30 วิธีคิดสำหรับคนอยากเริ่มต้นใหม่ อยากลุยใหม่ อีกครั้งมันยังไม่สายเกินไป

30 วิธีคิดสำหรับคนอยากเริ่มต้นใหม่ อยากลุยใหม่ อีกครั้งมันยังไม่สายเกินไป

อายุ 30-40 ยังไม่สายที่จะเริ่มใหม่ แต่มันสายเกินไปแล้วที่จะใช้ชีวิตแบบไร้ทิศทาง [บทความนี้จะเปลี่ยนชีวิตเราใน 10 ปีนี้]
.
นี่คือ 30 วิธีคิดใหม่สำหรับคนวัย 30-40
พอเราอายุ 20 เรามักกลัวว่าเรายังไม่เก่งพอ
แต่พอเราเริ่มอายุ 30 ความกลัวจะเปลี่ยนรูปแบบไป
.
เรากลัวว่าจะเริ่มช้าเกินไป กลัวว่าจะตามคนอื่นไม่ทัน
กลัวว่าถ้าลองใหม่แล้วพลาด ชีวิตจะเสียเวลาไปมากกว่าเดิม
.
แต่ความจริงอาจตรงกันข้าม
วัย 30-40 อาจเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นบางอย่าง
.
เพราะเราไม่ได้มีแค่ความฝันเหมือนตอนอายุ 20
เรามีทั้งประสบการณ์ บาดแผล เงินทุน ความสัมพันธ์
รวมถึงบทเรียนจากสิ่งที่เคยทำพังมาแล้ว

.
ช่วงนี้เบ้นอ่านบทความงานอ่านของ Matt Gray เยอะ Story เขาสนุกดี เคยทำงานหนักจนชีวิตพังเลยมาออกแบบงานใหม่ให้เข้ากับชีวิต (เหมือนเบ้นเลย55555)
.
ในคลิปนึง Matt Gray เขาเล่าว่าเขาอายุ 35 ปี
และแชร์ 30 วิธีคิดสำหรับคนที่อยู่ในวัย 30-40
.
“ตอนนี้คุณเลือกได้ว่าจะสร้างความฝัน หรือใช้ชีวิตที่เต็มไปด้วยความเสียดาย”
.
เขาไม่ได้มองวัย 30-40 ว่าเป็นช่วงขาลง
แต่มองว่าเป็นวัยที่เราสามารถใช้ประสบการณ์ทั้งหมดที่สะสมมา
สร้างชีวิตบทใหม่ได้อย่างฉลาดกว่าเดิม

