ทำไมบางวัน “งานเดิมๆ” ถึงทำได้ลื่นมาก แต่บางวันแค่เปิดคอมก็หมดแรงแล้ว? (เพราะปัญหาอาจไม่ใช่งานยาก แต่คือข้างในเราปั่นป่วนเกินไป)
.
เบ้นไปเจอคลิปนึงของ Daniel Barada ชื่อว่า
“How to achieve anything effortlessly”
.
ตอนแรกก็คิดว่าเป็นคลิปแนวพัฒนาตัวเองทั่วไป อารมณ์แบบ ทำยังไงให้สำเร็จแบบไม่ต้องพยายาม 55555
.
แต่จริงๆคลิปนี้อธิบายเรื่อง Productivity ได้น่าสนใจมาก
เขาเอาเรื่อง ฟิสิกส์ + จิตวิทยา + ปรัชญาเต๋า มาอธิบายโหดมากก
.
(และเบ้นก็หาทำอีกแล้ววันนี้จะเอาเรื่องพวกนี้มาเขียนเป็นบทความอธิบายมาพร้อมไหมลุย!)
.
สังเกตุไหมว่า
บางวันเราทำงานแล้วรู้สึกไหลลื่นมาก คิดอะไรก็ออก เขียนอะไรก็ไหล ตัดสินใจก็ง่าย
.
แต่บางวันงานก็งานเดิม คอมก็เครื่องเดิม โต๊ะก็โต๊ะเดิม แต่ทุกอย่างฝืดไปหมด แค่เปิดไฟล์ก็เหนื่อย แค่ตอบแชตก็รำคาญ แค่คิดเรื่องเล็กๆ ก็เหมือนในหัวมีเสียงตีกัน 20 คน 55555
.
แล้วเราก็ชอบสรุปว่า
“วันนี้เราไม่มีวินัย” “วันนี้เราไม่ productive” “วันนี้เราพยายามไม่พอ”
.
ทั้งที่จริงๆ ปัญหาอาจไม่ใช่งาน แต่คือ Internal Turbulence (ความปั่นป่วนข้างในตัวเอง) พูดง่ายๆคือ งานอาจไม่ได้หนักขึ้น แต่ “สภาวะข้างในเรา” ทำให้งานเดิมหนักขึ้น
.
หลักการมีอยู่ [5] ข้อนี้ ลองเอาไปใช้กันได้เล้ย #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
===========================================
[1] ชีวิตเรามี 2 โหมด Laminar Flow กับ Turbulent Flow
.
ใน Fluid Dynamics (พลศาสตร์ของการไหล / วิชาที่อธิบายว่าของเหลวหรืออากาศเคลื่อนที่ยังไง) จะมีภาพง่ายๆอยู่ 2 แบบ
.
แบบแรกคือ Laminar Flow (การไหลแบบเรียบ)
คือการไหลที่เป็นระเบียบ ลื่น เป็นชั้นๆ ไม่ชนกันเอง
ลองนึกภาพน้ำผึ้งที่ไหลช้าๆ หรือควันที่ลอยขึ้นเป็นเส้นตรง
มันใช้พลังงานน้อย แต่เคลื่อนไปข้างหน้าได้ดี
.
แบบที่สองคือ Turbulent Flow (การไหลแบบปั่นป่วน)
คือการไหลที่วุ่นวาย ชนไปชนมา ไม่เป็นระเบียบ
เหมือนแม่น้ำเชี่ยวที่ไหลชนหิน หรือน้ำที่กระแทกไปทั่ว
มันก็ยังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าเหมือนกัน
แต่มันใช้พลังงานเยอะมาก
.
ประเด็นสำคัญคือ
ของเหลวอาจเป็นของเหลวแบบเดิม
แต่มันไหลต่างกัน เพราะ “เงื่อนไข” ต่างกัน
.
ถ้าเส้นทางโล่ง จังหวะดี ไม่มีแรงดันเกินไป
มันก็ไหลแบบ Laminar Flow (ไหลลื่น ใช้แรงน้อย)
.
แต่ถ้ามีหิน มีแรงกระแทก มีการฝืน มีการดันเกินจังหวะ
มันก็กลายเป็น Turbulent Flow (ไหลปั่นป่วน ใช้แรงเยอะ)
.
ชีวิตเราก็เหมือนกัน
.
บางวันเราทำงานแบบ Laminar Flow
คือคิดเป็นชั้นๆ ทำไปทีละเรื่อง ทุกอย่างต่อกันเป็นจังหวะ
เหมือนข้างในเราโล่งพอให้พลังงานไหลไปข้างหน้า
.
แต่บางวันเราทำงานแบบ Turbulent Flow
คือเปิดงานนี้ คิดเรื่องนั้น กังวลอนาคต ด่าตัวเอง เช็คมือถือ กลัวพลาด กลัวไม่ทัน กลัวไม่สำเร็จ
.
สุดท้ายงานก็เดินไปข้างหน้านะ
แต่พลังงานรั่วไปหมดแล้ว
.

