ใช้เวลาแค่ 30 นาที/เดือน สร้าง 30 คอนเทนต์ ระบบที่เขาใช้มาตลอด 48,000 โพสต์

ใช้เวลาแค่ 30 นาที/เดือน สร้าง 30 คอนเทนต์ ระบบที่เขาใช้มาตลอด 48,000 โพสต์

ระบบที่ใช้เวลาแค่ 30 นาที/เดือน แต่สร้างคอนเทนต์ได้ 30 คอนเทนต์
ใครที่เป็น Content Creator แล้วคิดไอเดียไม่ออกมาลองดูระบบนี้
(วิธีคิดคอนเทนต์ของคนที่ทำมาแล้วกว่า 48,000 Posts)
.
เบ้นพึ่งมาสังเกตุตัวเองว่ามีจิตวิทยาแบบ obsessed
อย่างเมื่อ 2 เดือนก่อน เบ้นสนใจ Naval Ravikant
ก็ศึกษาและแกะวิธีคิดของเขาทั้งวัน
.
แกะไปแกะมา ตอนนี้น่าจะดูคลิปของเขาใน YouTube ไปแล้วเกิน 80% 555555

และช่วงนี้ผมก็กำลังศึกษา Matt Gray เพราะ Story เขาคล้ายๆกับเบ้นคือ
ทำงานหนักจนชีวิตพัง เลยหนีมาสร้างระบบ ให้ทำธุรกิจแบบได้ใช้ชีวิต
Matt เขาสร้าง Founder Os ส่วนเบ้นมาสร้าง One Person Business system
.
ซึ่งพวกเราสองคนก็ต้องใช้สิ่งที่ต้องมีเหมือนกันคือ Media & Content (Attention & Traffic)
.
คนส่วนใหญ่สร้างคอนเทนต์ด้วยคำถามว่า “วันนี้จะโพสต์อะไรดี?”
คำถามนี้ทำให้เราต้องเริ่มต้นจากหน้ากระดาษเปล่าทุกวัน
.
คิดใหม่ เขียนใหม่ ถ่ายใหม่
พอทำไปสักพักก็เริ่มเหนื่อย และรู้สึกว่าไอเดียกำลังหมด
.
แต่ Matt Gray ผู้สร้างคอนเทนต์มาแล้วกว่า 48,000 ชิ้น ตลอดระยะเวลา 18 ปี ไม่ได้พยายามคิด 30 ไอเดีย เพื่อสร้างคอนเทนต์ 30 ชิ้น
.
เขาคิดเพียงหนึ่งไอเดียหลัก แล้วใช้ระบบที่เรียกว่า Content Waterfall แตกไอเดียนั้นออกมาเป็นคอนเทนต์มากกว่า 30 ชิ้น
มา เข้าใจระบบ คิด Content ของ Matt กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
===============
[1] อย่าเริ่มจากการคิดโพสต์ ให้เริ่มจากการคิด “Pillar”
.
Pillar Content คือคอนเทนต์ชิ้นหลักที่มีเนื้อหามากพอให้เราแตกออกไปได้

อาจเป็นบทความยาว Newsletter Podcast คลิป YouTube หรือ Voice Memo
.
ในระบบล่าสุดของ Matt เขาจะออกไปเดินเล่นในเส้นทางเดิมๆ ช่วงเวลาเดิมตลอด พร้อมกับคำถามปลายเปิดประมาณ 5–10 ข้อ
.
เช่น
-ช่วงนี้เขาเปลี่ยนความคิดเรื่องอะไร
-มีบทเรียนอะไรที่เพิ่งได้จากการทำธุรกิจ
-มีเรื่องไหนที่คนส่วนใหญ่เข้าใจผิด
-ลูกค้าหรือคนใน Community กำลังถามอะไรบ่อย
-หรือมีประสบการณ์อะไรที่ยังไม่เคยเล่า
.
จากนั้นเขาจะเปิด Voice Memo แล้วพูดตอบคำถามออกมาตรงๆ
ไม่ต้องเขียนบท ไม่ต้องเรียบเรียง
ไม่ต้องพยายามพูดให้เหมือน Creator คนอื่น
..
เพราะหน้าที่ของขั้นตอนนี้ไม่ใช่การสร้างโพสต์ที่สมบูรณ์

แต่คือการดึง Story, Experience และ Point of View
ที่มีอยู่ในหัวของ Founder ออกมาก่อน ใช้เวลาเดินเล่นนี้ประมาณ 30 นาที
—————–
[2] หนึ่งไอเดีย ไม่ได้มีแค่หนึ่งโพสต์
.
สมมติ Matt พูดเรื่อง “Founder ไม่ควรเป็นคนทำทุกอย่างในบริษัท”
.
ไอเดียเดียวนี้สามารถถูกแตกออกมาได้หลายมุม
1.[ทำไม Founder ถึงกลายเป็นคอขวดของบริษัท]
2.[3 สัญญาณว่าธุรกิจกำลังพึ่งเจ้าของมากเกินไป]
3.[เรื่องที่ควรทำเอง กับเรื่องที่ควรสร้างระบบ]
4.[บทเรียนจากครั้งที่เคยมอบหมายจ่ายงานผิด]
5.[Framework สำหรับค่อยๆ ถอนตัวออกจากงานประจำวัน]
6.[คำถามที่ใช้ตรวจสอบว่าเราควร Delegate งานนี้หรือไม่]
.
จากหนึ่งแก่นความคิด
.
เราสามารถเปลี่ยนเป็นบทความยาว
โพสต์สั้น Carousel, Thread, Newsletter
คลิปสั้น หรือ Script สำหรับ คลิป ได้
.
นี่คือสิ่งที่ Matt เรียกว่า Content Waterfall
เริ่มจากคอนเทนต์ชิ้นใหญ่หนึ่งชิ้น แล้วปล่อยให้ไอเดียไหลลงไปอยู่ใน Format ต่างๆ
.
เราไม่ได้ Copy & Paste เนื้อหาเดิมไปทุกช่องทาง