#อ่านจบปุ๊บเก่งขึ้นปั๊ป
=================
[1] ความสบายอาจเป็นศัตรูที่อันตรายกว่าความล้มเหลว
.
คนวัย 30-40 จำนวนมากไม่ได้หยุดเติบโตเพราะล้มเหลว
แต่หยุดเพราะชีวิตเริ่มสบายพอแล้ว
มีรายได้พอใช้ มีงานที่พอทนได้ มีชีวิตที่ไม่ได้แย่มาก
ทุกอย่างจึง “โอเค”
.
ปัญหาคือ คำว่าโอเค อาจค่อยๆ เปลี่ยนเป็นกรงที่มองไม่เห็น
เราไม่ได้ทุกข์พอที่จะเปลี่ยน แต่ก็ไม่ได้ตื่นเต้นพอที่จะมีชีวิตอยู่จริงๆ
.
ดังนั้น สิ่งที่เราต้องการไม่ใช่แค่เป้าหมายเล็กๆ แต่อาจเป็นวิสัยทัศน์บางอย่างที่ใหญ่พอ จนทำให้เราอยากตื่นขึ้นมาในตอนเช้าอีกครั้ง
.
[2] การเริ่มช้าอาจเป็นข้อได้เปรียบ
.
ตอนอายุ 20 เราอาจมีพลังเยอะ แต่ยังมองเกมชีวิตไม่ออก
.
ตอนอายุ 30 เราอาจมีพลังน้อยลงนิดหน่อย
แต่เราเริ่มรู้แล้วว่าอะไรสำคัญ อะไรไม่สำคัญ
ใครควรฟัง และเกมไหนไม่ควรลงไปเล่นตั้งแต่แรก
.
Ray Kroc เริ่มบทใหม่กับ McDonald’s ในวัย 52
Sam Walton เริ่ม Walmart ในวัย 44
.
บางธุรกิจไม่ได้ต้องการคนที่เริ่มเร็วที่สุด
แต่มันต้องการคนที่เห็น Pattern ได้ดีที่สุด
.
[3] บางครั้งความสำเร็จฆ่าความฝันมากกว่าความล้มเหลว
.
ความล้มเหลวมักบังคับให้เราขยับ
แต่ความสำเร็จจะกระซิบว่า “เท่านี้ก็ดีแล้ว”
.
เราเคยบอกตัวเองว่า ถ้ามีเงินถึงจำนวนนี้จะมีความสุข ถ้าธุรกิจโตถึงจุดนี้จะพัก ถ้ามีทีมครบจะไม่เครียดแล้ว
แต่พอถึงจริงๆ เรามักค้นพบว่าความรู้สึกภายในไม่ได้เปลี่ยนมากเท่าที่คิด
.
ดังนั้น ความสำเร็จไม่ควรเป็นจุดหมายปลายทาง
แต่มันควรเป็นเพียง Checkpoint
พักหายใจ มองวิว แล้วถามตัวเองว่า “จากตรงนี้ เราอยากสร้างอะไรต่อ?”
.
[4] เป้าหมายที่แท้จริงอาจไม่ใช่อิสรภาพ แต่คือวินัย
.
ทุกคนอยากมีอิสระ
อยากตื่นกี่โมงก็ได้ ทำงานจากที่ไหนก็ได้ ไม่มีหัวหน้ามาสั่ง
แต่พอมีอิสระจริงๆ เราจะค้นพบว่าอิสระที่ไม่มีวินัยคือความโกลาหล
.
ไม่มีใครบังคับให้เราตื่น ไม่มีใครบังคับให้เราทำงาน
และไม่มีใครรับผิดชอบชีวิตเราแทนได้
.
วิสัยทัศน์ที่ยิ่งใหญ่จึงต้องถูกแปลงเป็นกิจกรรมเล็กๆ
ที่เราทำซ้ำได้ทุกวัน

ไม่ใช่แค่ถามว่าเราอยากไปไหน
แต่ต้องถามต่อว่า “วันนี้ต้องทำอะไรเพื่อให้เข้าใกล้มันอีกหนึ่งก้าว?”
.
[5] ปัญญาชนะพลังงาน
คนหนุ่มสาวอาจมีแรงมากกว่าเรา

แต่แรงที่ไม่มีทิศทาง สามารถพาเราวิ่งผิดทางได้เร็วกว่าเดิม
.
สิ่งที่คนวัย 30-40 มีคือ Wisdom
เรารู้ว่าปัญหาไหนควรแก้ งานไหนควรปฏิเสธ
และอะไรสามารถใช้ Leverage มาช่วยได้
.
Matt Gray แบ่ง Leverage ออกเป็น 4 อย่าง (ตาม Naval เลย)
.
Media – สื่อที่ช่วยพูดแทนเรา
Capital – เงินที่ช่วยซื้อเวลาและความเร็ว
Systems – ระบบที่ทำให้งานดำเนินต่อได้
People – ผู้คนที่ช่วยขยายความสามารถของเรา

