[7]สิ่งที่เคยเชื่อแบบหนึ่ง แต่วันนี้เชื่ออีกแบบ ยิ่งโตขึ้นเรายิ่งต้องมีเรื่องที่เลิกเชื่อเพิ่มขึ้น

[7]สิ่งที่เคยเชื่อแบบหนึ่ง แต่วันนี้เชื่ออีกแบบ ยิ่งโตขึ้นเรายิ่งต้องมีเรื่องที่เลิกเชื่อเพิ่มขึ้น

คนฉลาดไม่ใช่คนที่ไม่เคยเปลี่ยนใจแต่คือคนที่รู้ว่าควรจะเปลี่ยนใจเรื่องไหน
.
เพราะเป้าหมายของการคิด
ไม่ใช่การพิสูจน์ว่าความเชื่อเดิมของเราถูกเสมอ
แต่คือการค่อยๆ พาตัวเองเข้าใกล้ความจริงมากขึ้น
.
เบ้นไปอ่านบทความของ Sahil Bloom
ผู้เขียนหนังสือ The 5 Types of Wealth
เขาเขียนถึง 7 เรื่องที่ตัวเองเคยเชื่อแบบหนึ่ง แต่เมื่อผ่านชีวิตและได้รับข้อมูลใหม่ เขากลับมองมันไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
.
เบ้นชอบแนวคิดนี้มาก เพราะเมื่อเราอายุมากขึ้น
เราไม่ได้มีแค่สิ่งที่ต้อง “เรียนรู้เพิ่ม” แต่ยังมีหลายสิ่งที่ต้อง “เลิกเชื่อ” ด้วย
.
และนี่คือ 7 เรื่องที่ Sahil เปลี่ยนใจ
อ่านแล้วลองถามตัวเองไปพร้อมกันว่า
มีเรื่องไหนบ้างที่เราอาจต้องอัปเดตความคิดตัวเองใหม่
.
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
====================
[1] ความสุขไม่ได้มีแค่อดีตที่ดี แต่มันต้องมีอนาคตให้ตั้งตารอด้วย
.
ก่อนที่คุณย่า(ในภาพ) ของ Sahil จะจากไป
ครอบครัวของเขาจ้างนักเขียนคนหนึ่งมานั่งคุยกับเธอทุกสัปดาห์
เพื่อบันทึกเรื่องราวตลอดชีวิตออกมาเป็นหนังสือ
.
แต่ละครั้ง นักเขียนจะค่อยๆ ถามถึงชีวิตในแต่ละช่วง
บันทึกเสียง แล้วนำเรื่องราวมาเรียบเรียงด้วยถ้อยคำของคุณย่าให้มากที่สุด
.
จากนั้นคนในครอบครัวก็ช่วยกันค้นหารูปเก่า
เติมเรื่องราวของพี่น้อง เพื่อน และคนสำคัญลงไปในหนังสือ
.
แต่สิ่งที่มีค่าไม่ได้มีแค่หนังสือเล่มสุดท้าย
.
ในช่วงที่ชีวิตค่อนข้างเงียบเหงา
การพบกันทุกสัปดาห์กลายเป็นสิ่งที่คุณย่าตั้งตารอ
.
เธอได้เล่าเรื่องของตัวเอง มีใครบางคนนั่งฟังอย่างตั้งใจ
และได้รู้ว่าเรื่องราวของเธอยังมีความหมายกับคนรุ่นต่อไป
.
ครอบครัววางแผนจะมอบหนังสือให้เธอในวันเกิดอายุ 95 ปี
แต่น่าเสียดายที่เธอจากไปก่อนจะได้เห็นหนังสือฉบับสมบูรณ์
.
เรื่องนี้ทำให้ Sahil มองความสุขต่างออกไป
.
เรามักปลอบคนที่อายุมากขึ้นด้วยการพาย้อนกลับไปมองอดีต
คุณเคยประสบความสำเร็จนะ
คุณสร้างครอบครัวที่ดีนะ
คุณมีความทรงจำสวยงามตั้งมากมาย
.
แต่ความสุขไม่ได้ถูกเลี้ยงด้วยอดีตเพียงอย่างเดียว
.
มันต้องมีทั้งความขอบคุณต่อสิ่งที่มีอยู่ในวันนี้
และความตื่นเต้นต่อสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในวันพรุ่งนี้
.
ยิ่งอายุมากขึ้น สิ่งที่เคยคิดว่าแน่นอนก็ยิ่งไม่แน่นอน
ทั้งสุขภาพ งาน การเดินทาง หรือเวลาที่เหลือกับคนที่เรารัก
.
เราจึงต้องตั้งใจสร้างสิ่งที่น่ารอคอยลงในปฏิทิน
อาจเป็นทริปเล็กๆ งานอดิเรกใหม่ มื้ออาหารกับครอบครัว
หรือแค่การนั่งฟังเรื่องเดิมของใครบางคนอีกครั้ง
.
บางครั้งเราไม่ได้หมดความสุข เราแค่ไม่มีอะไรให้ตั้งตารอ
———–
[2] วิธีเปลี่ยนชีวิตที่เร็วที่สุด อาจเป็นการหา Side Quest ให้ตัวเอง
.
เมื่อก่อน Sahil เชื่อว่าการเปลี่ยนชีวิตต้องเริ่มจากการออกแบบระบบใหม่ทั้งหมด
.
ต้องมีเป้าหมายที่ชัด ตารางชีวิตที่ดี
กฎที่ต้องทำตาม และตัวเลขสำหรับติดตามความคืบหน้า
.
