วิธีหลอกสมอง สำหรับคนที่ชอบวอกแวกให้เรากลับมาโฟกัสได้แบบให้เลิกแพ้มือถือ

วิธีหลอกสมอง สำหรับคนที่ชอบวอกแวกให้เรากลับมาโฟกัสได้แบบให้เลิกแพ้มือถือ

วิธีหลอกสมองสำหรับคนที่ชอบวอกแวก
ให้กลับมาโฟกัสได้แบบ “เลิกแพ้มือถือสักที”
(เพราะคำว่าเสียสมาธิ มันไม่ได้มีแบบเดียว)
.
เช้านี้เบ้นตื่นมา เปิดคอมมาจะทำงาน
แต่ผ่านไป 10 นาที รู้ตัวอีกทีนั่งเล่นมือถือแล้ว

ประเด็นคือ ไม่ได้มีใครทัก ไม่ได้มีเรื่องด่วน ไม่ได้มีอะไรสำคัญ
แต่สมองมันเหมือน “หาทางหนี” เอง
.
เราก็เลยสรุปง่ายๆว่า เราไม่มีสมาธิ เราแพ้มือถือ
เราเป็นคนวอกแวก เราโฟกัสอะไรนานๆไม่ได้
.
แต่เบ้นไปเจอคลิปนึงของ Ruri Ohama (จริงๆเธอเป็น ADHD สมาธิสั้นแบบจริงจังเลย) คลิปนี้เธอชื่อ
‘How To Trick Your ADHD Brain to Become Immune to Distraction’
.
เขาอธิบายไว้ดีมากว่า
ปัญหาของการเสียสมาธิ มันไม่ได้เกิดจาก “สิ่งรบกวนเยอะเกินไป” เสมอไป
บางครั้งเราเสียสมาธิเพราะมีอะไรเข้ามา “เยอะเกินไป”
งานเยอะ ความคิดเยอะ แจ้งเตือนเยอะ หัวแน่นจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
.
แต่บางครั้งเราเสียสมาธิ เพราะมีอะไร “น้อยเกินไป”
งานมันน่าเบื่อเกินไป เงียบเกินไป ช้าเกินไป สมองเลยออกไปล่าอะไรที่สนุกกว่า
.
และสิ่งที่ล่าได้ง่ายที่สุดก็คือ “มือถือ”
นี่คือเหตุผลที่คำแนะนำแบบ ปิดมือถือ เอามือถือไปไว้ไกลๆ นั่งห้องเงียบๆ
มันใช้ไม่ได้กับทุกคน และใช้ไม่ได้กับทุกวัน
เพราะบางวันเราต้อง “ลดสิ่งเร้า”แต่บางวันเราต้อง “เติมสิ่งเร้าแบบควบคุมได้”
.
ลองดู [6] ข้อนี้ แล้วจะเข้าใจว่า ทำไมบางวันเราทำงานได้ลื่นมาก
แต่บางวันต่อให้ซ่อนมือถือแล้ว สมองก็จะยังวิ่งหามือถืออยู่ดี
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
===========
[1] ปัญหาไม่ใช่ “ไม่มีสมาธิ” แต่คือสมองอยู่ผิดโซน
.
Focus มันไม่ได้เกิดจากการนั่งเงียบที่สุด
แต่มันเกิดจากสมองอยู่ในระดับที่ “พอดี”
.
ลองนึกภาพเป็นกราฟโค้ง
ฝั่งซ้าย = มีอะไรเกิดขึ้นน้อยเกินไป
ฝั่งขวา = มีอะไรเกิดขึ้นเยอะเกินไป
.
สมาธิที่ดีจะอยู่ตรงกลาง (สิ่งนี้เราเรียกว่า Flow State)
.
ถ้ามีอะไรน้อยเกินไป เราจะเบื่อ มึน ช้า ไม่อยากเริ่ม สมองเลยหนีไปหาอะไรสนุกๆ
แต่ ถ้ามีอะไรเยอะเกินไป เราจะหัวแน่น เครียด คิดไม่ออก ตัดสินใจไม่ได้ แล้วก็อยากหนีงานเหมือนกัน
.
ผลลัพธ์เหมือนกันคือ “ทำงานไม่ได้” แต่ต้นเหตุคนละเรื่อง
เราเข้าใจเรื่องนี้ก่อนๆ ไปต่อ

🟢

 คุณไม่ได้วอกแวกเสมอไป

🔴

 สมองคุณอาจแค่อยู่ผิดระดับ stimulation

[2] ถ้าคุณเบื่อเกินไป อย่าพยายามนั่งนิ่งๆ
.
อันนี้คนแก้ผิดเยอะมาก
เวลาเราทำงานไม่ได้ เราชอบคิดว่า
ต้องตัดทุกอย่างออก ต้องนั่งเงียบ ต้องไม่มีสิ่งรบกวน
.
แต่ถ้าวันนั้นสมองเรา under-stimulated
คือเบื่อเกินไป เงียบเกินไป งานไม่น่าตื่นเต้นพอ
การนั่งนิ่งอาจทำให้สมองยิ่งอยากหนี
.
เพราะสมองมันต้องการ stimulation
แต่ปัญหาคือเราไปเอา stimulation จากของที่ควบคุมไม่ได้ เช่น social, short video, doom scrolling
.
มันไม่ได้แค่ปลุกสมอง แต่มันลากสมองออกจากงานไปเลย
.
สิ่งที่ต้องทำคือเติม stimulation แบบคุมได้
เช่น เดินเบาๆ เปิดเสียง brown noise นั่งทำงานในคาเฟ่ เคี้ยวหมากฝรั่ง หรือทำงาน routine คู่กับ movement เล็กๆ
.