แต่กำลังหยิบ “แก่นเดียวกัน” มาเล่าด้วยมุม ความยาว และบริบทที่เหมาะกับแต่ละ Platform
———–
[3] ใช้ AI เปลี่ยนรูปแบบ แต่อย่าให้ AI เปลี่ยนเสียงของเรา
.
Matt แบ่งงานออกเป็นสองแบบ
[Format Conversion] กับ [Voice Conversion]
.
Format Conversion คือการเอาความคิดของเรา
ไปย่อเป็นโพสต์สั้น
ขยายเป็น Newsletter
แปลงเป็น Carousel
หรือเรียบเรียงเป็น Video Script
.
งานแบบนี้ AI และทีมช่วยทำได้ดีมาก
แต่ Voice Conversion คือการพยายามเปลี่ยนเรา

ให้เขียนเหมือนกูรู Newsletter
พูดเหมือนคนดังบน YouTube
หรือใช้ศัพท์เหมือน Thought Leader บน LinkedIn
.
สุดท้าย Content อาจดูดีขึ้น แต่จะไม่มีใครจำได้ว่าเป็นเสียงของเรา
.
ระบบของ Matt จึงเริ่มจากเสียงจริง ประสบการณ์จริง
และความคิดเห็นจริงของเจ้าของแบรนด์เสมอ
.
AI ไม่ได้มีหน้าที่คิดแทนว่าเราควรเชื่ออะไร
มันมีหน้าที่ช่วยขยายสิ่งที่เราเชื่อ ออกไปให้ไกลและอยู่ในหลายรูปแบบมากขึ้น
.
นี่อาจเป็นเหตุผลที่คนสร้างคอนเทนต์เก่งๆ ไม่ค่อยกลัวว่าไอเดียจะหมด
เพราะเขาไม่ได้พยายามสร้างความคิดใหม่ทุกวัน

แต่กลับไปมองความคิดเดิมให้ได้หลายมุม
เล่าให้เหมาะกับคนหลายระดับ และเปลี่ยนให้เข้ากับหลาย Platform
.
ถ้าเบ้นต้องเอาวิธีนี้มาทดลอง เบ้นจะไม่ได้เริ่มจากคำถามว่า
“เดือนนี้ต้องโพสต์อะไร 30 เรื่อง?”
.
แต่จะเริ่มจากคำถามว่า
“เดือนนี้มีหนึ่งเรื่องอะไร ที่เบ้นมีประสบการณ์จริงและอยากพูดถึงมันมากที่สุด?” จากนั้นอัด Voice Memo 30 นาที
.
ถอดออกมาเป็นบทความหลักหนึ่งชิ้น หาแก่นความคิดให้ได้ 3–5 แก่น
แล้วค่อยแตกแต่ละแก่นออกเป็นหลายมุม
.
เพราะสิ่งที่มีมูลค่าที่สุด ไม่ใช่จำนวนโพสต์ที่เราผลิตออกมาได้
แต่มันคือประสบการณ์ การตัดสินใจและมุมมองที่ไม่มีใครพูดแทนเราได้
===============

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
ปัญหาของ Content Creator ส่วนใหญ่ไม่ใช่เพราะไม่มีไอเดีย
แต่เราใช้หนึ่งไอเดียไม่คุ้มพอ
.
คิดหนึ่งเรื่อง เขียนหนึ่งโพสต์ แล้วทิ้ง
ก่อนจะกลับมานั่งคิดเรื่องใหม่ในวันรุ่งขึ้น
.
ทั้งที่หนึ่งไอเดียสามารถแตกออกได้หลายมุม
ทั้ง Story, Lesson, Framework, วิธีทำ และความผิดพลาด
.
หน้าที่ของเราคือสร้างประสบการณ์
และมีความคิดเห็นที่เป็นของตัวเอง

ส่วนหน้าที่ของ AI คือช่วยเปลี่ยนหนึ่งความคิดให้กลายเป็นหลาย Format
อย่าใช้ AI สร้างเสียงแทนเราจงใช้มันเป็นเครื่องขยายเสียงของเรา
.
เพราะหนึ่งไอเดียที่เป็นของเราจริงๆ
อาจสร้างคอนเทนต์ได้มากกว่า 30 ไอเดีย
ที่เร่งคิดขึ้นมาเพียงเพราะวันนี้ยังไม่มีอะไรโพสต์
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • เทคนิคกรอกตาทำให้นอนหลับง่าย นักประสาทวิทยาสอน “ขยันตา” ก่อนนอน

  • ทำธุรกิจคนเดียว ในยุค AI เปลี่ยนไว จะทำยังไงให้เรารอดไปได้อีก 10 ปี?

  • นักจิตวิทยาเยล เตือน อย่าใช้ AI คลายเหงา พึ่งมากไปทำให้ความสัมพันธ์จริงอ่อนแอ


ความเห็น

ใส่ความเห็น