ทำไม “ทำทุกวัน” อาจไม่ใช่คำแนะนำที่ดีเสมอไปเราอาจกำลังวัดความก้าวหน้าผิดอย่างไหม?

ทำไม “ทำทุกวัน” อาจไม่ใช่คำแนะนำที่ดีเสมอไปเราอาจกำลังวัดความก้าวหน้าผิดอย่างไหม?

ทำไม “ทำให้ได้ทุกวัน” อาจไม่ใช่คำแนะนำที่ดีเสมอไป
(เพราะบางทีปัญหาไม่ใช่เราขี้เกียจ แต่เราอาจกำลังวัดความก้าวหน้าผิดอย่าง)
.
หนึ่งในคำแนะนำยอดฮิตของคนอยากเก่งขึ้นคือ “ทำให้ได้ทุกวัน”
.
เขียนทุกวัน อ่านทุกวัน ออกกำลังกายทุกวัน
ทำคอนเทนต์ทุกวัน ฝึกสกิลทุกวัน
.
มันฟังดูดีมาก และเบ้นก็เคยเชื่อแบบนั้นมาหลายปี
.
เพราะมันดูมีวินัย ดูสม่ำเสมอ
ดูเป็นคำแนะนำของคนที่เอาจริงเอาจังกับชีวิต
.
แต่พอทำไปนาน ๆ ผมเริ่มเห็นปัญหาบางอย่าง
.
ปัญหาไม่ใช่ “การทำทุกวัน” ไม่ดี
แต่ปัญหาคือเรามักนิยามคำว่า “ทำ” แคบเกินไป
.
เราคิดว่าการเขียน = ต้องมีหน้าใหม่เพิ่ม
เราคิดว่าการอ่าน = ต้องอ่านได้เยอะ
เราคิดว่าการออกกำลังกาย = ต้องเหนื่อย ต้องนาน ต้องมีเหงื่อ
เราคิดว่าการทำงาน = ต้องมี Output ออกมาให้เห็น
เราคิดว่าการพัฒนาตัวเอง = ต้องมีอะไรจับต้องได้ชัด ๆ ทุกวัน
.
พอวันไหนไม่มี Output เราก็รีบสรุปว่า “วันนี้ไม่ได้ทำอะไร”
.
ทั้งที่ความจริง บางวันความก้าวหน้าไม่ได้หน้าตาเหมือนการผลิตเพิ่ม
บางวันความก้าวหน้าคือการลบ
บางวันความก้าวหน้าคือการแก้
บางวันความก้าวหน้าคือการคิด
บางวันความก้าวหน้าคือการอ่านบางอย่างแล้วได้มุมใหม่
บางวันความก้าวหน้าคือการพัก เพื่อไม่ให้งานพัง
บางวันความก้าวหน้าคือการคุยกับใครบางคน แล้วเข้าใจปัญหาที่ติดมาหลายวัน
.
Ryan Holiday เล่าเรื่องนี้ไว้ดีมากในบทความชื่อ
The Question I Ask Myself At The End of Every Day
.
เมื่อก่อนเขาก็ทำเหมือนนักเขียนหลายคนคือวัดตัวเองด้วยจำนวนคำ
.
วันนี้ต้องเขียน 1,000 คำ วันนี้ต้องเขียน 2,000 คำ
หรืออย่างน้อยต้องเขียนให้ได้ “2 หน้าแย่ ๆ”
.
กฎ “2 หน้าแย่ ๆ” ฟังดูดีมาก
เพราะมันลดแรงกดดันจากการต้องเขียนให้ดี แค่เขียนออกมาก่อน
.
แต่พอเวลาผ่านไป Ryan เริ่มเห็นปัญหา
แม้แต่คำแนะนำแบบนี้ก็ยังทำให้เรายึดติดกับ “จำนวนหน้า”
และสิ่งที่เราวัด มันจะค่อย ๆ กลายเป็นสิ่งที่เราบูชาโดยไม่รู้ตัว
.
ถ้าวัดจำนวนหน้าเราจะเริ่มคิดว่างานของนักเขียนคือการ “เพิ่มหน้า”
แต่ความจริง งานเขียนไม่ได้มีแค่การเพิ่ม
.
บางวันงานเขียนคือการตัด บางวันงานเขียนคือการแก้
บางวันงานเขียนคือการอ่าน
บางวันงานเขียนคือการคุยกับคนที่ทำให้เราเห็นมุมใหม่