🟢

 ถ้าสมองเบื่อ ให้เติมสิ่งเร้าที่ไม่ขโมยสมอง

🔴

 อย่าใช้มือถือเป็นตัวปลุกสมอง

[3] Movement คือปุ่มเปิดสมองที่ง่ายที่สุด
.
บางวันเราไม่ต้องคิดให้ตัวเองอยากทำงาน
แต่ต้องขยับร่างกายให้สมองกลับมา online ก่อน
.
เพราะการเดินหรือขยับตัวเล็กๆ ช่วยให้ร่างกายตื่น หัวใจเริ่มทำงาน ระบบประสาทเริ่ม active
.
นี่คือเหตุผลที่หลายคนคิดงานออกตอนเดิน
อาบน้ำแล้วไอเดียมา
เดินคุยโทรศัพท์แล้ว productive กว่านั่งหน้าจอ
.
เพราะสมองบางแบบไม่ได้โฟกัสดีตอนนิ่ง
แต่มันโฟกัสดีตอนมี movement เล็กๆ ช่วยประคอง
.
ลองเริ่มง่ายๆ ก่อนทำงานยาก ให้เดิน 10 นาที
หรือเปิด voice note แล้วพูดสิ่งที่ต้องทำออกมา
.
บางทีการเดิน 10 นาที อาจทำให้คุณเริ่มงานได้ง่ายกว่าการนั่งจ้องจอ 1 ชั่วโมง
.

🟢

 อย่ารอให้พร้อมแล้วค่อยขยับ

🔴

 ขยับก่อน แล้วสมองจะค่อยพร้อมเอง


[4] งานน่าเบื่อ ต้องใช้ตัวช่วย ไม่ใช่ใช้แต่แรงใจ
.
งานบางอย่างไม่ได้ยาก แต่มันน่าเบื่อ
เช่น ตอบอีเมล เคลียร์เอกสาร จัดไฟล์ ทำรายงาน ตอบแชทลูกค้า
(ให้เราใช้ AI ทำ เดี๋ยวๆไม่ใช่ละ คนละประเด็น555555)
.
คือถ้าเราจำเป็นต้องทำเอง
งานพวกนี้สมองมันจะไม่อยากทำ
ไม่ใช่เพราะเราทำไม่ได้ แต่เพราะ reward มันต่ำเกินไป
.
วิธีที่ช่วยได้คือ Body Doubling
คือทำงานอยู่ใกล้คนอื่น แม้เราไม่ได้คุยกัน
.
นั่งคาเฟ่ นั่ง co-working เปิดกล้องทำงานกับเพื่อน
มันเหมือนเรายืมแรง accountability จากมนุษย์อีกคน
.
อีกวิธีคือ Intentional Multitasking
คือจับงานน่าเบื่อคู่กับสิ่งที่กระตุ้นนิดๆ แต่ไม่กินสมอง
.
เช่น เดินฟังประชุม ใช้ fidget ระหว่าง call เปิด noise เบาๆ ตอนทำงานซ้ำๆ
.
แต่กฎคือ งานที่สองต้องใช้สมองเกือบศูนย์
ถ้างานที่สองต้องคิดจริงจัง อันนั้นไม่ใช่ hack แล้ว อันนั้นคือ overload
.

🟢

 งานน่าเบื่อไม่ต้องใช้แต่ความอดทน

🔴

 ให้เติมสิ่งเร้าที่ช่วยพยุงสมองเราให้ทำต่อ

[5] ถ้าหัวแน่นเกินไป วิธีแก้คือเอาทุกอย่างออกจากหัว
.
อีกฝั่งนึงคือ over-stimulated
อันนี้ไม่ใช่เบื่อแต่อะไรๆ มันเยอะเกินไป
.
งานเยอะ deadline เยอะ คนทักเยอะ ความคิดเยอะ ความกังวลเยอะ
สุดท้ายสมองไม่รู้จะเริ่มตรงไหน
.
พอไม่รู้จะเริ่มตรงไหน เราก็หนี
.
วิธีแก้ฝั่งนี้ไม่ใช่เติมกาแฟ
ไม่ใช่เปิดเพลงมันส์ๆ ไม่ใช่หาคอนเทนต์เพิ่ม
แต่คือ downshift
.
ลดสิ่งเร้า แล้วเอาทุกอย่างออกจากหัว
วิธีง่ายสุดคือ brain dump
เปิดกระดาษหรือ note แล้วเทเขียนทุกอย่างออกมา
.
งานที่ต้องทำ เรื่องที่กังวล
คนที่ต้องตอบ สิ่งที่ค้าง ความรู้สึกที่วนอยู่ในหัว
.
ไม่ต้องเรียง ไม่ต้องสวย ไม่ต้องจัดหมวด แค่เอาออกมาก่อน
เพราะถ้ามันอยู่ในหัว สมองจะขยายมันให้ใหญ่ขึ้น
แต่พออยู่บนกระดาษ เราจะเริ่มเห็นมันตามจริง
.