เราอาจไม่มีพลังวิ่งทั้งวันเหมือนตอนอายุ 20
แต่เราไม่จำเป็นต้องวิ่งทุกก้าวด้วยตัวเองแล้ว
.
[6] เลิกพยายาม Balance ทุกวัน แล้วคิดชีวิตเป็น Seasons
.
ชีวิตจริงไม่ได้สมดุลทุกวัน
.
บางช่วงเราต้องทุ่มเทกับงาน
บางช่วงต้องกลับมาดูแลสุขภาพ
บางช่วงต้องให้เวลากับครอบครัว
บางช่วงต้องออกไปเรียนรู้และทดลองสิ่งใหม่
.
แทนที่จะรู้สึกผิดว่าทำไมวันนี้ชีวิตไม่สมดุล
ลองแบ่งชีวิตเป็นฤดูกาล
.
เช่น ช่วง 90 วันนี้ อะไรคือเรื่องสำคัญที่สุด?
เราอาจไม่ได้ดูแลทุกอย่างเท่ากัน
แต่เราต้องไม่ลืมกลับไปดูแลมันเมื่อฤดูกาลเปลี่ยน
.
[7] จงกลัวความเสียดายมากกว่าความล้มเหลว
.
ความล้มเหลวอาจทำให้เราเจ็บอยู่พักหนึ่ง
แต่ความเสียดายอาจอยู่กับเราไปตลอดชีวิต
ลองถามตัวเองว่า “ถ้ารู้ว่าทำแล้วสำเร็จแน่ๆ เราจะเลือกทำอะไร?”
.
คำตอบแรกที่ปรากฏขึ้นมา อาจเป็นสิ่งที่เรารู้มาตลอดว่าอยากทำ
แต่ความกลัว ความคาดหวังของคนอื่น
และความต้องการความมั่นคง กำลังช่วยกันกดมันเอาไว้
.
แน่นอนว่าเราไม่จำเป็นต้องลาออกพรุ่งนี้
แต่เราสามารถเริ่มต้นก้าวแรกได้ตั้งแต่วันนี้
.
[8] ร่างกายของเราคือตัวคูณ ไม่ใช่ Side Project
หลายคนทำธุรกิจเหมือนร่างกายไม่มีวันพัง
.
นอนน้อย กินอะไรก็ได้ ไม่ขยับร่างกาย ใช้ความเครียดเป็นเชื้อเพลิง
แล้วบอกตัวเองว่า “เดี๋ยวธุรกิจนิ่งๆก่อน ค่อยกลับมาดูแลสุขภาพ”
.
แต่ถ้าตัวเราเองคือเครื่องจักรหลักของธุรกิจ
สุขภาพก็ไม่ใช่สิ่งที่ต้องทำหลังจากงานเสร็จ
สุขภาพคือสิ่งที่ทำให้งานทั้งหมดเกิดขึ้นได้
.
ผู้ประกอบการจึงควรคิดเหมือนนักกีฬา
ฝึก พัก ฟื้นฟู และกลับมาลงสนามอีกครั้ง
.
[9] เรามีทรัพยากรที่คนอายุน้อยยังไม่มี
ในวัย 30-40 เราอาจรู้สึกว่าตัวเองเสียเปรียบเรื่องเวลา
.
แต่เรามักได้เปรียบในทรัพยากรอื่น
เรามีเครือข่ายมากขึ้น มีเงินทุนมากขึ้น
มีเครดิตมากขึ้น เข้าใจตัวเองมากขึ้น
และรู้ว่าเราไม่อยากสร้างชีวิตแบบไหน
.
วัย 20 อาจสร้างด้วยแรง แต่วัย 30 สามารถสร้างด้วยความเข้าใจ
.
Build Hard อาจพาเราไปได้ไกล
แต่ Build Smarter อาจพาเราไปได้ไกลกว่า
โดยไม่ต้องพังระหว่างทาง
.
[10] สุขภาพไม่ใช่แค่ Self-Care แต่มันคือ Strategy
ถ้าเราพลังงานต่ำ เราจะคิดช้าลง
ถ้าเรานอนไม่พอ เราจะตัดสินใจแย่ลง
.
ถ้าเราหงุดหงิดตลอดเวลา เราจะกลายเป็นผู้นำที่คนไม่อยากอยู่ใกล้
.
คุณภาพของสุขภาพ จึงส่งผลต่อคุณภาพของการตัดสินใจ
ความสัมพันธ์ และธุรกิจโดยตรง
.
บางที Strategy ที่ดีที่สุดในไตรมาสนี้ อาจไม่ใช่การเปิดสินค้าใหม่
แต่อาจเป็นการนอนให้พอ ออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ
และทำให้ตัวเองกลับมามีพลังอีกครั้ง
.
[11] การนอนคือการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดอย่างหนึ่ง
ตอนเด็กกว่าเรามักคิดว่าการอดนอนเป็นเครื่องหมายของความขยัน
.
ใครทำงานดึกกว่า ดูเหมือนจริงจังกว่า
แต่การทำงานนาน ไม่ได้แปลว่าเราทำงานได้ดี
.
การนอนที่ดีไม่ได้ทำให้เราขี้เกียจ
.
มันช่วยให้เราคิดได้ชัด ควบคุมอารมณ์ได้ดี
และใช้เวลาทำงานน้อยลง เพื่อสร้างผลงานที่มีคุณภาพมากขึ้น
.
Matt Gray มองว่าการนอนที่ดี
สามารถเปลี่ยนความพยายามธรรมดา ให้กลายเป็น Peak Output ได้
.
[12] จงโพสต์แผลเป็น ไม่ใช่แค่คำคม
ข้อได้เปรียบของ Creator วัย 30+ คือเรามีเรื่องจริงให้เล่า
.
เราเคยพลาด เคยจ้างคนผิด
เคยเสียเงิน เคยตัดสินใจช้า เคยเชื่อมั่นในตัวเองมากเกินไป
และเคยสงสัยในตัวเองจนไม่กล้าทำอะไร
.
