ผลกระทบของมือถือกับสมอง&แรงจูงใจยิ่งเล่นโทรศัพท์เยอะสมองยิ่งไม่อยากทำอะไร

ผลกระทบของมือถือกับสมอง&แรงจูงใจยิ่งเล่นโทรศัพท์เยอะสมองยิ่งไม่อยากทำอะไร

ผลกระทบของมือถือกับสมองและแรงจูงใจ
(ยิ่งเล่นมือถือบ่อย ทำไมเรายิ่งไม่อยากทำอะไร?)
.
เราทุกคนรู้อยู่มือถือทำให้เรา “สมาธิสั้นลง”
.
แต่ Dr. Andrew Huberman อธิบายว่า
มือถืออาจเข้าไปเล่นกับ “ระบบแรงจูงใจ” ในหัวเราด้วย
.
เราไม่ได้แค่ทำงาน แต่ต้องเปิดเพลงและเช็กมือถือไปด้วย
ไม่ได้แค่กินข้าว แต่ต้องดูคลิปไปด้วยระหว่างกินข้าว
ไม่ได้แค่ออกกำลังกาย แต่ต้องมีมือถืออยู่ข้างตัว
.
เมื่อสมองได้รับความตื่นเต้นหลายอย่างพร้อมกันบ่อยๆ
กิจกรรมธรรมดาอย่างเดียวอาจเริ่มรู้สึกว่า “ไม่พอ”
.
และนี่อาจเป็นเหตุผลว่า
ทำไมเรายิ่งมีสิ่งกระตุ้นมากขึ้น แต่กลับยิ่งไม่อยากทำอะไร
.
ถ้าใครรู้สึกชีวิตช่วงนี้เนือยๆไม่รู้จะทำอะไรดี อาจจะมาจากมือถือก็ได้
ลองสังเกตุตัวเองกันดู หลักการมีอยู่ [5] ข้อนี้ ลองเอาไปสังเกตตัวเองกันได้เล้ย #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
===========================================
[1] Dopamine ไม่ได้ทำให้เราแค่ “รู้สึกดี” แต่มันทำให้เรา “อยากทำอีก”
.
คนส่วนใหญ่มักเรียก Dopamine ว่าเป็นสารแห่งความสุข
.
ทำสิ่งนี้แล้ว Dopamine หลั่งแปลว่าเรามีความสุข
.
แต่จริงๆ Dopamine เกี่ยวข้องกับ Motivation (แรงจูงใจ) การเรียนรู้ และการแสวงหารางวัล
พูดง่ายๆคือมันไม่ได้ทำให้เรารู้สึกว่า “ชอบ” อย่างเดียว
.
แต่มันมีส่วนทำให้เรารู้สึกว่า “ลองอีกครั้งดิ เผื่อรอบนี้จะเจออะไรดีๆ”
.
และนี่คือสิ่งที่เจ้ามือถือ(Social Media) มันเก่งมาก
บางครั้งเปิดมือถือแล้วไม่มีอะไร บางครั้งเจอข้อความธรรมดา
บางครั้งเจอคนกดไลก์ มีข้อความสำคัญ หรือคลิปที่สนุกมาก
.
เราไม่เคยรู้ว่าครั้งต่อไปจะเจออะไร
สมองจึงอยากให้เราหยิบขึ้นมาเช็กเรื่อยๆ
.
Dr. Andrew Huberman เรียกหลักการนี้ว่า Intermittent Reinforcement
หรือการได้รับรางวัลแบบไม่สม่ำเสมอ
(คล้ายๆ Fasting อาหารแต่เรื่องรางวัล)
.
เหมือนสมองกำลังเล่นเกมที่ไม่รู้ว่า เปิดมือถือรอบต่อไปจะได้รางวัลหรือไม่ได้ มือถือจึงไม่ได้ดึงเราด้วยสิ่งที่อยู่บนหน้าจอเท่านั้น
แต่มันดึงเราด้วย “ความเป็นไปได้” ว่าอาจมีอะไรอยู่บนหน้าจอ
.

🟢

 เราไม่ได้หยิบมือถือเพราะมีอะไรต้องดูเสมอไป

🔴

ลองสังเกตุว่าเราหยิบมือถือรู้สึก “อาจมีอะไรให้ดู” ไหม?