🟢

 หัววุ่นอย่าเพิ่งจัดระบบชีวิต

🔴

 เอาทุกอย่างออกจากหัวก่อน

[6] อย่าทำ To-do list ตอน overwhelm ให้เลือกแค่ “หนึ่งอย่าง”
.
หลังจาก brain dump แล้ว คนส่วนใหญ่จะรีบทำ to-do list ยาวๆ
.
แบ่งหมวด ใส่ deadline ทำ Notion ใหม่ เปลี่ยน template ใหม่
แล้วสุดท้ายเหนื่อยกว่าเดิม 55555
.
เพราะตอนสมอง overwhelm เราไม่ได้ต้องการระบบที่ซับซ้อน
เราต้องการ “จุดเริ่ม”
ให้มองทุกอย่างที่เขียนออกมา แล้วถามตัวเองว่า
.
“อะไรคือสิ่งเดียวที่ถ้าทำเสร็จ จะทำให้ชีวิตเบาลงที่สุด?”
ไม่จำเป็นต้องเป็นงานโปรเจคใหญ่ที่สุด
.
อาจเป็นงานสำคัญที่สุด หรืออาจเป็นงานเล็กที่ทำให้ momentum กลับมา
เช่น ส่งไฟล์ที่ค้าง ตอบลูกค้าคนสำคัญ เคลียร์งานที่กวนใจ เขียน outline 1 หน้า โทรหาคนที่ต้องโทร
.
เราไม่ได้พยายามชนะทั้งวัน
เราแค่ต้องทำหนึ่งอย่างให้ระบบกลับมาเดิน
.

🟢

 ตอนหัวแน่น ให้เลือกหนึ่งอย่างที่ทำให้ชีวิตเบาลง

🔴

 อย่าพยายามแก้ทั้งชีวิตในรอบเดียว

============

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ

เอาแบบเข้าใจง่ายๆนะอีกรอบ การเสียสมาธิไม่ได้มีแบบเดียว
บางวันเราเสียสมาธิเพราะสมอง “เบื่อเกินไป”
บางวันเราเสียสมาธิเพราะสมอง “แน่นเกินไป”
.
ถ้าเบื่อเกินไป ให้เติม stimulation แบบควบคุมได้
เดิน ขยับตัว ทำงานใกล้คนอื่น เปิดเสียงเบาๆ ใช้ movement ช่วยพยุงสมอง
.
ถ้าแน่นเกินไป ให้ลด stimulation
ปิด input เอาความคิดออกจากหัว แล้วเลือกแค่หนึ่งงานที่ทำให้ชีวิตเบาลง
.
นี่คือเหตุผลที่ Productivity Advice แบบเดียว ใช้ไม่ได้กับทุกวัน
.
บางวันกาแฟคือยา บางวันกาแฟคือยาพิษ
บางวันคาเฟ่ช่วยให้ทำงาน บางวันคาเฟ่ทำให้หัวแตก
บางวันเพลงพาเข้า flow บางวันเพลงกลายเป็น noise
.
ปัญหาไม่ใช่ว่าสิ่งนั้นดีหรือไม่ดี
แต่คือมันเหมาะกับสภาพสมองของเราตอนนั้นไหม
.
สุดท้ายเราอาจไม่ได้แพ้มือถือขนาดนั้น
เราแค่ปล่อยให้มือถือเป็นแหล่ง stimulation ที่ง่ายที่สุดของสมอง
.
วันที่เราเริ่มอ่านตัวเองออกว่า ตอนนี้สมองต้องการ “เพิ่ม” หรือ “ลด” สิ่งเร้า
วันนั้นเราจะเลิกด่าตัวเองว่าไม่มีสมาธิ
แล้วเริ่มพาสมองกลับมาอยู่ในโซนที่ทำงานได้จริง
โฟกัสไม่ใช่การฝืนให้หนักขึ้นเสมอไป แต่มันคือการปรับสมองให้ถูกโซน
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ประกาศย้ายบ้าน +แจกคลาสฟรี ทุกคนเลย

  • 15 เคล็ดลับบริหารเวลา ของคนที่ประสบความสำเร็จ

  • Manifest 7 ขั้นตอนสู่สิ่งที่เราปราถนา (สรุปหนังสือจบ)


ความเห็น

ใส่ความเห็น