คอนเทนต์ที่ดีที่สุด อาจไม่ใช่ประโยคที่เราคิดขึ้นมาให้ดูฉลาด
แต่มันคือบทเรียนที่เราแลกมาด้วยของจริง
แผลเป็นของเรา อาจกลายเป็นแผนที่ให้คนที่กำลังเดินตามหลังมา
.
ลองถามตัวเองว่า
“มีบทเรียนอะไรที่เราหวังว่าจะมีคนบอกเมื่อ 5 ปีที่แล้ว?”
แล้วเขียนสิ่งนั้นออกมา
.
[13] ความสำเร็จออนไลน์ต้องมีสามอย่าง
Assets Leverage และ Attention
.
Assets คือสิ่งที่เราสร้างครั้งเดียว แต่สามารถสร้างคุณค่าซ้ำได้
เช่น หนังสือ คอร์ส ระบบ ซอฟต์แวร์ หรือ Intellectual Property
.
Leverage คือเครื่องมือที่ช่วยให้ผลลัพธ์โตเร็วกว่าชั่วโมงทำงาน
ส่วน Attention คือความสามารถในการทำให้คนรู้ว่า สิ่งที่เราสร้างขึ้นมามีอยู่
.
หลายคนมีสินค้า แต่ไม่มีคนเห็น
หลายคนมีความรู้ แต่ไม่เคยสื่อสารออกมา
ในยุคนี้ การมีของดีอย่างเดียวอาจไม่พอ
.
เราต้องเรียนรู้วิธีส่งของดีนั้น ไปถึงคนที่ต้องการมันด้วย
.
[14] เงินซื้อความเร็วได้ แต่ซื้อความสุขไม่ได้
.
เงินอาจไม่ได้แก้ทุกปัญหาในชีวิต
แต่มันช่วยให้เราแก้ปัญหาบางอย่างได้เร็วขึ้น
.
เราสามารถใช้เงินจ้างคนที่เก่งกว่า
ซื้อระบบ ซื้อเครื่องมือ หรือซื้อเวลาของตัวเองกลับคืนมา
.
เงินจึงไม่จำเป็นต้องเป็นเป้าหมายสุดท้าย
แต่มันสามารถเป็นเครื่องมือ ที่ช่วยย่นวิสัยทัศน์ 10 ปี ให้เกิดขึ้นเร็วกว่าเดิม
.
คำถามไม่ใช่แค่ว่า
“เราจะหาเงินได้มากขึ้นอย่างไร?”
แต่คือ “เราจะใช้เงินทำให้ชีวิตดีขึ้นอย่างไร?”
.
[15] อย่าสร้างแค่ธุรกิจ จงสร้าง Ecosystem
.
ธุรกิจเดียวอาจเปราะบาง
Platform เปลี่ยน ต้นทุนสูงขึ้น ตลาดเปลี่ยน ธุรกิจก็สั่นได้ทั้งระบบ
.
แต่ Ecosystem คือการสร้างสิ่งต่างๆ ให้ช่วยส่งพลังหากัน
.
Personal Brand สร้าง Attention
Attention ส่งคนเข้าสู่สินค้า
สินค้าสร้าง Cash Flow
Cash Flow ถูกนำกลับไปพัฒนาทีม ระบบ และคอนเทนต์
.
จากนั้นทุกอย่างก็หมุนกลับมาแข็งแรงขึ้น
เป้าหมายจึงไม่ใช่การเปิดธุรกิจหลายอย่างแบบกระจัดกระจาย
.
แต่คือการสร้างหลายสินทรัพย์ ที่อยู่ในโลกเดียวกันและช่วยกันเติบโต
.
[16] ธุรกิจของเราไม่ใช่ตัวตนทั้งหมดของเรา
.
นี่คือกับดักที่ผู้ประกอบการเจอกันเยอะมาก
วันที่ธุรกิจโตเรารู้สึกว่าตัวเองเก่ง
วันที่ยอดตก เรารู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า
.
เมื่อเราผูกตัวตนเข้ากับธุรกิจมากเกินไป
เราจะไม่สามารถมองธุรกิจอย่างเป็นกลางได้
.
เราจะปกป้องไอเดียที่ควรเลิก ยื้อทีมที่ควรเปลี่ยน
และตีความความล้มเหลวทางธุรกิจ เป็นความล้มเหลวของชีวิต
.
เราจึงต้องมีตัวตนด้านอื่นด้วย
.
เป็นเพื่อน เป็นลูก เป็นคนรัก เป็นนักอ่าน เป็นนักกีฬา
หรือเป็นมนุษย์ธรรมดาที่มีสิทธิ์มีความสุข
โดยไม่ต้องชนะตลอดเวลา
.
[17] เลิกหมกมุ่นกับ Original แล้วสร้างสิ่งที่ Repeatable
.
ผู้ประกอบการหลายคนติดกับดักการอยากทำสิ่งใหม่ตลอดเวลา
สินค้าใหม่ โปรเจกต์ใหม่ คอนเทนต์แนวใหม่ ระบบใหม่
.
จนสุดท้ายไม่มีอะไรทำซ้ำได้นานพอ ให้เกิดผลลัพธ์แบบทบต้น
.
ธุรกิจที่ดีไม่จำเป็นต้องใหม่ตลอด
แต่มันต้องทำซ้ำได้ ส่งมอบได้ ขยายได้ และยังรักษาคุณภาพได้
.
Apple ยังทำ iPhone รุ่นต่อไปเรื่อยๆ
ความเก่งจึงอาจไม่ใช่การคิดสิ่งใหม่ทุกวัน
แต่คือการทำสิ่งสำคัญเดิม ให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
.
[18] ความสม่ำเสมอชนะความเข้มข้น
.
ความเข้มข้นทำให้เราเริ่ม แต่ความสม่ำเสมอทำให้เราไปถึง
การเขียนวันเดียว 10 ชั่วโมง อาจสร้างบทความได้หนึ่งชิ้น