[2] มือถือไม่ได้แย่งแค่สมาธิ แต่มันแทรกตัวเข้าไปในทุกกิจกรรม
.
ลองสังเกตชีวิตประจำวันของเราดู
.
ตอนกินข้าว เราดูคลิป
ตอนเดินทาง เราฟัง Podcast
ตอนทำงาน เราเช็กข้อความ
ตอนออกกำลังกาย เราเปิดเพลงและดู Social Media
.
กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้ผิดนะ
.
ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อเราไม่สามารถทำกิจกรรมหนึ่ง
โดยไม่มีสิ่งกระตุ้นอีกหลายอย่างซ้อนอยู่ข้างบน
.
Dr. Andrew Huberman อธิบายว่า มือถือทำให้เรา Layering Dopamine
หรือซ้อนแหล่งความตื่นเต้นหลายอย่างไว้ในช่วงเวลาเดียวกันได้ง่ายมาก
.
เราไม่ได้แค่ออกกำลังกาย
แต่เราออกกำลังกาย + ฟังเพลง + เช็กข้อความ + ดูยอดไลก์
.
เราไม่ได้แค่ทำงาน
แต่เราทำงาน + เปิดเพลง + สลับหน้าจอ + เช็กแจ้งเตือน
ตอนแรกมันก็ช่วยให้กิจกรรมนั้นสนุกขึ้น
.
แต่เมื่อทำซ้ำบ่อยๆ สมองอาจเริ่มสร้างเงื่อนไขใหม่ว่า
.
ถ้าไม่มีเพลง = ไม่อยากเริ่ม
ถ้าไม่มีมือถือ = รู้สึกขาดอะไร
ถ้าไม่มีความตื่นเต้น = กิจกรรมนี้น่าเบื่อ
.
กิจกรรมเดิมไม่ได้เปลี่ยน
สิ่งที่เปลี่ยนคือ “จำนวนเงื่อนไข” ที่สมองต้องการก่อนจะรู้สึกอยากทำมัน
.

🟢

 มือถือช่วยเพิ่มความสนุกให้กิจกรรมได้

🔴

 แต่ถ้าต้องใช้ทุกครั้ง มันอาจกลายเป็นเงื่อนไขที่ขาดไม่ได้

[3] ยิ่ง Stack ซ้อนความตื่นเต้นมาก กิจกรรมธรรมดายิ่งน่าเบื่อ
.
ลองนึกภาพว่า
ตอนแรกการออกกำลังกายอย่างเดียวก็ทำให้เรารู้สึกดีได้
ต่อมาเราเริ่มเปิดเพลงไปด้วย มันสนุกขึ้น
.
จากนั้นเพิ่ม Podcast ถ่ายรูป และดู Social Media ระหว่างพัก
ไป Gym ทีนึงต้องมี Content ตั้งกล้องอีก เอาเข้าไป ยับ 55555
.
ตอนนี้การออกกำลังกายไม่ได้มีแค่กิจกรรมเดียวแล้ว
แต่มันมีความตื่นเต้นจากหลายทางรวมกัน
.
ถ้าเกิดขึ้นเป็นบางครั้งก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร
แต่ถ้าเราต้องทำแบบนี้ทุกครั้ง
สมองอาจเริ่มรู้สึกว่า การออกกำลังกายอย่างเดียว “ไม่สนุกแล้ว”
.
เรื่องเดียวกันเกิดขึ้นกับการทำงานได้
ถ้าเราต้องเปิดเพลง เช็กแชต หาของกิน และสลับดูคลิป
ถึงจะทนทำงานหนึ่งชิ้นได้
.
เราอาจไม่ได้กำลังสร้างแรงจูงใจ แต่กำลังสร้าง “ค่าเข้าใช้งาน” ให้กับสมอง
ก่อนเริ่มงานหนึ่งชิ้น ต้องจ่ายด้วยสิ่งกระตุ้นห้าอย่างก่อน 55555
.
สุดท้ายกลายเป็นว่ากิจกรรมธรรมดาจะเริ่มจืดลง
.
อ่านหนังสืออย่างเดียวเริ่มน่าเบื่อ
กินข้าวโดยไม่มีหน้าจอเริ่มรู้สึกว่าง
เดินทางไม่กี่นาทีก็ต้องหยิบมือถือ
ทำงานโดยไม่มีเสียงอะไรเริ่มรู้สึกฝืด
.
สิ่งที่น่ากลัวจึงไม่ใช่แค่มือถือขัดจังหวะเรา
แต่มันอาจกำลังทำให้ชีวิตในระดับธรรมดา ไม่รู้สึกน่าตื่นเต้นพอสำหรับสมองอีกต่อไป
.
เราลองสังเกตุตัวเองกันดูว่าทุกวันนี้เราเป็นแบบที่เล่ามาไหมๆ
(ซึ่งเบ้นบอกเลยว่า เบ้นเป็น 55555)

