ทำไมคนเราถึงชอบมองหาไอเดียใหม่ๆ ทั้งๆที่ของเก่า เราก็ยังทำกันไม่ถึงไหนเลย

ทำไมคนเราถึงชอบมองหาไอเดียใหม่ๆ ทั้งๆที่ของเก่า เราก็ยังทำกันไม่ถึงไหนเลย

ทำไมคนเราถึงชอบมองหาไอเดียใหม่ๆ
ทั้งๆ ที่ของเก่าเราก็ยังทำกันไปไม่ถึงไหนเลย
.
เบ้นเชื่อว่าหลายคนน่าจะมี “สุสานของไอเดีย” เป็นของตัวเอง
.
ธุรกิจที่เคยอยากเปิด อยากจะทำ
ช่อง Meida ที่มีไอเดียที่อยากจะทำ
โปรเจกต์ที่ตอนคิดครั้งแรก รู้สึกว่า “อันนี้ดีแน่ๆ”
.
เราหาข้อมูล วางแผน ซื้อคอร์ส ตั้งชื่อโปรเจกต์
บางคนยังไม่ทันขายได้สักบาท แต่ Logo เสร็จแล้วนะ 55555
.
แต่พอเริ่มทำจริงไปได้ไม่นาน
งานเริ่มยาก ผลลัพธ์เริ่มไม่ออก และของที่ทำออกมาไม่เหมือนภาพในหัว
.
จังหวะนั้นเอง ไอเดียใหม่จะเดินเข้ามา พร้อมกับความรู้สึกว่า
.
“หรือจริงๆ เราควรไปทำอันนั้นนะ?”
“อันใหม่นี้น่าจะเหมาะกับเรามากกว่า”
“ตลาดนี้ดูมีอนาคตกว่านะ”
.
แล้วเราก็พาไอเดียเดิมไปฝัง ก่อนจะอุ้มไอเดียใหม่ขึ้นมา และทำแบบเดิมซ้ำอีกครั้ง และใช่ถ้าเราพวกเป็นอยู่ เบ้นก็เป็นเหมือนกัน (ยิ่งพอ AI มานะยับ55)
.
Anne-Laure Le Cunff นักประสาทวิทยาที่เบ้นชอบมากๆ เขียนบทความชื่อ The Cost of Possibility หรือ “ราคาของความเป็นไปได้”
.
เธอบอกว่า ปัญหาของคนที่มีไอเดียเยอะ ไม่ใช่การไม่มีทางเลือก
.
แต่คือเรามีทางเลือกมากเกินไป
จนไม่ยอมอยู่กับอะไรนานพอที่จะทำให้มันกลายเป็นเรื่องจริง
.
และต้นทุนที่แพงที่สุดของการมีทางเลือกเยอะ
คือเราอาจติดอยู่ในโลก Fantasy ของไอเดีย
โดยไม่ได้สร้างอะไรขึ้นมาจริงๆ มาหาวิธีแก้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
———————————————————
[1] ไอเดียที่ยังไม่ได้เริ่ม คือไอเดียที่ดูสมบูรณ์แบบที่สุด
.
ตอนที่ไอเดียยังอยู่ในหัว ทุกอย่างดีไปหมด
.
ธุรกิจยังไม่ขาดทุน ลูกค้ายังไม่บ่น
คอนเทนต์ยังไม่แป้ก เราเองก็ยังดูเก่งมากในจินตนาการ 55555
.
ไอเดียที่ยังไม่ได้เริ่มมีแต่ Possibility แต่ยังไม่มี Friction
มีแต่ความเป็นไปได้
ยังไม่มีข้อจำกัด งานน่าเบื่อ ปัญหาจุกจิก และความผิดหวังจากโลกจริง
.
แต่ทันทีที่เราเริ่มลงมือ ไอเดียที่สมบูรณ์แบบจะถูกบีบให้กลายเป็นโปรเจกต์จริงหนึ่งชิ้น
.
แล้วเราจะค้นพบว่า มันใช้เวลานานกว่าที่คิด
คนอาจไม่ได้สนใจขนาดนั้น งานที่ทำออกมาอาจไม่ได้ดีตั้งแต่ครั้งแรก
และบางวันเราก็ไม่ได้เก่งเหมือนตัวเองในจินตนาการ
.
จังหวะนี้เองที่ไอเดียใหม่เริ่มดูดีกว่า
ไม่ใช่เพราะมันดีกว่าจริงๆ แต่เพราะมันยังไม่เคยถูกโลกความจริงต่อยหน้า
.
ดังนั้นหลายครั้ง เราไม่ได้กำลังเลือกระหว่าง
“ไอเดียเก่า” กับ “ไอเดียใหม่”
.
แต่กำลังเลือกระหว่าง Reality กับ Fantasy
.
และ Fantasy ได้เปรียบอยู่แล้ว เพราะมันยังไม่มีรอยตำหนิของความจริง
————————
[2] เราอาจไม่ได้ติดไอเดียใหม่ แต่ติดความรู้สึกตอนพบไอเดียใหม่
.
เบ้นเป็นคนหนึ่งที่มีอาการนี้บ่อยมาก
.
พอเห็น Business Model ใหม่ เครื่องมือใหม่ หรือคุยกับคนเก่งๆ
สมองจะเริ่มต่อภาพทันทีว่า
.
“เออ ถ้าเราทำอันนี้ มันน่าจะไปได้ว่ะ”
.
แล้วมันรู้สึกดีจริงนะเพราะตอนนั้นเรากำลังจินตนาการถึงปลายทาง
.
มันจะสร้างเงินเท่าไร คนจะสนใจแค่ไหน
ถ้าสำเร็จแล้วชีวิตเราจะเปลี่ยนยังไง
.
Anne อธิบายว่า Dopamine ไม่ได้เกี่ยวข้องแค่ตอนเราได้รับรางวัล
แต่มันเกี่ยวข้องกับช่วงที่เรากำลังคาดหวังว่ารางวัลอาจกำลังมา โดยเฉพาะเมื่อผลลัพธ์ยังไม่แน่นอน
.
ไอเดียใหม่จึงให้ความตื่นเต้นได้ทันที
