียธุรกิจที่แย่ที่สุด สำหรับคนที่อยากมีอิสระ

ทำไมการสร้าง Persona Brand เป็นไอเดียธุรกิจที่แย่ที่สุด สำหรับคนที่อยากมีอิสระ

Personal Brand อาจเป็นธุรกิจที่แย่ที่สุด สำหรับคนที่อยากมีอิสระ
.
ช่วงนี้เบ้นคุยกับคนที่ทำ Media อยู่ในสื่อนานๆระดับประเทศ เกิน 5 ปี+ ที่มีคนตามหลักล้าน หลายคน พวกเขาชอบบ่นเรื่องเดียวกันคือ
‘เบื่อเหมือนกันนะ ต้องทำแบบนี้วนไปเรื่อยๆ ติดอยู่ในลูป’
.
เช้านี้เบ้นไปเจอคลิป ของ ‘Ed Lawrence'[Ed เป็น YouTube Strategist และผู้ก่อตั้ง [Film Booth]
เขาออกมาพูดเรื่องว่า ‘Personal Brand เป็นไอเดียที่ไม่ได้ดีมากขนาดนั้น’
.
พี่ Ed แกเขาไม่ได้เป็นคนต่อต้าน Personal Brand
.
ตรงกันข้าม Ed สร้างธุรกิจมูลค่าหลายล้านดอลลาร์จาก Personal Brand ของตัวเอง และช่วยคนอีกหลายร้อยคนสร้างธุรกิจด้วยวิธีเดียวกัน
.
แต่หลังจากอยู่ในวงการนี้มาประมาณ 5–6 ปี เขากลับตั้งคำถามที่น่าสนใจมากว่า
.
Ed แกถามว่าทำไมคนอย่างพวก Steven Bartlett และ Alex Hormozi ประสบความสำเร็จในระดับที่แทบไม่ต้องพิสูจน์ตัวเองแล้ว
.
แต่ทำไมพวกเขายังต้องใช้เวลามหาศาล วางแผน ถ่าย และผลิตคอนเทนต์หลายพันชิ้นทุกเดือน? (เฉลี่ยลง 480 Contents/Week โครตเยอะ5555)
.
คำถามที่ Ed ถามคือ
‘งั้นถ้าคนที่ประสบความสำเร็จแล้ว ยังหยุดทำคอนเทนต์ไม่ได้ ‘
.
Personal Brand คือเครื่องมือสร้างอิสรภาพ หรือเป็นเพียงกรงทองรูปแบบใหม่?
.
หลายปีที่ผ่านมา เราถูกสอนว่า Personal Brand คือหนึ่งในธุรกิจที่มี Leverage สูงที่สุด
.
ใช้ชื่อของเรา ใช้ความรู้ของเรา
สร้างคอนเทนต์ให้คนติดตาม แล้วเปลี่ยนความน่าเชื่อถือเป็นรายได้
.
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริง แต่ Ed บอกว่ามันเป็นความจริงเพียงครึ่งเดียว
เพราะถ้าสร้างผิดวิธี เราอาจไม่ได้สร้างทรัพย์สินที่ทำงานแทนเรา
.
เราอาจแค่สร้างงานประจำขึ้นมาอีกหนึ่งงาน ที่ไม่มีวันลา ไม่มีวันหยุด และไม่มีใครทำแทนได้ มาเข้าใจเรื่องนี้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป

========
[1] เมื่อคุณสร้าง Personal Brand ตัวคุณจะกลายเป็นฝ่ายการตลาด
.
ภาพที่หลายคนจินตนาการไว้คือ
.
ยิ่งผู้ติดตามเพิ่ม รายได้ยิ่งสูง เวลาทำงานยิ่งลดลง
สุดท้ายเราจะมีธุรกิจที่ทำเงินได้ โดยใช้เวลาทำงานเพียงไม่กี่ชั่วโมงต่อสัปดาห์
.
แต่จากประสบการณ์ของ Ed และ Personal Brand หลายเจ้าที่เขาเคยร่วมงานด้วย รายได้เพิ่มขึ้นจริง ขณะที่เวลาทำงานแทบไม่ลดลงเลย
.
เพราะสิ่งที่ทำให้ Personal Brand ทรงพลัง
คือสิ่งเดียวกับที่ทำให้มันอันตราย ‘ตัวคุณคือการตลาดของธุรกิจ’
.
ลูกค้ารู้จักธุรกิจผ่านหน้าของคุณ เชื่อธุรกิจผ่านความคิดของคุณ
และตัดสินใจซื้อ เพราะความสัมพันธ์ที่มีกับคุณ
.
หมายความว่าเมื่อคุณหายไปนานเกินไป Attention ใหม่ก็เริ่มลดลง ยอดขายจะ Drop เลยและธุรกิจทั้งระบบอาจโตช้าตามไปด้วย
.
ธุรกิจแบบดั้งเดิมสามารถฝึกคนอื่นให้ขายแทน บริหารแทน และให้บริการแทนได้ แต่ไม่มีใครเป็น “ตัวคุณ” แทนคุณได้ทั้งหมด
.
Personal Brand อาจอาจะหาเงินได้เยอะมากๆ
แต่ไม่ได้แปลว่าจะมันจะสร้างอิสรภาพให้เจ้าของเสมอไป
—————-
[2] คนส่วนใหญ่ไม่ได้ล้มเหลวเพราะทำคอนเทนต์ไม่เก่ง
พวกเขาล้มเหลวเพราะเผลอสร้างงานประจำเพิ่มอีกหนึ่งงาน
.
ลองคิดดูว่า การทำคอนเทนต์หนึ่งแพลตฟอร์มต้องทำอะไรบ้าง
.
หาไอเดีย เขียน Hook เรียบเรียงเนื้อหา ถ่ายวิดีโอ ตัดต่อ ออกแบบภาพ ตอบคอมเมนต์ อ่าน Analytics ศึกษา Algorithm และติดตามว่าอะไรเริ่มได้ผลหรือไม่ได้ผล (เหนื่อยแล้ว555555)
.
นี่ยังไม่รวมการทำให้ครบทั้ง Facebook, YouTube, TikTok, Instagram, X และ Email
.
สิ่งที่เริ่มต้นจากคำว่า “แค่โพสต์คอนเทนต์ออนไลน์”
สุดท้ายมันจะกลายเป็น Media Company เต็มรูปแบบ
———-
[3] Attention เป็นทรัพย์สินที่เสื่อมราคาเร็วมาก
.
ปัญหาต่อมาคือ ต่อให้เราสร้าง Personal Brand จนดังได้แล้ว วันหนึ่ง Reach ก็จะลดลง
.
ไม่ใช่เพราะเราเก่งน้อยลงเสมอไป
แต่เพราะมนุษย์เคยชินกับสิ่งต่างๆ ได้เร็วมาก
.
คอนเทนต์ที่เคยสดใหม่ พอคนเห็นบ่อยๆเข้าก็เริ่มกลายเป็นเรื่องธรรมดา
Format ที่เคยทำให้เราแตกต่าง ไม่นานก็จะถูกคนอื่นลอกจนเต็มตลาด
(คุ้นๆเหมือนเพจแถวนี้เลย 5555555555)
.
และเมื่อสิ่งใหม่กว่าเดินเข้ามา Attention ก็พร้อมจะย้ายตามไปทันที
นี่คือเหตุผลที่ Creator จำนวนมากต้องเปลี่ยน Format เปลี่ยนมุมคิด และสร้างตัวเองใหม่อยู่ตลอดเวลา
.
เพราะธุรกิจของพวกเขากำลังวางอยู่บนทรัพยากรที่ไม่มั่นคงที่สุดอย่างหนึ่ง
‘ความสนใจของมนุษย์’
.
Attention จึงเหมือนที่ดินเช่า
วันนี้เราอาจครอบครองมัน แต่ไม่มีหลักประกันว่า พรุ่งนี้มันจะยังเป็นของเรา
—————
[4] ต้นทุนที่แพงที่สุดคือ เราอาจไม่ได้ใช้ชีวิต แต่กำลังเก็บวัตถุดิบมาทำคอนเทนต์
.
Ed เล่าว่า ตอนเขาไปเที่ยวมัลดีฟส์และเดินเข้าไปใน Villa ที่สวยมาก

ความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวกลับไม่ใช่ “ที่นี่สวยจัง”
แต่เป็น “ตรงนี้น่าจะเป็น Background ถ่ายวิดีโอที่ดีมาก”
.
เวลาไปงาน เขาจะคิดว่านี่น่าจะเป็น Vlog ที่น่าสนใจ
เวลาคุยกับใครแล้วได้ยินประโยคดีๆ ในหัวก็จะเริ่มคิดว่า เอาไปเขียนเป็น Tweet ได้
.
มันสามารถตามเราไปถึงโต๊ะอาหาร วันหยุด ความสัมพันธ์ และก่อนนอน
.
ทุกอย่างกลายเป็นคอนเทนต์ได้ จนบางครั้งเราอาจลืมไปว่า
‘บางช่วงเวลามีไว้ให้ใช้ชีวิต ไม่ได้มีไว้ให้โพสต์’
—————-
[5] ที่อันตรายกว่านั้นคือ Personal Brand อาจเริ่มทำร้ายธุรกิจจริง
.
Ed เล่าถึงเจ้าของธุรกิจคนหนึ่งที่ทำรายได้หลายแสนดอลลาร์ต่อเดือน โดยแทบไม่มี Personal Brand
.
แต่เมื่อเห็นคนพูดว่า
“ทุกธุรกิจต้องมี Personal Brand”
“ถ้าไม่เริ่มตอนนี้ คุณกำลังจะสายเกินไป”
.
เขาจึงแบ่งเวลาประมาณสามวันต่อสัปดาห์มานั่งคิด Hook วางแผนคอนเทนต์ ถ่ายวิดีโอ และดู Analytics
.
ปรากฎว่า ยิ่งให้ Attention กับ Personal Brand มากเท่าไร ธุรกิจเดิมดันยิ่งแย่ลงไปเรื่อยๆ เพราะเขาเอาเวลาที่ควรใช้พัฒนาธุรกิจ ไปใช้กับการพยายามเป็นที่รู้จัก
.
ทั้งที่สินค้าอาจยังไม่ดี ประสบการณ์ลูกค้ายังมีปัญหา
ต้นทุนยังสูง และระบบหลังบ้านยังไม่พร้อม
————–
แล้วแปลว่า Ed แนะนำว่าเราไม่ควรสร้าง Personal Brand หรือเปล่า?
คำตอบคือไม่ใช่
.
Ed ยังมองว่า Personal Brand คือหนึ่งในโมเดลที่ทรงพลังที่สุด สำหรับคนบางประเภท
.
เพราะแทบไม่มีธุรกิจแบบไหนที่ทำให้คนคนเดียว สามารถสร้างอิทธิพล ความน่าเชื่อถือ และ Leverage ในอุตสาหกรรมหนึ่งได้เร็วขนาดนี้

แต่เราต้องสร้างมันให้ถูกเป้าหมาย เป้าหมายของ Personal Brand ไม่ควรเป็นการทำให้ตัวเอง Viral ไปตลอดชีวิต

เพราะไม่มีใครครอบครอง Attention ได้ตลอดไป

เป้าหมายที่แท้จริงคือ เปลี่ยน Attention ให้กลายเป็น Trust และเปลี่ยน Trust ให้กลายเป็นทรัพย์สิน**

Attention ทำให้คนเห็นเรา Trust ทำให้คนเลือกเรา
Attention อาจหายไปภายในไม่กี่สัปดาห์
แต่ Trust สามารถสะสมผลตอบแทนไปได้อีกหลายปี
.
เราอาจไม่ได้อ่าน Tim Ferriss หรือ Simon Sinek มานานแล้ว
แต่ถ้าวันหนึ่งพวกเขาออกหนังสือ เปิดงาน หรือสร้างสินค้าใหม่ คนจำนวนมากก็ยังพร้อมกลับไปหา
.
ไม่ใช่เพราะพวกเขายัง Viral ทุกวัน
แต่เพราะชื่อของพวกเขากลายเป็นตัวแทนของความคิดบางอย่างไปแล้ว