บางวันงานเขียนคือการเดินเล่น แล้วอยู่ดี ๆ คิดประโยคสำคัญออก
.
Ryan เลยเปลี่ยนคำถามใหม่จาก “วันนี้เขียนได้กี่หน้า?”
เป็น “วันนี้ฉันได้ทำ Positive Contribution ให้กับงานเขียนของฉันหรือเปล่า?”
.
ผมชอบคำนี้มาก Positive Contribution แปลเป็นไทยยังไงดี 55555
แปลว่า ‘การมีส่วนร่วมเชิงบวก’ คือการทำสิ่งที่ไปทางที่ดีขึ้น
.
Positive Contribution
มันไม่ได้ถามว่า วันนี้เราทำได้เยอะไหม
ไม่ได้ถามว่า วันนี้เราสมบูรณ์แบบไหม
ไม่ได้ถามว่า วันนี้เรามี Output มากพอไหม
.
แต่มันถามว่า วันนี้เราได้ทำอะไรบางอย่าง ที่ทำให้สิ่งสำคัญในชีวิตไปทางที่ดีขึ้นไหม?
.
ถ้ามันมี วันนี้ก็ไม่เสียเปล่า
.
บางวัน Positive Contribution คือการเขียนบทความยาว
บางวันคือการแก้หนึ่งย่อหน้าให้ดีขึ้น
บางวันคือการลบสิ่งที่ไม่จำเป็นออก
บางวันคือการอ่านหนังสือดี ๆ แล้วได้ไอเดีย
บางวันคือการคุยกับใครบางคนแล้วสิ่งที่ติดอยู่ในหัวเราเข้าใจมันมากขึ้น
บางวันคือการไม่ได้เขียนสักคำ แต่เข้าใจแล้วว่างานชิ้นนี้ควรไปทางไหน
.
คำถามนี้ทำให้ชีวิตง่ายขึ้นมาก
เพราะมันไม่ได้บังคับให้ความก้าวหน้าต้องมีหน้าตาเดียว
.
และพอคิดดี ๆนี่ไม่ใช่แค่กฎของนักเขียน แต่มันคือกฎของชีวิต
หลายครั้งเราเลิกทำสิ่งดี ๆ ไม่ใช่เพราะมันยาก
แต่เพราะเราคิดว่าถ้าทำได้นิดเดียว มันไม่มีค่า
.
เราไม่ออกกำลังกาย เพราะมีเวลาแค่ 10 นาที
เราไม่อ่านหนังสือ เพราะคืนนี้อ่านได้แค่ไม่กี่หน้า
เราไม่เริ่มเขียน เพราะวันนี้สมองไม่คม
เราไม่เริ่มธุรกิจ เพราะยังไม่พร้อมเต็มร้อย
เราไม่ทำคอนเทนต์ เพราะยังไม่มีไอเดียที่ดีที่สุด
.
นี่คือกับดัก All-or-Nothing Thinking
.
ไม่สุด ก็ไม่ทำ ไม่เต็มที่ ก็ไม่นับ ไม่สมบูรณ์ ก็เหมือนล้มเหลว
.
วันนี้ไม่ได้ทำครบ = วันนี้แย่
ปีนี้อ่านได้ 33 เล่ม จากเป้า 50 เล่ม = ปีนี้อ่านน้อย
มีเวลาแค่ 5 นาที = ไม่ต้องทำก็ได้
ไม่ได้ทำตามแผน 100% = เราไม่มีวินัย
.
สุดท้ายเราไม่ได้แพ้เพราะทำได้น้อย
แต่แพ้เพราะ “ไม่นับ” สิ่งเล็ก ๆ ที่เราทำได้
.
ใน Discipline Is Destiny, Ryan พูดถึงแนวคิด Kaizen
แนวคิดญี่ปุ่นเรื่องการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง
.
Kaizen ไม่ได้บอกว่าเราต้องเปลี่ยนทั้งชีวิตในวันเดียว
แต่มันคือการถามว่า วันนี้มีอะไรที่ทำให้ดีขึ้นได้นิดนึงไหม?
.
ดีขึ้น 1% เข้าใจขึ้น 1%
เบาขึ้น 1% ง่ายขึ้น 1% นิ่งขึ้น 1%
.
ตอนเกิดขึ้นมันดูเหมือนไม่มีอะไร
แต่พอสะสมไปเรื่อย ๆ มันกลายเป็นชีวิตที่ดีขึ้นอีกระดับหนึ่ง