โดยที่เรายังไม่ต้องจ่ายราคาด้วยการลงมือ
.
แต่พอเริ่มทำจริง ความตื่นเต้นจะถูกแทนที่ด้วยงานธรรมดา
.
ต้องแก้ปัญหา ทำเรื่องเดิมซ้ำๆ
ส่งงานทั้งที่ยังไม่พอใจ และอยู่กับช่วงที่ยังไม่มีใครเห็นผลลัพธ์
.
คนจำนวนมากจึงไม่ได้เลิกเพราะไอเดียเดิมไม่ดี
แต่เลิกเพราะไอเดียเดิมไม่ให้ความรู้สึกใหม่แล้ว
.
เราเข้าใจผิดว่า
“ความตื่นเต้นหายไป” แปลว่า “เราเลือกผิด”
.
ทั้งที่บางทีมันแค่หมายความว่า
เราออกจากช่วงฝัน และกำลังเข้าสู่ช่วงสร้างของจริง
————————————————
[3] Curiosity สร้างความเป็นไปได้ แต่ Commitment สร้างผลลัพธ์
.
ความอยากรู้อยากลองไม่ใช่เรื่องผิด
เบ้นคิดว่ามันเป็นข้อได้เปรียบของคนทำธุรกิจและคนทำคอนเทนต์ด้วยซ้ำ
.
มันทำให้เราเห็นโอกาสใหม่ เชื่อมเรื่องที่คนอื่นไม่เคยเชื่อม
และคิดสิ่งที่ไม่เคยมีใครคิดออกมาได้
.
แต่ Curiosity มีหน้าที่เปิดประตู ไม่ได้มีหน้าที่พาเราเดินไปถึงปลายทาง
ถ้าเราเปิดประตูใหม่ทุกวัน แต่ไม่เคยเดินเข้าไปในห้องไหนจริงๆ
.
สุดท้ายเราจะรู้จักทางเข้าของทุกห้อง
แต่ไม่มีห้องไหนกลายเป็นของเราเลย
.
Commitment จึงไม่ได้แปลว่า เราต้องแต่งงานกับไอเดียนี้ไปตลอดชีวิต
.
แต่มันคือการบอกตัวเองว่า
.
“ในช่วงเวลานี้ เราจะหยุดมองหาทางเลือกที่ดีกว่า
และให้เวลาสิ่งที่เลือกได้พิสูจน์ตัวเองก่อน”
.
เพราะทุกครั้งที่เราเลือกโปรเจกต์หนึ่ง
เราต้องยอมรับว่า จะมีอีกสิบโปรเจกต์ที่ไม่ได้ทำ
.
นี่คือราคาของ Focus
.
Focus ไม่ใช่แค่การรู้ว่าจะทำอะไร
แต่มันคือการยอมพลาดสิ่งอื่น เพื่อให้สิ่งที่เลือกมีโอกาสสำเร็จ
————————————————————-
[4] อย่าทิ้งไอเดียใหม่ แต่ก็อย่าให้มันแย่งพวงมาลัย
.
ยิ่งเราอ่านเยอะ เสพคอนเทนต์เยอะ และคุยกับคนเก่งมากเท่าไร
ไอเดียใหม่ก็จะยิ่งเกิดขึ้นเรื่อยๆ
.
ดังนั้นคำตอบไม่ใช่การบังคับตัวเองให้หยุดคิด
.
Anne แนะนำให้สร้าง Idea Inbox
เมื่อมีไอเดียใหม่ ให้เขียนเก็บไว้ก่อน
แต่ยังไม่ต้องวิ่งตามมันทันที
.
การจดเหมือนบอกสมองว่า
“ไม่ได้ทิ้งนะ มันยังอยู่ตรงนี้ เดี๋ยวถึงเวลาค่อยกลับมาดู”
.
แต่เบ้นคิดว่าควรมีกฎเพิ่มอีกข้อคือ
.
อย่าตัดสินไอเดียใหม่ในวันที่กำลังเบื่อไอเดียเก่า
เพราะวันนั้นเราไม่ได้เปรียบเทียบสองไอเดียอย่างยุติธรรม
.
เรากำลังเอาไอเดียเก่าที่เห็นเบื้องหลังทั้งหมดแล้ว
ทั้งปัญหา งานหนัก ความน่าเบื่อ และข้อบกพร่อง
.
ไปเทียบกับ Trailer ของไอเดียใหม่ที่ถูกตัดมาเฉพาะฉากที่น่าตื่นเต้นที่สุด
แบบนี้ไอเดียใหม่ก็ชนะอยู่แล้ว
—————————–
[5] อย่ารอให้มีเวลาว่าง ต้องสร้างเวลาที่ไอเดียหนึ่งจะได้มีชีวิต
.
ถ้าเราเป็นคนชอบคิด ไอเดียใหม่จะเกิดขึ้นเอง
แต่การทำให้ไอเดียกลายเป็นของจริงจะไม่เกิดขึ้นเอง
.
มันต้องมีเวลาที่ถูกปกป้อง
.
Anne เสนอ Tiny Experiment ง่ายๆ ว่า
.
“กันเวลา 3 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
เพื่อทำไอเดียหนึ่งอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 3 สัปดาห์”
.
เราไม่ได้สัญญาว่าจะทำมันไปตลอดชีวิต
ไม่ต้องลาออกจากงาน และยังไม่ต้องมั่นใจด้วยซ้ำว่าไอเดียนี้ดีที่สุด
.
แค่หยุดค้นหาไอเดียที่ดีกว่าชั่วคราว
แล้วให้สิ่งที่เลือกได้มีโอกาสพิสูจน์ตัวเองผ่านการลงมือ
.
เพราะบางคำตอบ เราคิดอยู่ในหัวให้ตายก็หาไม่เจอ
.
ลูกค้าจะซื้อไหม เราชอบงานจริง หรือชอบแค่ภาพของตัวเองตอนทำงานนี้
เรามี Skill ที่เหมาะหรือเปล่า และปัญหานี้มีคุณค่าพอให้แก้ไหม
.
คำตอบไม่ได้อยู่ก่อนการลงมือ มันซ่อนอยู่หลังการลงมือทำ
———————–

