ธุรกิจไม่ได้โตตามคนในบริษัทที่มากขึ้น มีคนมากขึ้น ไม่ได้แปลว่าบริษัทเก่งขึ้นดีขึ้น

ธุรกิจไม่ได้โตตามคนในบริษัทที่มากขึ้น มีคนมากขึ้น ไม่ได้แปลว่าบริษัทเก่งขึ้นดีขึ้น

เรากำลังขยายคนในธุรกิจให้เพิ่มมากขึ้น เพื่อให้ธุรกิจเราวุ่นวายขึ้นหรือเปล่า
.
เมื่อก่อนเบ้นเชื่อว่าถ้าอยากให้ธุรกิจโต เราต้องจ้างคนเพิ่ม
.
พอยอดขายเพิ่ม ก็จ้างเพิ่ม
งานเริ่มวุ่นวาย จ้าง Manager
Manager ดูแลไม่ทั่วถึง ก็สร้างแผนกเพิ่ม ปั้นทีมใหม่
.
จนวันหนึ่งธุรกิจมียอดขายเกิน 100 ล้านบาท และมีทีมมากกว่า 300 คน
หันมาอีกที ชีวิตมีแต่ ประชุม ดูงาน สื่อสาร People people ตัดสินใจทุกๆวัน
.
ตอนนั้นผมเชื่อว่า
‘ปริมาณคนในองค์กรคือหนึ่งในหลักฐานของความสำเร็จ’
(ตอนนั้นโครตบ้า55555)
.
แต่พอมีคนจำนวนมากจริง ๆ ผมกลับพบว่า
จำนวนคนที่เพิ่มขึ้นไม่ได้แปลว่าความสามารถของบริษัทจะเพิ่มขึ้นตาม
.
บางครั้งเราจ้างเพิ่ม 10 คน
แต่คนที่ต้องตัดสินใจทุกอย่างยังเป็นเจ้าของคนเดิม
.
มีคนช่วย “ทำงาน” มากขึ้น แต่มีคนช่วย “ดูแล Output” เพียงไม่กี่คน
(เหมือนแบบทำๆไป แต่ผลลัพธ์ไม่ได้ก็ไม่มีเกี่ยว)
.
เพราะทุกคนที่เพิ่มเข้ามา มาพร้อมการสื่อสาร การประสานงาน และความเข้าใจที่ไม่ตรงกัน
.
ผมจึงเริ่มตั้งคำถามใหม่ว่า
เราจะเพิ่มความสามารถให้ธุรกิจ โดยไม่ต้องเพิ่มจำนวนคนในอัตราเดียวกันได้ไหม นี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ผมสนใจ One Person Business
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป

[1] บริษัทไม่ได้ต้องการแค่พนักงาน แต่ต้องการคนที่ถือผลลัพธ์ได้

Alex Hormozi มีแนวคิดหนึ่งที่ผมชอบมาก
.
“เพดานรายได้ของบริษัท ถูกกำหนดโดยความสามารถรวมของคนที่อยู่ข้างใน” เขาเรียกแนวคิดนี้ว่า ‘Entrepreneur Math’
.
ธุรกิจระดับ $1M
ต้องมีผู้ประกอบการระดับ $1M อยู่ด้านบน
และมีคนระดับ $100K ช่วยถือผลลัพธ์
.
ธุรกิจระดับ $10M
ต้องมีผู้ประกอบการระดับ $10M
และมีคนระดับ $1M หลายคนอยู่ในทีม
.
ส่วนธุรกิจระดับ $100M
ก็ต้องมีผู้นำหลายคน
ที่สามารถถือธุรกิจระดับ $10M ได้ด้วยตัวเอง
.
ตัวเลขนี้ไม่ได้บอกว่าใครมีคุณค่ามากกว่า แต่มันกำลังถามว่า
คนคนนี้สามารถรับผิดชอบผลลัพธ์ที่มีขนาดใหญ่แค่ไหน
.
ผู้ประกอบการในที่นี้ ไม่ได้หมายถึงคนที่ต้องออกไปเปิดบริษัทเอง
แต่คือคนที่ไม่ถามว่า “วันนี้ต้องให้ผมทำอะไร”
แต่ถามว่า “ผลลัพธ์ที่เราต้องการคืออะไร แล้จะพามันไปถึงตรงนั้นได้ยังไง”
.
คนแบบแรกช่วยลดงานของเจ้าของ
แต่คนแบบที่สองช่วยเพิ่มความสามารถให้กับบริษัท
คนบนสุดเป็นคนกำหนดเพดาน
แต่คนข้างล่างเป็นคนกำหนดว่า บริษัทจะไปถึงเพดานนั้นได้จริงหรือไม่
———
[2] มีพนักงาน 300 คน ไม่ได้แปลว่ามีคนตัดสินใจ 300 คน

บทเรียนหนึ่งที่เบ้นได้จากการเคยมีทีมใหญ่คือ
.
ต่อให้เราจ้างคนเก่งเข้ามา แต่ถ้าทุกเรื่องยังต้องผ่านเจ้าของ
สุดท้ายเราก็สามารถเปลี่ยนคนเก่ง ให้กลายเป็นคนรอคำสั่งได้
.
เหมือนเหมือนติด Limit จากข้างบน เหมือนระบบราชกาล
ดูภายนอกเหมือนบริษัทมีสมองหลายร้อยคน
.
แต่โครงสร้างกลับอนุญาตให้มีคนตัดสินใจจริง ๆ เพียงไม่กี่คน
ลูกค้ามีปัญหา กลับมาหาเจ้าของ
ยอดขายตก กลับมาหาเจ้าของ
คนในทีมมีปัญหา ก็กลับมาหาเจ้าของ
.
ยิ่งบริษัทโต เจ้าของยิ่งกลายเป็น Call Center ขององค์กร
และเมื่อทุกการตัดสินใจต้องรอคนคนเดียว
.
บริษัทก็จะโตได้ไม่เกินเวลา พลังงาน และ Judgment ของคนคนนั้น
ปัญหาเลยอาจจะไม่ใช่ว่าเรามีคนไม่พอ
.
แต่อาจเป็นเพราะ เราออกแบบให้ความสามารถทั้งหมดของบริษัท
ให้ออกมาจากเจ้าของทั้งหมด
——–
[3] One Person Business ไม่ได้แปลว่าต้องทำทุกอย่างคนเดียว