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


.
คนส่วนใหญ่ไม่เริ่ม
ในกลุ่มคนที่เริ่ม คนส่วนใหญ่ไม่ทำต่อ
ในกลุ่มคนที่ทำต่อ คนส่วนใหญ่ทำแค่ตอนอยากจะทำ
.
เพราะฉะนั้น คนที่แค่ “กลับมา” ทุกวัน
แล้วทำให้ดีขึ้นนิดนึง จริง ๆ แล้วเป็นคนที่หายากมาก
Stoic เองก็มองเรื่องนี้คล้ายกัน
.
Seneca เคยเขียนถึง Lucilius ประมาณว่า
ในแต่ละวัน ให้เราได้บางสิ่งกลับไป
บางสิ่งที่ทำให้เรารับมือกับชีวิตได้ดีขึ้น
.
ไม่ต้องได้ทุกอย่างในวันเดียว แค่วันละหนึ่งอย่าง
.
หนึ่งความคิด หนึ่งบทเรียน หนึ่งข้อสังเกต
หนึ่งสิ่งที่ทำให้เราแข็งแรงขึ้นกว่าเมื่อวาน
.
George Washington มีสุภาษิตสก็อตที่เขาชอบมาก
“many mickles make a muckle”
(ของเล็ก ๆ หลายชิ้น รวมกันแล้วกลายเป็นของใหญ่)
.
ชีวิตก็เป็นแบบนั้น
.
สุขภาพไม่ได้เปลี่ยนจากการออกกำลังกายวันเดียว
งานเขียนไม่ได้เกิดจากการเขียนวันเดียว
ธุรกิจไม่ได้ดีขึ้นจากไอเดียเดียว
ความสัมพันธ์ไม่ได้ดีขึ้นจากคำพูดดี ๆ ครั้งเดียว
ตัวตนไม่ได้ถูกสร้างจากการตัดสินใจใหญ่ ๆ แค่ไม่กี่ครั้ง
.
แต่มันถูกสร้างจากสิ่งเล็ก ๆ ที่เราทำซ้ำ
.
เราอ่านอะไร
เราใช้เวลากับใคร
เราให้คุณค่ากับอะไร
เราเลือกพูดหรือไม่พูดอะไร
เราแก้ปัญหาด้วยอารมณ์ หรือด้วยสติ
เราใช้ความเหนื่อยเป็นข้ออ้าง หรือใช้มันเป็นข้อมูล
เราเริ่มใหม่โดยไม่ต้องเกลียดตัวเองได้ไหม
.
สิ่งพวกนี้ตอนทำมันดูธรรมดามาก แต่เมื่อเวลาผ่านไป มันไม่ธรรมดาเลย
.
คืนนี้ก่อนนอน ลองถามตัวเองแค่คำถามเดียว
“วันนี้ฉันได้ทำอะไรให้สิ่งสำคัญในชีวิตดีขึ้นนิดนึงไหม?”
.
ถ้าคำตอบคือมีแม้มันจะเล็กน้อยมาก วันนี้ก็ไม่เสียเปล่า
เพราะอีกหลายปีข้างหน้า คุณอาจพบว่า ชีวิตที่คุณภูมิใจ
ไม่ได้ถูกสร้างจากวันที่ยิ่งใหญ่ไม่กี่วัน
.
แต่มันถูกสร้างจากวันธรรมดาหลายพันวัน
ที่คุณไม่ยอมปล่อยให้มันผ่านไปเฉย ๆ
วันนี้ของคุณ มี Positive Contribution อะไรบ้าง?
หนึ่งบรรทัดก็พอผมรอฟังอยู่ 

🙂

.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ปีนี้ยังไม่ดีเท่าที่หวังยังเหลืออีก 120 วัน ให้เราเปลี่ยนมันให้เป็นปีที่น่าจดจำ

  • เราไม่จำเป็นต้องมีผู้ติดตาม 50,000 คน ในการเริ่มเป็น One Person Business

  • ทำไมงานเขียนของเราถึงไม่มีคนอ่าน ไม่ต้องเขียน ให้ดีขึ้น แค่เขียนให้น่าเบื่อน้อยลง


ความเห็น

ใส่ความเห็น