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
ช่วงนี้เบ้นเพิ่งยอมรับกับตัวเองเหมือนกันว่า
สิ่งที่ทำให้เราไม่มี Focus อาจไม่ใช่เพราะเรามีไอเดียไม่ดี
.
แต่เพราะเรามีไอเดียที่ดูดีเยอะเกินไปมากๆ55555
และพยายามถือทุกความเป็นไปได้เอาไว้พร้อมกัน
.
เรากลัวว่าถ้าเลือกอันนี้จะพลาดอีกอันที่อาจดีกว่า
แต่ยิ่งไม่ยอมเลือก เราก็ยิ่งไม่ได้สร้างอะไรจริงๆ
.
สุดท้ายชีวิตเต็มไปด้วยไอเดียที่เริ่มไว้
โปรเจกต์ที่มีชื่อแล้ว Logo ที่ทำเสร็จแล้ว
ไฟล์ที่เขียนไว้สามหน้า , AI Agent สุดโหด ที่เท่มากๆแต่สร้างผลลัพธ์ไม่ได้
และธุรกิจที่เราเคยพูดว่า “เดี๋ยวจะทำ”
.
ทุกครั้งที่เราเลือกบางอย่าง เราต้องยอมปล่อยบางอย่าง
ทุกครั้งที่เรา Commit เราต้องยอมเสียความตื่นเต้นจากทางเลือกอื่น
.
แต่ต้นทุนของการปล่อยไอเดียหนึ่งไป
ยังถูกกว่าต้นทุนของการเริ่มทุกอย่าง
แล้วพาทุกอย่างไปฝังไว้ในสุสานเดียวกัน
.
Curiosity ทำให้เราเห็นโลกที่เป็นไปได้
แต่ Commitment เท่านั้นที่ทำให้โลกใดโลกหนึ่งเกิดขึ้นจริง
.
บางทีเราอาจไม่ได้ต้องการไอเดียที่ดีกว่า
.
เราแค่ต้องอยู่กับไอเดียเดิมให้นานพอ
จนมันผ่านช่วงที่ไม่สนุก ไม่สมบูรณ์แบบ และไม่เหมือนที่จินตนาการไว้
.
เพราะผลงานที่ยังไม่สมบูรณ์ แต่มีอยู่จริง
มีคุณค่ามากกว่าไอเดียสมบูรณ์แบบ
ที่ลงเอยด้วยการเป็นเพียงป้ายหลุมหนึ่งใน “สุสานของไอเดีย”
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้มันจะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ป้ายยาหนังสือ เรื่อง Skincare ที่ ไม่ Bias ที่สุด

  • 29 บทเรียนของการเป็นผู้ใหญ่ by Ryan Holiday

  • ถ้าเราอายุยังไม่เกิน 40 ปี ตอนนี้ Technology มีโอกาสจะพาเราไปถึง 120 ปีกันได้แล้ว


ความเห็น

ใส่ความเห็น