พอพูดถึง One Person Business หลายคนจะนึกถึงคนคนหนึ่งที่ต้องทำทุกอย่างเอง
.
ถ้าเป็นแบบนั้น มันเราจะเหมือนทำงานประจำที่ไม่มีวันหยุด และไม่มีเพื่อนร่วมงาน
.
สำหรับผม One Person Business
ไม่ได้แปลว่า One Person Does Everything 55555
.
แต่มันคือธุรกิจที่ออกแบบให้
เจ้าของหนึ่งคนเข้าถึงความสามารถจำนวนมากได้
.
เราอาจมีทีมเล็ก
มี Freelancer, Specialist, Partner
มี Software, Automation และ AI
.
บริษัทแบบเดิม Scale ด้วย Headcount
.
แต่ One Person Business พยายาม Scale ด้วย Capability
.
งานที่เป็น Core Skill เราเข้าใจเอง
งานที่เกิดซ้ำ เราสร้างระบบ
งานที่มีกฎชัดเจน เราใช้ Automation
งานเฉพาะทาง และไม่ได้ใช้บ่อยๆ เรา Outsource Specialist
.
ส่วนงานที่ต้องทำต่อเนื่อง และต้องเข้าใจบริบทสูงจริง ๆ
จึงค่อยจ้างคนประจำ (แบบที่จำเป็นจริงๆ)
.
เมื่อก่อนเบ้นจะชอบถามว่า
“ถ้าอยากโต ต้องจ้างเพิ่มกี่คน” คน 1 คนต้องหาเงินได้หัวละเท่าไหร่
.
แต่วันนี้ผมถามว่า “ถ้าอยากโต เราต้องเพิ่มความสามารถอะไร
และมันจำเป็นต้องมาในรูปของคนหรือเปล่า”

เพราะเป้าหมายของ One Person Business ไม่ใช่การมีคนให้น้อยที่สุด
แต่คือการทำให้ความสามารถของธุรกิจ โตเร็วกว่าจำนวนคน
————-

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
เบ้นว่า เราอย่านับว่าบริษัทมีกี่คน ให้นับว่าในบริษัทมีผลลัพธ์อะไรบ้าง
.
เพราะถ้าจ้างเพิ่ม 10 คน แต่ทุกการตัดสินใจยังต้องกลับมาหาเจ้าของ

สิ่งที่เพิ่มขึ้นไม่ใช่ Capability
แต่มันคือ Cost และความวุ่นวาย
.
นี่คือสิ่งที่ทำให้ผมสนใจ One Person Business
.
ไม่ใช่เพราะอยากทำทุกอย่างคนเดียว
แต่เพราะไม่เชื่อแล้วว่า การเพิ่มคนคือคำตอบของทุกปัญหา
.
งานบางอย่างควรใช้คน บางอย่างควรใช้ Specialist
บางอย่างควรสร้างระบบ และบางอย่างควรให้ Automation ทำ
.
เบ้นไม่ได้บอกให้เราไม่จ้างคนนะครับๆแต่ก่อนจ้างคนเพิ่ม ลองถามตัวเองว่า
.
ธุรกิจต้องการ “คน” เพิ่มจริง ๆ
หรือเราแค่ยังไม่ได้ออกแบบวิธีทำงานให้ดีพอ
.
เพราะธุรกิจไม่ได้ใหญ่จากจำนวนคนที่อยู่ข้างใน
แต่มันใหญ่จาก ขนาดของผลลัพธ์ที่คนและระบบข้างในสามารถรับผิดชอบได้
.
เป้าหมายของ One Person Business จึงไม่ใช่การมีคนให้น้อยที่สุด
แต่คือการทำให้มี Output โดยที่จำนวนคนไม่จำเป็นต้องโตตาม
.
ผมคิดว่าเรากำลังอยู่ในยุคที่ วิธีคิดแบบเก่าอาจจะใช้ไม่ได้แล้ว เราต้องลองตั้งคำถามใหม่ ว่าธุรกิจที่เรากำลังขยาย มันกำลังขยายความวุ่นวาย หรือมันกำลังขยาย ผลลัพธ์

เพราะถ้าเป็นอย่างแรกแล้ว เรากำลังพาตัวเองไปขังอยู่ในกรงที่เราก็หากุญแจไขมันออกไปไม่ได้ จนกว่าเราจะเกษียณ

อย่าออกแบบชีวิตที่เราไม่ได้อยากใช้ ลุยกันค้าบบ

ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • วิธีเติบโตในแบบของ Introvert. Social Coin ของคุณมีจำกัดใช้มันให้คุ้มค่า

  • ผลระยะยาวของ AI ไม่ใช่แค่การตกงาน แต่คือ “การเสียตัวตน” ที่ไม่Perfect

  • ทำไมเราถึงรู้สึกชีวิตไม่ไปไหนอยู่ที่เดิม มารู้จัก 4 Stage of Life


ความเห็น

ใส่ความเห็น