จงให้เกียรติกับคนแปลกหน้าด้วยศักดิ์ศรี เพราะความโชคดีมักจะมาจากผู้อื่นอยู่เสมอ

จงให้เกียรติกับคนแปลกหน้าด้วยศักดิ์ศรี เพราะความโชคดีมักจะมาจากผู้อื่นอยู่เสมอ

จงปฏิบัติต่อคนแปลกหน้าด้วยศักดิ์ศรี เพราะคุณไม่มีวันรู้ว่าเขาเป็นใคร และวันหนึ่งคุณอาจเป็นคนแปลกหน้าคนนั้นเสียเอง
(ผมเคยขายสินค้าราคา 5 ล้านบาทในเวลา 15 นาที ได้จากกฎข้อนี้)
.
[0] เมื่อไม่กี่วันก่อนเบ้น เบ้นไปดูหนัง The Odyssey กับพี่ทอย Kasidis Satangmongkol ซึ่งพี่ทอย แกปิดโรงหนัง 500 กว่าที่นั่ง (ค่าสถานที่วันนั้น 6 หลักเลย) คนหลายร้อยคนที่ไม่เคยรู้จักกันมาดูหนังด้วยกัน
พี่ทอย เชื่อในหลักการนึงคือ “Give to Grow”
สมการคือ ‘เรายิ่งให้กับผู้คน = เราจะยิ่งได้กลับมาเรื่อยๆ’
ถ้าใครอยากเข้าใจสมการนี้จริงๆมาอ่านบทความนี้กันๆ
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
.
[1] ในหนัง The Odyssey (ไม่สปอยๆ) มี Culture นึงในตัวหนังคือ
มีกฎของซุสว่า ” Treat strangers with dignity” แปลแบบง่ายๆคือ จงปฎิบัติตัวกับคนแปลกหน้าด้วยศักดิ์ศรี เพราะ เราไม่รู้เลยว่า คนนั้นๆอาจจะเป็นเทพที่ปลอมตัวมาได้
.
[2] สิ่งที่น่าสนใจคือ กฎข้อนี้ไม่ได้บอกให้เราดีกับคนแปลกหน้า เพราะเขาอาจเป็นเทพแล้วจะกลับมาให้รางวัลเรา แต่กำลังบอกว่า…
.
Character ของคนเรา จะถูกเปิดเผยชัดที่สุด ตอนที่เราไม่รู้ว่าอีกฝ่ายให้อะไรเรากลับมาได้บ้าง
.
ถ้าเราพูดดีกับคนมีอำนาจ เพราะรู้ว่าเขาช่วยเราได้
ถ้าเราบริการลูกค้ารายใหญ่ เพราะรู้ว่าเขามีเงิน
ถ้าเราให้เกียรติคนดัง เพราะอยากให้เขาจำเราได้
.
สิ่งเหล่านั้นอาจยังไม่ใช่ “ความดี” ทั้งหมด
บางทีมันอาจเป็นแค่การลงทุน ที่เราหวังผลตอบแทนอยู่ตลอด
.
แต่การให้เกียรติคนที่เรายังไม่รู้จัก คนที่ดูเหมือนไม่มีอะไรตอบแทนเรา
หรือคนที่ไม่มีอำนาจต่อรองกับเราเลย ตรงนั้นต่างหากที่บอกว่า จริงๆ แล้วเราเป็นคนแบบไหน
.
[3] เมื่อเช้าเบ้นดันเปิดไปเจอโพสต์เก่าตัวเองในเฟสบุ้คส่วนตัว
เมื่อวันที่ 24 ตุลาคม 2021 ตอนนั้นเบ้นเริ่มทำธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ สร้างโครงการขาย โครงการแรก แล้ว Covid บุกเข้ามาพอดี
.
ช่วงนั้นธุรกิจเราไม่ดีเลย พนักงานขายก็ลาออกเพราะขายตึกไม่ได้
เบ้นเลยมานั่งเป็น เซลล์เฝ้าออฟฟิศและรับลูกค้าเอง (มาวันแรกเลย)
.
เปิดออฟฟิศได้ 15 นาที สักพักมีพี่ผู้ชายขี่มอเตอร์ไซค์เก่าๆ เข้ามาในโครงการด้อมๆมองๆแถวออฟฟิศ