🟢

 ความสุขแต่ละอย่างไม่ได้เป็นปัญหา

🔴

 ปัญหาคือเราต้องใช้ทุกอย่างพร้อมกัน ถึงจะรู้สึกอยากทำกิจกรรมธรรมดา

[4] บางทีเราไม่ได้หมดไฟ แต่สมองชินกับ Peak ที่สูงเกินไป
.
เวลาทำสิ่งที่เคยชอบแล้วไม่สนุกเหมือนเดิมเรามักรีบสรุปว่า
.
“เราคงหมด Passion แล้ว” “งานนี้อาจไม่เหมาะกับเรา”
“ช่วงนี้เราไม่มีวินัยเลย”
.
แต่บางครั้งปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่สิ่งที่เราทำ
มันอาจอยู่ที่วิธีที่เราเข้าไปทำสิ่งนั้น
.
Dr. Andrew Huberman เล่าว่า เขาเคยเป็นคนที่ชอบออกกำลังกายมาก
แต่เมื่อเริ่มเอามือถือเข้าไปด้วย ทั้งฟังเพลง ฟัง Podcast และติดต่อกับคนอื่น
.
เขากลับรู้สึกว่าการออกกำลังกายสนุกน้อยลง มันไม่มีพลังแบบเดิม
เขาจึงทดลองไม่เอามือถือเข้าไปออกกำลังกาย
ไม่ส่งข้อความ และไม่เปิดอะไรจากมือถือ
.
ช่วงแรกทำได้ยาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป เขากลับมาสนุกกับการออกกำลังกายมากขึ้น
.
ประเด็นสำคัญคือ ก่อนจะสรุปว่าเราไม่มีแรงจูงใจ ไม่อยากทำอะไร
ลองถามตัวเองก่อนว่า
“เรากำลังคาดหวังให้กิจกรรมนี้สร้างความตื่นเต้นระดับสูงทุกครั้งหรือเปล่า?”
.
เพราะชีวิตจริงไม่สามารถพีคได้ทุกนาที
.
การเขียนหนังสือไม่ได้สนุกทุกหน้า
การสร้างธุรกิจไม่ได้ตื่นเต้นทุกวัน
การเรียนไม่ได้เข้าใจทุกบท
การออกกำลังกายไม่ได้รู้สึกดีทุกครั้ง
.
ถ้าเราตีความช่วงเวลาธรรมดาว่า แปลว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เราจะเปลี่ยนงาน เปลี่ยนเป้าหมาย และออกตามหาความตื่นเต้นใหม่ตลอดเวลา
.
ทั้งที่บางที Passion ไม่ได้หายไปไหน มันแค่ถูกสิ่งกระตุ้นอื่นกลบเอาไว้
.

🟢

 การไม่ตื่นเต้นทุกครั้ง ไม่ได้แปลว่าเราเลือกสิ่งผิด

🔴

 บางครั้งมันแปลว่าเราเคยชินกับการกระตุ้นมากเกินไป


[5] วิธีแก้ไม่ใช่เลิกใช้มือถือ แต่คือ Dopamine Unstacking
.
อ่านมาถึงตรงนี้ หลายคนอาจคิดว่า
.
งั้นต้องเลิกใช้มือถือ เลิกฟังเพลง แล้วไปนั่งมองกำแพงพรี่เหรอ 55555
.
ไม่ใช่แบบนั้นๆทุกคน
มือถือ เพลง หรือ Podcast ไม่ได้เป็นสิ่งไม่ดี
.
ประเด็นคือเราไม่จำเป็นต้องเอาทุกอย่าง
มารวมอยู่ในกิจกรรมเดียวกันทุกครั้ง
.
เบ้นขอเรียกวิธีนี้ว่า Dopamine Unstacking
หรือการแยกชั้นของสิ่งกระตุ้นออกจากกิจกรรม
.
ทำได้ด้วย 3 ขั้นตอน เบ้นเรียกมันว่า
3F [REMOVE → ROTATE → RELEARN] Framework
.
1. REMOVE – เอาออกหนึ่งอย่าง ไม่ต้องหักดิบเลิกใช้มือถือทั้งวัน
ลองเลือกกิจกรรมหนึ่งอย่าง แล้วเอามือถือออกไปเพียงช่วงสั้นๆ
.
กินข้าวหนึ่งมื้อโดยไม่ดูคลิป
ทำงาน 30 นาทีโดยปิดแจ้งเตือน
เดินระยะสั้นโดยไม่หยิบมือถือ
ออกกำลังกายบางช่วงโดยไม่เช็กข้อความ
(ทุกวันนี้เบ้นจะ Weight Traning แบบไม่เอามือถือไปเลย นานๆจะเอาไปที เล่นเสร็จไวขึ้นเยอะเลย)
.
2. ROTATE – อย่าใช้ตัวช่วยเดิมทุกครั้ง
.
บางวันเปิดเพลง บางวันไม่เปิด บางครั้งทำกิจกรรมกับเพื่อน บางครั้งทำคนเดียว
.
อย่าปล่อยให้สมองสร้างสมการว่า “ฉันทำสิ่งนี้ได้ [ก็ต่อเมื่อ]มีสิ่งนั้น”
ตัวช่วยควรเป็น Bonus ไม่ใช่ Requirement
.
3. RELEARN – กลับมาเรียนรู้ความพึงพอใจจากตัวกิจกรรม
.
เมื่อเอามือถือออก ช่วงแรกเราอาจรู้สึกเบื่อหรืออยากหยิบมันขึ้นมา
แต่ลองกลับมาสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า
.
ประโยคที่กำลังเขียน รสชาติของอาหาร
จังหวะการขยับของร่างกาย หรือคนที่เรากำลังคุยด้วย
.
เราไม่ได้กำลังลดความสุขในชีวิต
แต่เรากำลังลดจำนวนเงื่อนไขที่ต้องมีก่อนเราจะรู้สึกดีกับชีวิต
.