แต่ภายหลังเขาพบว่า บางครั้งเราไม่จำเป็นต้องซ่อมชีวิตพร้อมกันทุกด้าน
แค่เลือกภารกิจหนึ่งอย่างที่ท้าทายเราพอดี
แล้วปล่อยให้ชีวิตด้านอื่นค่อยๆ จัดตัวเองรอบภารกิจนั้น
.
มันอาจเป็นการแข่งขันกีฬา การออกเดินทาง
หรือโปรเจกต์บางอย่างที่ทำให้เราต้องเตรียมตัวอย่างต่อเนื่อง
.
พอมีวันจริงๆรออยู่ เราจะเริ่มจัดเวลาให้ดีขึ้น
พักผ่อนให้เพียงพอ และลดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกจากชีวิตเอง
.
เพราะเป้าหมายที่ดีไม่ได้เพิ่มงานให้เราอย่างเดียว
แต่มันช่วยบอกด้วยว่า งานอะไรไม่ควรได้รับเวลาจากเราอีกต่อไป
.
ถ้าช่วงนี้รู้สึกว่าชีวิตกระจัดกระจาย
บางทีเราอาจไม่ได้ต้องการ To-do list เพิ่ม
.
เราอาจต้องการ Side Quest หนึ่งอย่าง
ที่ทำให้ To-do list ทั้งหมดกลับมามีความหมาย
——–
[3] บทสนทนาที่ดีที่สุดมักเกิดขึ้นเมื่อเราไม่รีบทำให้มันไม่เงียบ
.
เมื่อก่อน Sahil รู้สึกอึดอัดทุกครั้งที่บทสนทนาเงียบลง
.
เขาจะรีบถามต่อ รีบเปลี่ยนเรื่อง
หรือพูดบางอย่างขึ้นมาเพื่อเติมช่องว่างนั้นทันที
.
เพราะเรามักตีความความเงียบว่า
อีกฝ่ายเบื่อเรา บรรยากาศเริ่มแปลก
หรือเรากำลังทำหน้าที่ในการสนทนาได้ไม่ดีพอ
.
แต่เมื่ออายุมากขึ้น เขาพบว่า ความเงียบไม่ได้แปลว่าบทสนทนาล้มเหลว
.
หลายครั้งมันคือช่วงเวลาที่อีกฝ่ายกำลังค้นหาคำตอบจริงๆ
ซึ่งอาจยังไม่พร้อมออกมาในทันที
.
ถ้าเราคุยกันเหมือนเล่นเทนนิส คอยตีคำพูดกลับไปให้เร็วและคมที่สุด
เราอาจได้บทสนทนาที่สนุก แต่ไม่จำเป็นต้องได้รู้จักกันมากขึ้น
.
บทสนทนาที่ดีจึงต้องมีอากาศ
มีช่องว่าง และมีเวลาพอให้อีกคนกล้าเดินทางเข้าไปหาความรู้สึกของตัวเอง
.
บางครั้งการรับฟังที่ดีที่สุด ไม่ใช่การคิดคำถามถัดไปให้เร็วที่สุด
แต่คือการไม่รีบทำลายความเงียบของอีกคน
————-
[4] ไม่มีการตัดสินใจที่ถูกต้องตั้งแต่วันแรก มีเพียงการตัดสินใจที่เราค่อยๆ ทำให้มันถูก
.
เบ้นคิดว่าคนเก่งจำนวนมากเสียเวลาไปกับการพยายามเลือกทางที่ดีที่สุด
.
เก็บข้อมูลเพิ่ม เปรียบเทียบทุกตัวเลือก
คิดเผื่อทุกเหตุการณ์ แล้วสุดท้ายก็ยังไม่กล้าขยับไปไหน
.
แน่นอนว่ามีการตัดสินใจที่ดี คือคิดด้วยเหตุผลและมีข้อมูลรองรับ
และมีการตัดสินใจที่แย่คือเลือกด้วยอารมณ์ชั่ววูบโดยไม่มองผลที่ตามมา
.
แต่แทบไม่มีทางเลือกไหนที่เรารู้ล่วงหน้าได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ว่ามันถูก
.
หลายครั้งสิ่งที่เราเรียกว่า “เลือกผิด”
อาจเป็นเพียงทางที่เราเลือกแล้วทำไม่ต่อเนื่อง
.
เราเปลี่ยนทิศทางเร็วเกินไป ไม่ยอมอดทนผ่านช่วงที่ยังไม่เห็นผล
หรือไม่ได้ทุ่มเทให้ทางเลือกนั้นมากพอ
.
แต่การโทษว่าตัวเองเลือกผิด
ทำได้ง่ายกว่าการยอมรับว่าเราไม่ได้ลงมือทำต่ออย่างจริงจัง
.
การตัดสินใจจำนวนมากไม่ได้ถูกตั้งแต่วันที่เราเลือก
มันค่อยๆ ถูกทำให้ถูก จากการกระทำทุกวันที่ตามมา
.
เลือกให้ดีที่สุดด้วยข้อมูลที่มีในวันนี้ แล้วใช้การลงมือทำของวันพรุ่งนี้
เปลี่ยนมันให้กลายเป็นทางเลือกที่ถูก
———-
[5] ความสัมพันธ์ที่มีค่าที่สุดอาจไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่น่าตื่นเต้นที่สุด
.
ตอนที่เรายังเด็ก เราอาจทนกับความวุ่นวายได้มาก
.
ความสัมพันธ์ที่เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย อารมณ์ขึ้นลง และเต็มไปด้วยเรื่องให้แก้