งานเดิม อาจรู้สึกง่ายหรือยาก ขึ้นอยู่กับ state ข้างในเรา (สภาวะในใจและในหัวของเราตอนนั้น)

ปัญหาไม่ใช่แค่ “ทำอะไร” แต่คือ “เราทำมันจากสภาวะแบบไหน”
———————————————-
[2] สิ่งที่เราเรียกว่า “เหนื่อย” บางทีมันคือ Internal Turbulence
(การไหลพลังงานแบบปั่นป่วน)
.
หลายคนคิดว่า
ถ้ารู้สึกเหนื่อย แปลว่างานเยอะ
ถ้ารู้สึกฝืด แปลว่างานยาก ถ้ารู้สึกเครียด แปลว่าเรากำลังจริงจัง
.
แต่จริงๆมันอาจไม่ใช่ (อ่าวววละยังไงหละ มาฟังต่อ)
.
ความเหนื่อยจำนวนมากไม่ได้มาจากตัวงาน
แต่มาจาก Turbulence ที่เราสร้างขึ้นระหว่างทำงาน
.
หรือพูดง่ายๆคือ
เราไม่ได้เหนื่อยเพราะ “งาน” แต่เหนื่อยเพราะ “แรงต้านในหัวเราเอง”
.
มันมักมาจาก 3 อย่าง
.
1. Mental Overactivity (คิดเยอะเกินสถานการณ์จริง)
งานยังไม่เริ่ม แต่คิดไปแล้วว่า ถ้าทำไม่ดีจะเป็นยังไง ถ้าคนไม่ชอบจะเป็นยังไง ถ้าโพสต์ไม่ปังจะเป็นยังไง
.
บางทีเราเรียกสิ่งนี้ว่า “เตรียมตัว” แต่จริงๆมันคือเสียงรบกวนที่ปลอมตัวเป็นความ productive
.
2. Emotional Overinvestment (ใส่น้ำหนักกับผลลัพธ์มากเกินไป)โพสต์หนึ่งโพสต์ กลายเป็นตัววัดว่าเราเก่งไหม งานหนึ่งชิ้น กลายเป็นเหมือนศาลตัดสินชีวิตเรา
.
พอผลลัพธ์หนักเกินไป งานธรรมดาจะกลายเป็นเรื่องเอาชีวิตรอดทันที
.
3. Fear-Based Action (ทำจากความกลัว ไม่ใช่ความชัด)
เราตอบเร็วเพราะกลัวโดนว่า เรารับงานเพราะกลัวเสียโอกาส
เราเร่งทุกอย่างเพราะกลัวตามคนอื่นไม่ทัน
.
พอ 3 อย่างนี้รวมกัน สมองเราจะเหมือนแม่น้ำที่มีหินเต็มไปหมด
งานยังเท่าเดิม แต่ข้างในเรากระแทกตัวเองตลอดเวลา
.

ความเหนื่อยบางอย่างไม่ได้แปลว่างานหนัก

แต่มันแปลว่า “ข้างในเรามีแรงต้านเยอะเกินไป”
—————
[3] คนจำนวนมากเข้าใจผิดว่า “ตึง” แปลว่า “ตั้งใจ”
.
คนจำนวนมากเข้าใจผิดว่า tension = effort
.
เราคิดว่า
ถ้าทำงานแล้วเครียด แปลว่ากำลังจริงจัง ถ้ากดดันตัวเอง แปลว่ามีมาตรฐาน
ถ้ารู้สึกหนักตลอดเวลา แปลว่าเรากำลังทำเรื่องใหญ่
.
แต่จริงๆ ความตึงไม่ได้ทำให้เราฉลาดขึ้น มันทำให้มุมมองเราแคบลง
.
เวลาคนตึงมากๆ
เขาจะมองไม่เห็นทางเลือก เขาจะคิดเป็นเส้นตรง
เขาจะตีความทุกอย่างเป็นสัญญาณอันตราย
.
เหมือนนักดนตรีที่เล่นดีที่สุด ไม่ใช่ตอนที่เขาเกร็งนิ้วทุกวินาที
แต่คือตอนที่เขา trust ร่างกายที่ซ้อมมาแล้ว
.
นักกีฬาก็เหมือนกัน
จังหวะที่เขาเล่นดีที่สุด ไม่ใช่จังหวะที่เขาคิดทุก movement
แต่คือจังหวะที่เขาอยู่กับเกมจริงๆ
.
คนทำธุรกิจก็เหมือนกัน
การตัดสินใจที่ดีหลายครั้งไม่ได้เกิดตอนที่เราวิ่งตามปัญหาแบบบ้าเลือด
แต่มันเกิดตอนที่ใจนิ่งพอจะเห็นว่า จริงๆปัญหานี้ต้องแก้อะไรเป็นอันดับแรก
.
การผ่อนปรน ไม่ใช่ขี้เกียจ การผ่อนปรน คือ การจัดเรียง
.
มันคือการที่ข้างในเราไม่ขวางข้างนอก ยังทำงานอยู่ ยังใช้ effort อยู่
แต่ไม่ได้ใช้ effort ไปกับการทะเลาะกับตัวเอง
.