เสื้อผ้าเขาขาดรุ่ย ยอมรับตามตรงว่าตอนนั้นเบ้นคิดในใจว่า ‘ไม่ใช่ลูกค้าตูแน่ๆ 555555’ น่าจะมาฝากใบปลิวสักอย่าง
.
[4] ระหว่างที่เบ้นคิดเรื่องนั้น เบ้นนึกย้อนถึงตัวเองกลับไปตอนอายุ 17,18 แถวนั้นๆ ตอนนั้นเบ้นเคยไปรับจ้างเป็นเด็กเสิร์ฟในงาน Event ทีหนึ่ง
วันนั้นเบ้นก็แต่งตัวไม่ได้ดีมาก และถูกคนมีเงินคนหนึ่งปฏิบัติด้วยไม่ดีสักเท่าไหร่
.
เบ้นจำความรู้สึกวันนั้นได้มาตลอด
มันเป็นความรู้สึกเหมือนเราไม่ได้ถูกมองว่าเป็น “คน” เท่ากัน
เพียงเพราะเสื้อผ้าที่เราใส่ และงานที่เรากำลังทำอยู่
.
หลังจากวันนั้น เบ้นเลยบอกตัวเองเสมอว่า
‘จะไม่ตัดสินใครจากภายนอก และจะไม่ดูถูกใคร ไม่ว่าเขาจะเป็นใครก็ตาม’
.
[5] เบ้นเลยลุกขึ้นมาเดินออกไปเปิดประตูต้อนรับพี่ผู้ชายคนนั้น คุยยิ้มให้ต้อนรับให้ข้อมูลลูกค้า คุยไปไม่ถึง 5 นาที พี่ผู้ชายคนนั้นยิ้มแล้วตอบมาว่า
‘“พี่ดีใจนะ ที่น้องปฏิบัติกับพี่ดี”’
จากนั้นเขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เปิดยอดเงินในบัญชีให้ดู ซึ่งมีสดอยู่กว่า 7 หลัก
.
แล้วพูดกับเบ้นต่อว่า ‘พี่ซื้อตึกน้องเลย ขอซื้อเงินสด”
.
เขาเฉลยว่า ถ้าไม่มีใครออกมาต้อนรับ หรือเซลล์มองเขาไม่ดี เขาจะขี่รถกลับทันที เขาอยากรู้เหมือนกันว่า ถ้าแต่งตัวแบบนี้แล้วเดินเข้ามา คนขายจะปฏิบัติกับเขายังไง
.
สุดท้ายสินค้าอสังหาริมทรัพย์ราคา 5 ล้านบาท ปิดการขายภายในเวลาประมาณ 15 นาที จบแบบงงๆ 55555
(ทีหลังเขายังเฉลยอีกว่า ดูคลิป YouTube แนวคนรวยแต่งตัวธรรมดาไปทดสอบพนักงานมาเยอะ เลยอยากลองทำดูบ้าง ไอบ้าเอ้ย5555)
.
สำหรับเบ้นว่านั้นพี่ผู้ชายคนนั้นเป็นเหมือนกับเทพที่ปลอมตัวมาช่วยธุรกิจของเบ้นในช่วงวิกฤตเลย (กราบบบ)
.
[6] พอกลับมาคิดถึงเรื่องพี่ทอยปิดโรงหนัง เบ้นเลยรู้สึกว่า Zeus’s Law กับ Give to Grow มันอาจเป็นเรื่องเดียวกัน
.
วันนั้นพี่ทอยปิดโรงหนัง 500 กว่าที่นั่ง ใช้เงินค่าสถานที่ 6 หลัก ชวนคนหลายร้อยคนที่บางคนไม่เคยรู้จักกันมาก่อน มาดูหนังด้วยกัน
.
ไม่มีช่วงขายคอร์ส ไม่มีการเปิดตัวสินค้า
ไม่มี Mini Talk โปรโมตตัวเองตามที่หลายคนคิดว่าจะมีด้วยซ้ำ
.
ดูหนัง ก็คือดูหนังจริงๆ 55555
.
พี่ทอยไม่รู้หรอกว่าคนที่มาวันนั้นจะให้อะไรแกกลับมา
บางคนอาจกลายเป็นลูกค้า บางคนอาจกลายเป็นเพื่อน
บางคนอาจแชร์เรื่องราวของแกต่อ (เช่นเบ้นเองเย้)
และบางคนอาจไม่ได้เจอกันอีกเลยตลอดชีวิต
.
แต่พี่ทอยก็ยังเลือก “ให้” ก่อน
และสิ่งที่น่าสนใจคือ ยิ่งแกให้มากเท่าไร คนก็ยิ่งรักและอยากกลับมาหาแกมากขึ้นเท่านั้น