อาจถูกเข้าใจผิดว่าเป็นความสัมพันธ์ที่มีสีสัน
.
แต่เมื่อผ่านชีวิตมามากขึ้น
Sahil เริ่มให้คุณค่ากับความสัมพันธ์ที่นำความสงบเข้ามา
.
ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ไม่เคยมีปัญหา แต่คือคนสองคนที่ไม่ตั้งใจสร้างพายุเพิ่มขึ้นมาเอง
.
คนที่อยู่ด้วยแล้วเราไม่ต้องคอยระแวง
ไม่ต้องตีความทุกคำพูด และไม่ต้องหมดแรงกับปัญหาเดิมซ้ำๆ
อาจมีค่ามากกว่าคนที่ทำให้ชีวิตตื่นเต้นตลอดเวลา
.
เพราะชีวิตข้างนอกก็วุ่นวายพออยู่แล้ว
.
คนข้างในจึงควรเป็นพื้นที่พัก
ไม่ใช่สนามรบอีกแห่งที่เราต้องกลับมาต่อสู้ทุกวัน
———–
[6] เรามีความสุขได้เป็นล้านวิธี
แต่มีวิธีหนึ่งที่ทำให้ทุกข์ได้อย่างสม่ำเสมอ
คือการนำชีวิตตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่น
.
ธุรกิจที่กำลังเติบโตจะดูช้าทันที เมื่อเราเห็นคนที่โตเร็วกว่า
ชีวิตที่สงบจะดูธรรมดา เมื่อเราเห็นคนอื่นกำลังเดินทางรอบโลก
.
ความสำเร็จที่เราเคยภาคภูมิใจ
อาจกลายเป็นเรื่องเล็กภายในเวลาไม่กี่วินาที
เมื่อเห็นใครบางคนประสบความสำเร็จมากกว่า
.
โดยเฉพาะในยุค Social Media
ที่ Algorithm เลือกช่วงเวลาที่ดีที่สุดของคนอื่น
มาแสดงให้เราเห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก
.
แล้วเราก็นำ Highlight ของเขา
มาเปรียบเทียบกับชีวิตธรรมดาในแต่ละวันของเรา
.
ความสุขจึงไม่ได้หายไปเพราะชีวิตเราแย่ลงเสมอไป
บางครั้งมันหายไป เพียงเพราะเราเปลี่ยนไม้บรรทัดที่ใช้วัดชีวิต
.
วิธีทำลายสิ่งสวยงามได้เร็วที่สุด คือการนำมันไปเปรียบเทียบกับอีกสิ่งหนึ่ง
.
ถ้าอยากมีความสุขกับเกมของตัวเอง อย่าใช้ Scoreboard ของคนอื่นมาตัดสินว่าเรากำลังแพ้
————–
[7] คนที่มีความสุขมักเป็นคนที่เร่งรีบเขาได้ยาก
.
วันหนึ่ง Sahil นั่งข้างชายสูงวัยคนหนึ่งบนเครื่องบิน
ทั้งคู่พูดคุยกันตลอดการเดินทาง
.
เมื่อเครื่องลงจอด
ผู้โดยสารแทบทุกคนรีบลุกขึ้นหยิบกระเป๋า
ราวกับว่าคนที่ยืนได้ก่อนจะออกจากสนามบินได้เร็วกว่าเป็นชั่วโมง 55555
.
แต่ชายคนนั้นยังคงนั่งอยู่ที่เดิมอย่างสงบ
.
เมื่อ Sahil แสดงสีหน้าสงสัย
เขาเพียงตอบว่าไม่เคยเข้าใจว่าจะรีบกันไปทำไม
เพราะสุดท้ายทุกคนก็กำลังไปยังสถานที่เดียวกัน
.
ตอนแรก Sahil เข้าใจว่าเขาหมายถึงจุดรับกระเป๋า
แต่ภายหลังกลับรู้สึกว่า ประโยคนั้นอาจหมายถึงชีวิตทั้งหมดด้วย
.
โลกพยายามเร่งเราอยู่ตลอดเวลา
.
รีบประสบความสำเร็จ รีบมีเงิน
รีบเลือกเส้นทาง รีบสร้างครอบครัว
และรีบไปให้ทัน Timeline ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าใครเป็นคนกำหนด
.
คนที่มีความสุขไม่ได้ใช้ชีวิตช้าไปทุกเรื่อง
เวลาจำเป็น เขาก็เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วได้
.
ความแตกต่างคือ เขาเร่งเพราะเลือกจะเร่ง
ไม่ใช่เพราะถูกความกลัวว่าตัวเองกำลังตามใครไม่ทันควบคุม
.
ทุกครั้งที่เรารีบเพราะแรงกดดันของคนอื่น
เรากำลังมอบสิทธิ์ในการกำหนดจังหวะชีวิตให้คนอื่นทีละนิด
.
ในโลกที่เร่งให้เรารีบไปทุกที่
การอยู่กับสิ่งตรงหน้าอย่างเต็มที่ อาจเป็นการต่อต้านที่ทรงพลังที่สุด
.
เพราะชีวิตไม่ได้เป็นของคนที่ไปถึงก่อนเสมอไป
แต่มันเป็นของคนที่ยังมองเห็นสิ่งรอบตัว
ระหว่างทางที่กำลังไป
===========