ทำงานแบบเบา ไม่ได้แปลว่าทำงานน้อย

บางทีแปลว่า “แรงไม่รั่ว”
—
[4] ปล่อยผลลัพธ์ ไม่ใช่เลิกแคร์ แต่คือเลิกเอาคุณค่าตัวเองไปแขวนไว้กับมัน
.
คำว่า Let go of the outcome ฟังดูเหมือนคำคมมาก
อารมณ์แบบ ปล่อยวาง แล้วจักรวาลจะจัดการเอง 55555
.
แต่จริงๆมัน practical กว่านั้นเยอะ
.
การปล่อยผลลัพธ์ ไม่ได้แปลว่าเราไม่สนใจผลลัพธ์
ไม่ได้แปลว่าเราทำเล่นๆ ไม่ได้แปลว่าเราไม่ทะเยอทะยาน
.
แต่มันแปลว่า เรายังเลือก direction (เส้นทาง) ได้
เรายังทำเต็มที่ได้ เรายังอยากให้งานออกมาดีได้
.
แต่เราไม่บังคับให้ reality (ความจริง) ต้องเกิดตาม script ในหัวเราทุกอย่าง
.
ปัญหาคือคนส่วนใหญ่ไม่ได้แค่ตั้งเป้า
แต่เอา identity (ตัวตน) ไปฝากไว้กับเป้านั้นด้วย
.
ถ้าโพสต์นี้ไม่ปัง = ฉันไม่เก่ง
ถ้าธุรกิจนี้ไม่โต = ฉันล้มเหลว
ถ้าคนไม่ซื้อ = ฉันไม่มีค่า
ถ้างานนี้ไม่สำเร็จ = ชีวิตฉันพัง
.
พอคิดแบบนี้ งานหนึ่งชิ้นจะไม่ได้เป็นแค่งานหนึ่งชิ้นแล้ว
มันกลายเป็นคำตัดสินคุณค่าชีวิตเรา
.
นี่แหละที่ทำให้ข้างในเราปั่นป่วน เพราะเรากำลังทำงานชิ้นเดียว
เหมือนมันเป็นสนามสอบทั้งชีวิต
.
มันคือการ Detachment ไม่ใช่ Indifference
ใครอ่านแล้วงง เดี๋ยวอธิบายให้ฟังคืออะไร
.
Indifference คือ “ไม่แคร์” คือทำแบบช่างมัน จะดีจะพังก็ไม่สนใจ
.
แต่ Detachment คือ “แคร์ แต่ไม่ desperate”
คือยังตั้งใจ ยังอยากให้งานออกมาดี ยังทำเต็มที่
แต่ไม่เอาคุณค่าทั้งชีวิตของเราไปผูกไว้กับผลลัพธ์นั้น
.
พูดง่ายๆคือ
Indifference = ไม่สนใจเลย
Detachment = สนใจ แต่ไม่ยึดติดจนตัวเองพัง
.
เพราะงั้นการปล่อยผลลัพธ์ ไม่ได้ทำให้เราทำงานแย่ลง
แต่มันทำให้เราทำงานจาก state ที่นิ่งขึ้น
.
งานพลาด = data ให้ปรับ
โพสต์ไม่ปัง = feedback ให้เรียนรู้
ธุรกิจยังไม่โต = experiment ที่ต้องแก้
.
ไม่ใช่คำพิพากษาว่าเราไม่มีค่า
.
สุดท้ายเรายังแคร์งานได้
แต่ไม่จำเป็นต้องเอาทั้งชีวิตไปแขวนไว้กับงานชิ้นเดียว
.