นี่คือสิ่งที่หลายคนมักเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่า Give to Grow
มันไม่ได้แปลว่า “ให้วันนี้ เพื่อจะได้คืนพรุ่งนี้”
.
เพราะถ้าเราคำนวณผลตอบแทนไว้ตั้งแต่แรก สิ่งนั้นอาจไม่ใช่การให้แล้ว
มันคือการตลาดที่ปลอมตัวมาเป็นความใจดี
.
Give to Grow ที่แท้จริง คือการให้เพราะสิ่งนั้นเป็นส่วนหนึ่งของตัวเรา
.
เราให้ความรู้ เพราะอยากให้คนเก่งขึ้น
เราให้โอกาส เพราะเคยรู้ว่าการไม่มีโอกาสรู้สึกยังไง
เราให้เกียรติคนแปลกหน้า เพราะวันหนึ่งเราก็เคยเป็นคนแปลกหน้าที่อยากได้รับการต้อนรับเหมือนกัน
.
แล้วผลตอบแทนจะมาเมื่อไร ไม่มีใครรู้
.
บางครั้งมาใน 15 นาที บางครั้งใช้เวลา 8 ปี
บางครั้งไม่ได้กลับมาเป็นเงินเลย
.
แต่มันอาจกลับมาเป็นความไว้ใจ ชื่อเสียง มิตรภาพ โอกาส หรือการที่มีคนหลายร้อยคนยอมสละเวลามาหาเรา เพียงเพราะเราเป็นคนชวน

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


.
[7] #สรุปแบบลงดาบ
เมื่อก่อนเบ้นอาจเรียกเรื่องนี้ว่า “อย่าตัดสินคนจากภายนอก”
พี่ทอยเรียกมันว่า Give to Grow
ส่วนในโลกของ The Odyssey มันถูกเรียกว่า Zeus’s Law
ชื่ออาจต่างกัน แต่แก่นเดียวกันคือ
.
จงให้เกียรติคน ก่อนที่คุณจะรู้ว่าเขาเป็นใคร และจงเป็นผู้ให้ ก่อนที่คุณจะรู้ว่าจะได้อะไรกลับมา

เพราะสุดท้ายแล้ว ความโชคดีส่วนใหญ่ในชีวิตเรา มักเดินทางมาผ่าน “ผู้คน”

แต่เราไม่มีทางรู้หรอกว่า มันจะมาในร่างของคนแบบไหน

บางครั้งอาจใส่สูทขับรถหรู
บางครั้งอาจใส่เสื้อขาดๆ ขี่มอเตอร์ไซค์เก่าๆ
และบางครั้งอาจเป็นคนแปลกหน้าที่นั่งอยู่ข้างเราในโรงหนัง
.
ดังนั้น อย่าให้เกียรติคนอื่นเพียงเพราะเขาอาจเปลี่ยนชีวิตเรา
จงให้เกียรติเขา เพราะนั่นคือคนแบบที่เราอยากจะเป็นกับโลกใบนี้
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะทำให้เราไม่รีบตัดสินคนจากภาพแรกที่เห็น
.
เพราะเราไม่มีวันรู้ว่า ใครกำลังยืนอยู่ตรงหน้าเรา
และที่สำคัญกว่านั้นคือ ในวินาทีนั้น เรากำลังเลือกอยู่เหมือนกันว่า
เราจะเป็นคนแบบไหนต่อหน้าเขา.
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ต้นทุนของการไม่เริ่มลงมือทำจะแพงขึ้น รู้อยู่ในใจอยู่แล้วว่าต้องทำอะไรแต่ไม่ได้ทำ

  • ทำไมวันนี้คนคนเดียวถึงจะชนะคนสิบคนได้ อธิบายวิธีคิดความเข้าใจเรื่อง Leverage

  • ทำไม “ทำทุกวัน” อาจไม่ใช่คำแนะนำที่ดีเสมอไปเราอาจกำลังวัดความก้าวหน้าผิดอย่างไหม?


ความเห็น

ใส่ความเห็น