แต่การเขียนทุกสัปดาห์เป็นเวลา 5 ปี
อาจสร้างทั้งทักษะ ผู้ติดตาม ชื่อเสียง และธุรกิจ
.
สิ่งยิ่งใหญ่ไม่ได้เกิดจากวันที่เรามีพลังมากที่สุด
แต่มันเกิดจากวันที่เราไม่มีพลังมากนัก แล้วยังยอมทำสิ่งเล็กๆ ต่อไป
.
[19] Perfectionism คือการผัดวันประกันพรุ่งที่แต่งตัวให้ดูดี

บางครั้งเราไม่ได้รอให้งานดี เรากำลังรอให้ตัวเองไม่รู้สึกกลัว
แต่ไม่มีเวอร์ชันไหน ที่จะทำให้ความกลัวหายไปทั้งหมด
.
เราจึงต้องเปิดตัวทั้งที่ยังไม่พร้อม โพสต์ทั้งที่ยังไม่มั่นใจ และเริ่มทั้งที่ยังไม่เห็นภาพทั้งหมด
.
ธุรกิจไม่ได้สำเร็จเพราะคิดถูกตั้งแต่ครั้งแรก
แต่มันสำเร็จเพราะเราสามารถปล่อยของออกไป
รับ Feedback แล้วแก้ไขได้เร็วกว่าคนอื่น
.
Done ไม่ได้แปลว่าไม่ใส่ใจคุณภาพ
มันแปลว่าเรายอมให้ของจริง ช่วยสอนเราแทนจินตนาการ
.
[20] ถ้าเราไม่ได้เป็นเจ้าของ Attention เราก็ไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจเต็มที่
.
เมื่อก่อนธุรกิจอาจเป็นเจ้าของหน้าร้าน
วันนี้ธุรกิจต้องเป็นเจ้าของช่องทางสื่อสารกับลูกค้า