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
เบ้นคิดว่าสิ่งสำคัญที่คือ การกล้ายอมรับว่า
บางสิ่งที่เราเคยเชื่อ อาจไม่จริงสำหรับเราอีกแล้ว
.
ก่อนหน้าเบ้นจะมาเขียนใจเพจนี้ เบ้นเชื่อมาตลอดว่า
Media = Short clip
ถ้าอยากทำ Media ยุคนี้คือต้องทำ คลิปสั้นให้คนดูติดๆ
แต่สุดท้ายจริงๆ ยังมีคนที่ชอบอะไรยาวๆอยู่เสมอ (ดีใจที่ได้เจอทุกคนค้าบ)
.
คนจำนวนมากผูกตัวตนไว้กับความคิดเห็นของตัวเองแน่นเกินไป
.
พอมีข้อมูลใหม่เข้ามา แทนที่จะปรับความคิด เรากลับรีบปกป้องความคิดเดิม
.
เพราะรู้สึกว่าการเปลี่ยนใจ เท่ากับการยอมรับว่าเราเคยผิด
แต่จริงๆ แล้ว การเปลี่ยนใจเมื่อมีข้อมูลใหม่ ไม่ได้แปลว่าเราอ่อนแอ
.
มันแปลว่าความจริงสำคัญกับเรามากกว่าอัตตา
ชีวิตไม่ใช่หนังสือที่เขียนเสร็จแล้ว
แต่มันเหมือน Software ที่ต้องอัปเดตอยู่เสมอ
.
เวอร์ชันใหม่อาจยังไม่สมบูรณ์ แต่มันควรเข้าใกล้ความจริงกว่าเวอร์ชันเดิม
อยากให้ลองถามตัวเองว่า
.
“ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา มีเรื่องอะไรบ้างที่เราเปลี่ยนใจ?”
ถ้าคำตอบคือไม่มีเลย อาจไม่ใช่เพราะเราถูกมาตลอด
.
แต่อาจเป็นเพราะ เราหยุดอัปเดตตัวเองไปนานแล้วครับ : )
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • นักประสาทวิทยาแนะนำวิธีออกกำลังกายที่ช่วยส่งผลกับการพัฒนาสมองมีอะไรบ้าง

  • ราคาของการได้คำตอบง่ายเกินไป ความไม่รู้ คือวัตถุดิบของการคิดให้ได้ดี

  • AI กำลังเปลี่ยน การสร้างบริษัท ยังไงคนคิด Product เป็น จะได้เปรียบที่สุด


ความเห็น

ใส่ความเห็น