Ed บอกว่า Personal Brand จะพังเมื่อ Reach ลดลง ก็ต่อเมื่อสิ่งเดียวที่เราสร้างเอาไว้คือ Attention

แต่ถ้าเราเปลี่ยน Attention ให้กลายเป็น Trust ได้

ต่อให้ยอดวิวลดลง รายได้และโอกาสก็อาจเพิ่มขึ้นได้

เพราะ ‘Trust compounds far longer than Attention’
ความไว้วางใจสะสมผลตอบแทนได้นานกว่าความสนใจเสมอ
——————–
[6] ถ้า Ed ต้องเริ่มสร้าง Personal Brand ใหม่จากศูนย์ทำ 7 อย่างนี้

1. อย่าเริ่มจาก Lifestyle Business -ให้มองว่ากำลังสร้าง Media Company และออกแบบ System ตั้งแต่วันแรก เพื่อไม่ให้ทุกอย่างต้องจบที่ตัวเรา
.
2. เลือกแค่หนึ่งแพลตฟอร์ม – โฟกัสแค่ Platform เดียวก่อน
3. สร้าง Trust มากกว่าไล่ตาม Virality – ยอดวิวทำให้คนเห็น แต่ความน่าเชื่อถือต่างหากที่ทำให้คนเลือกเรา
.
4. สร้างProductดีๆ ให้ได้หนึ่งอย่าง
5 ทำ Quality Content ที่ดี เพื่อดึงดูดให้คนมาซื้อของเรา
6. จ้างคน หรือ Agent ช่วยงาน
7. ขยายไป platform อื่นๆ
.
เพราะ One Person Business ไม่ได้แปลว่า ‘One Person Doing Everything’ แต่คือคนหนึ่งคนที่ออกแบบระบบ ให้ธุรกิจเติบโตได้โดยไม่ต้องทำทุกอย่างคนเดียว
===============


#สรุปแบบลงดาบ
.
คำเตือนของ Ed Lawrence ไม่ได้บอกว่า Personal Brand เป็นเรื่องแย่
แต่มันกำลังเตือนว่า Personal Brand จะกลายเป็นธุรกิจที่แย่มาก ถ้าเราสร้างมันด้วยเป้าหมายที่ผิด
.
ถ้าเราสร้างเพื่อไล่ตามยอดวิว เราจะต้องวิ่งตาม Attention ไปตลอดชีวิต
.
แต่ถ้าเราใช้ Attention เพื่อสร้าง Trust
ใช้ Trust เพื่อสร้างสินค้า และใช้สินค้าเพื่อสร้างระบบ
.
Personal Brand จะกลายเป็นสะพานที่พาเราไปสู่โอกาส ธุรกิจ และทรัพย์สินที่ใหญ่กว่าตัวเรา
.
อย่าสร้างธุรกิจที่หยุดโตทันทีเมื่อเราหยุดโพสต์
อย่าสร้างชื่อเสียงที่ต้องให้อาหารมันทุกวัน ไม่อย่างนั้นมันจะหันกลับมากินเวลาชีวิตของเราเอง
.
เพราะ Personal Brand ที่ดีที่สุด
.
ไม่ใช่แบรนด์ที่บังคับให้เราต้องดังตลอดไป
แต่คือแบรนด์ที่ยังเปิดประตูให้เรา แม้วันที่เราไม่ได้อยู่บนหน้าฟีดแล้ว
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • เราทำธุรกิจเพื่อจะได้เป็นอิสระจากมัน เราชนะเพื่อเป็นอิสระไม่ชนะเพื่อไปต่อ

  • ปีนี้ยังไม่ดีเท่าที่หวังยังเหลืออีก 120 วัน ให้เราเปลี่ยนมันให้เป็นปีที่น่าจดจำ

  • เราไม่จำเป็นต้องมีผู้ติดตาม 50,000 คน ในการเริ่มเป็น One Person Business


ความเห็น

ใส่ความเห็น