ถ้าการเข้าถึงลูกค้าทั้งหมด ขึ้นอยู่กับค่าโฆษณาหรือ Algorithm ของ Platform เราไม่ได้เป็นเจ้าของ Distribution จริงๆ เราแค่เช่ามันอยู่
.
การสร้าง Audience, Live Event, Email List หรือ Personal Brand
คือการสร้างช่องทางที่ทำให้เราสามารถเข้าถึงตลาด
โดยไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ทุกครั้ง
.
[21] Distribution สำคัญกว่า Product
.
ผู้ประกอบการมือใหม่มักถามว่า “จะสร้างสินค้าอะไรดี?”
แต่ผู้ประกอบการที่ผ่านสนามมาแล้วจะถามว่า
“เราจะพาสินค้านี้ไปถึงคนได้อย่างไร?”
.
สินค้ายอดเยี่ยมที่ไม่มีคนเห็น อาจตายอย่างเงียบๆ
.
ขณะที่สินค้าธรรมดาที่มี Distribution แข็งแรง
สามารถหาลูกค้า รับ Feedback
แล้วพัฒนาจนกลายเป็นสินค้าที่ดีขึ้นได้
เพราะตลาดไม่สามารถให้ Feedback กับสิ่งที่ตลาดไม่เคยเห็น
.
[22] ความสัมพันธ์คือสินทรัพย์
.
ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้เกิดจากการทักหาใคร
เฉพาะตอนที่เราต้องการความช่วยเหลือ
.
มันเกิดจากการสะสมความไว้ใจ ผ่านการให้คุณค่าเล็กๆ เป็นเวลานาน
คนหนึ่งคนอาจช่วยให้เราเห็นจุดบอด ที่ทำให้เราประหยัดเวลาไปหลายปี
บางครั้ง Shortcut ที่ดีที่สุด ไม่ใช่การเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง
.
แต่คือการเรียนรู้จากคนที่เคยพลาดมาก่อนเรา
.
[23] การเติบโตจนก้าวข้ามบางคน เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต

ไม่ใช่ทุกคนจะเดินไปกับเราได้ทุกช่วง
เพื่อนบางคนเหมาะกับเราในวัย 20 แต่อาจไม่ได้เหมาะกับเส้นทางที่เรากำลังเดินในวัย 30
.
นี่ไม่ได้แปลว่าเราดีกว่าเขา หรือเขาแย่กว่าเรา
มันแปลว่าเรากำลังต้องการสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน
.
เราไม่จำเป็นต้องตัดทุกคนออกจากชีวิต แต่เราต้องซื่อสัตย์กับตัวเองว่า
.
คนรอบตัวกำลังเติมพลังให้ความฝัน หรือกำลังทำให้เรารู้สึกผิดที่มีความฝัน?
.
[24] อัตตา(Ego)คือภาษีของการตัดสินใจ
.
การตัดสินใจทุกครั้งมีราคา
แต่เมื่ออัตตา(Ego)เข้ามาเกี่ยวข้อง ราคามักแพงขึ้นทันที
เราอาจปฏิเสธโอกาสที่ดี เพราะอยากพิสูจน์ว่าตัวเองไปได้ไกลกว่านั้น
.
เราอาจไม่ยอมเลิกโปรเจกต์ เพราะกลัวเสียหน้า
เราอาจไม่ยอมรับคำแนะนำ เพราะไม่อยากดูเหมือนคนที่ไม่รู้
.
ก่อนตัดสินใจเรื่องสำคัญ ลองถามตัวเองว่า
“นี่คือสิ่งที่ชีวิตเราต้องการจริงๆ หรือเป็นสิ่งที่อัตตาต้องการให้คนอื่นเห็น?”
.
[25] เราอาจไม่ได้ต้องการเวลาเพิ่ม แต่ต้องการ Season ที่ชัดเจนขึ้น
.
งานจะขยายตัวตามเวลาที่เราให้มันเสมอ
.
ถ้าให้เวลาหนึ่งปี เราอาจใช้เวลาหนึ่งปี
แต่ถ้ากำหนดว่า 90 วันนี้ เราจะทุ่มให้เรื่องเดียว
จิตใจจะเริ่มมองหาวิธีใหม่ ตัดสิ่งไม่จำเป็น และลงมืออย่างจริงจังขึ้น
.
Deadline ที่ดีไม่ใช่เครื่องมือทรมานตัวเอง
.
มันคือกรอบที่ช่วยให้เรานำพลัง ซึ่งเคยกระจัดกระจาย มารวมไว้ที่เป้าหมายเดียว
.
[26] อย่าไล่ตาม Passion อย่างเดียว ให้ไล่ตาม Problems
.
Passion บางอย่างไม่ได้เกิดขึ้นก่อนที่เราจะเริ่ม

มันเกิดหลังจากเราใช้เวลาแก้ปัญหานั้น
จนเริ่มเก่งขึ้น แทนที่จะถามแค่ว่า
.
“เราชอบทำอะไร?” ลองถามเพิ่มว่า
“มีปัญหาอะไรที่เราสนใจมากพอ จนอยากใช้เวลาหลายปีแก้มัน?”
.
เมื่อเราเก่งในการแก้ปัญหาที่มีคุณค่า ทั้ง Passion รายได้ และโอกาส
อาจตามมาทีหลัง
.
[27] เลิกพูดว่า “รู้งี้เริ่มนานแล้ว”
.
ประโยคนี้ไม่มีประโยชน์อะไรเลย
.
มันไม่ได้ทำให้เราได้เวลาคืนมา ไม่ได้ทำให้เราเก่งขึ้น
และไม่ได้พาเราเข้าใกล้ชีวิตที่ต้องการ
.
เวลาที่ดีที่สุดในการเริ่ม อาจเป็นเมื่อสิบปีที่แล้ว
แต่เรากลับไปทำอะไรไม่ได้
.
สิ่งเดียวที่เรามีคือวันนี้
.
เริ่มจากความรู้ที่มี เงินที่มี เวลาที่มี คนที่รู้จัก และตัวตนที่เราเป็นอยู่ตอนนี้
การเริ่มแบบมั่วซั่วก็ยังดีกว่าการเสียดายแบบสมบูรณ์แบบ (อย่างคม555)
.
[28] Character ถูกสร้างจากการทำซ้ำ ไม่ใช่การตัดสินใจครั้งเดียว
.
เราไม่ได้กลายเป็นนักเขียน เพราะประกาศว่าจะเขียนหนังสือ
เราเป็นนักเขียนเพราะเขียนซ้ำๆ
เราไม่ได้กลายเป็นคนมีวินัย เพราะตื่นเช้าได้หนึ่งวัน
เราเป็นคนมีวินัย เพราะทำสิ่งที่ควรทำในวันที่ไม่มีใครเห็น
.
Character ไม่ได้ถูกสร้างในช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น
.
มันถูกสร้างจากการตัดสินใจเล็กๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำทุกวัน
เราไม่ได้ตัดสินใจว่าเราเป็นใครเพียงครั้งเดียว
เรากำลังโหวตให้ตัวตนของเรา ผ่านการกระทำทุกครั้ง
.
[29] อายุไม่ใช่ศัตรู ประสบการณ์คือข้อได้เปรียบ
.
ทุกความผิดพลาดในอดีต ไม่ได้หายไปไหน
มันกลายเป็นฐานข้อมูลภายในตัวเรา
.
ทำให้เราเห็นสัญญาณบางอย่างเร็วขึ้น
อ่านคนได้ดีขึ้น รู้ว่าเมื่อไรควรเร่ง และเมื่อไรควรถอย
.
คนที่อายุน้อยกว่าอาจวิ่งเร็วกว่า
แต่คนที่มีประสบการณ์ อาจรู้ว่าทางไหนไม่ต้องวิ่งเข้าไปตั้งแต่แรก
ประสบการณ์คือ Leverage ที่ไม่มีใครขโมยไปจากเราได้
.
[30] การเกษียณอาจไม่ใช่เป้าหมายสุดท้าย
.
คนจำนวนมากทำงานอย่างหนักเพื่อรอวันที่จะไม่ต้องทำงานอีก
แต่คำถามคือ
ทำไมเราต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ของชีวิต สร้างชีวิตที่เราอยากหนีออกมา?