🟢

 เป้าหมายไม่ใช่เลิกใช้มือถือ

🔴

 แต่คือกลับมาเป็นคนเลือกว่าจะใช้มันเมื่อไร
===========================================

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)

#สรุปแบบลงดาบ
.
Recap อีกรอบ สุดท้ายละนะกันลืม 55555
.
1. Dopamine เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจและการแสวงหารางวัล ไม่ใช่แค่ความสุข
2. มือถือให้รางวัลแบบไม่แน่นอน เราจึงอยากหยิบขึ้นมาเช็กซ้ำ
3. ปัญหาไม่ได้มีแค่เรื่องสมาธิ แต่มือถือเข้าไปซ้อนกับกิจกรรมแทบทุกอย่าง
4. เมื่อสมองชินกับความตื่นเต้นหลายชั้น กิจกรรมธรรมดาอาจเริ่มรู้สึกว่าไม่พอ
5. ก่อนสรุปว่าเราหมดไฟ ลองลดสิ่งกระตุ้นแล้วกลับไปอยู่กับตัวกิจกรรม
6. ใช้ Dopamine Unstacking: 3F REMOVE → ROTATE → RELEARN
มือถือไม่ได้ขโมยแรงจูงใจของเราไปในวันเดียว
.
แต่มันอาจค่อยๆ เพิ่มมาตรฐานว่า เราต้องได้รับความตื่นเต้นมากแค่ไหน ถึงจะรู้สึกอยากทำอะไรบางอย่าง
.
จนวันหนึ่ง
.
งานอย่างเดียวไม่พอ อาหารอย่างเดียวไม่พอ
การออกกำลังกายอย่างเดียวไม่พอ แม้แต่คนที่นั่งอยู่ตรงหน้า ก็อาจไม่พอ
.
บางทีการกลับมามีแรงจูงใจ จึงไม่ใช่การหาเพลงใหม่ ซื้อของใหม่ หรือเปลี่ยนเป้าหมายใหม่
.
แต่มันคือการลดสิ่งกระตุ้นบางอย่างออก เพื่อฝึกให้สมองกลับมารู้สึกว่า
.
งานหนึ่งงานก็เพียงพอ อาหารหนึ่งมื้อก็เพียงพอ
บทความดีๆสักหนึ่งบทก็เพียงพอ
(เช่นบทความนี้ 5555 ชมตัวเองก่อนที่คนอื่นจะมาชมเรา)
.
เลิกทำให้โลกเรามันสนุกเกินความเป็นจริง เพราะชีวิตที่เราใช้อยู่ตอนนี้
สิ่งที่กำลังอยู่ตรงหน้าก็เพียงพอให้เราอยู่กับมันและสนุกกับมันได้แล้ว
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ออกแบบวิธีเล่าเรื่องยังไงให้คนจำได้ Storytelling ที่ดีไม่ไช่การเล่าหมดทุกอย่าง

  • กับดักของการฝึก Skill ในยุคนี้ 4 มิติ แห่งการฝึกทักษะให้ไม่เหมือนใคร

  • ทำไมพอชีวิตเริ่มดีขึ้นเรามักจะทำมันพัง ในสมองเรามีเพดานลับที่จะดึงเรากลับ


ความเห็น

ใส่ความเห็น