Matt Gray เรียกแนวคิดของเขาว่า Everyday Retirement
ไม่ใช่การหยุดทำงานทุกวัน
แต่คือการออกแบบชีวิต ให้มีสิ่งที่เรารักอยู่ในชีวิตประจำวันตั้งแต่ตอนนี้
.
งานที่มีความหมาย คนที่เราอยากอยู่ด้วย
สุขภาพที่พาเราไปไหนก็ได้ เวลาอยู่กับธรรมชาติ
และอิสระในการเลือกว่าจะใช้พลังกับอะไร
.
เป้าหมายอาจไม่ใช่การเกษียณจากการทำงาน
.
แต่คือการสร้างงานและชีวิต ที่เราไม่รู้สึกว่าต้องหนีจากมัน
.
เบ้นคิดว่าวัย 30-40 เป็นวัยที่แปลกมาก
เราแก่พอที่จะรู้ว่าโลกไม่ได้เป็นอย่างที่คิด แต่ยังเด็กพอที่จะสร้างโลกของตัวเองขึ้นมาใหม่ได้
.
เราอาจไม่ได้มีพลังแบบตอนอายุ 20 แต่เรามีความเข้าใจที่ตอนอายุ 20 ไม่มี
.
เราไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์
เราเริ่มต้นจากประสบการณ์ทั้งหมด ทั้งสิ่งที่เคยสำเร็จ และสิ่งที่เคยทำพัง
===========

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
อย่าใช้คำว่า “อายุเยอะแล้ว”เป็นข้ออ้างในการไม่เริ่ม
เพราะอีก 10 ปีข้างหน้า เราจะมีอายุมากขึ้นอยู่ดี
.
คำถามคือ ตอนนั้นเราจะมีแค่อายุที่เพิ่มขึ้น
หรือมีชีวิตใหม่ ที่เริ่มสร้างขึ้นมาตั้งแต่วันนี้ด้วย?
.
เราไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปเริ่มตอนอายุ 20
.
เราแค่ต้องหยุดเสียเวลา เสียดายว่าทำไมตัวเองไม่เริ่มเร็วกว่านั้น
แล้วใช้ทุกอย่างที่ชีวิตสอนเรามา
เริ่มต้นจากตรงนี้ เริ่มจากสิ่งที่มี และเริ่มวันนี้
เพราะบางทีชีวิตบทที่ดีที่สุดของเรา อาจยังไม่ได้เริ่มต้นเลยด้วยซ้ำ
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้ช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ถ้าปีนี้(2024) คุณไม่รู้จะเพิ่ม Skill ด้านไหนผมขอแนะนำ จิตวิทยา(Psychology)

  • Stolen Focus (เรากำลังถูกขโมยโฟกัสของเราตลอดไป)

  • สรุป 10 ประเด็นที่ โลกเราจะไป จริงๆ(ไม่ใช่ Fomo ,คลิก bait) เราต้องเริ่มวิ่งตั้งแต่วันนี้ก่อนปี 2030 จะสายเกินไป


ความเห็น

ใส่ความเห็น