Detachment = ทำเต็มที่ แต่ไม่เอาตัวตนไปผูกกับผลลัพธ์

Indifference = ไม่แคร์ ไม่สนใจ ไม่ลงแรง
—
[5] วิธีแก้คือ Flow Alignment Loop: Lighten → Level → Lean
.
ทีนี้คำถามคือ แล้วเราจะทำให้ตัวเองกลับมาไหลลื่นได้ยังไง
(อ่านมาตั้งนานแล้ววว)
.
ในเต๋าจะมีคำว่า Wu Wei (อู๋เหวย) แปลแบบง่ายๆคือ “การลงมือโดยไม่ฝืน”
ไม่ใช่ไม่ทำอะไรนะ แต่คือทำในจังหวะที่ไม่สร้างแรงต้านให้ตัวเองเกินจำเป็น
.
เหมือนน้ำที่เจอหิน น้ำไม่ได้หยุดไหล แต่มันก็ไม่ได้พุ่งชนหินตรงๆแบบบ้าเลือด น้ำมันไหลอ้อมหินไป มันปรับทาง มันไปต่อ
.
ชีวิตเราก็เหมือนกัน
บางทีคำตอบไม่ใช่ “ดันให้แรงขึ้น” แต่คือ “ลดแรงต้านลงก่อน”
.
เราจะใช้หลักการที่เรียกว่า
Flow Alignment Loop (วงจรปรับตัวเองให้กลับมาไหลลื่น)
.
มี 3 ขั้นตอนLighten → Level → Lean
จำง่ายๆคือ เบาแรงกดลง → กลับมาตรงกลาง → ขยับก้าวถัดไป
.
1. LIGHTEN (ลดน้ำหนักทางอารมณ์ออกก่อน)
เวลารู้สึกว่างานเริ่มหนักเกินจริง ให้หยุดแป๊บนึงแล้วถามตัวเองว่า
ตอนนี้เรากำลังใส่น้ำหนักอะไรเกินไปหรือเปล่า
.
เรากลัวพลาดเกินไปไหม เรากำลังทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องชีวิตตายเกินไปไหม
เรากำลังรีบเพราะกลัว หรือรีบเพราะจำเป็นจริงๆ
.
2. LEVEL (กลับมาที่ความจริงตรงหน้า)
ถามตัวเองว่า ตอนนี้เกิดอะไรขึ้นจริงๆ
ไม่ใช่ disaster ในหัว ไม่ใช่หนัง 10 ตอนที่สมองสร้างขึ้นมา
.
แล้วถามต่อว่า Next real step คืออะไร ก้าวถัดไปจริงๆคืออะไร
.
3. LEAN (ขยับไปข้างหน้าแบบไม่ฝืน)
Lean คือการเริ่มทำก้าวถัดไปด้วย state ที่นิ่งกว่าเดิม
.
เปิดไฟล์ เขียน 1 บรรทัด โทร 1 สาย จัด 1 decision
ตอบ 1 ข้อความ เริ่มจากก้าวที่จริงที่สุด
.
พอเริ่มได้ ก้าวหนึ่งจะต่อก้าวสอง ก้าวสองจะต่อก้าวสาม แล้ว flow จะเริ่มกลับมา
.

ความนิ่งคือจุดเริ่มต้นของ action ที่ดี

ไม่ใช่รอให้ชีวิตสงบก่อน แล้วค่อยเริ่ม
==============================
ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)
#สรุปแบบลงดาบ
.
ลองเอาตรงนี้ไปทำดู Recap อีกรอบ สุดท้ายละนะกันลืม 55555
.
1. เวลางานรู้สึกหนักเกินจริง ให้ถามก่อนว่า “หนักเพราะงาน หรือหนักเพราะในหัวเรา?”
2. สังเกตว่าเรากำลังคิดเยอะ ใส่น้ำหนักผลลัพธ์เกินไป หรือทำจากความกลัวอยู่ไหม
3. เลิกเข้าใจผิดว่า ความตึง = ความตั้งใจ
4. แยกคุณค่าตัวเองออกจากผลลัพธ์ งานพลาดคือ data ไม่ใช่คำตัดสินชีวิต
5. ใช้ Flow Alignment Loop: Lighten → Level → Lean
.
เราควรเข้าใจเรื่องนี้กันแบบสุดคือ ชีวิตไม่ได้ต้องการแค่ effort
แต่มันต้องการ state ที่ถูกต้องด้วย
.
เพราะ effort ที่ออกมาจากความกลัว มักจะสร้างแรงต้านเพิ่ม
แต่ effort ที่ออกมาจากความนิ่ง มันจะไหลไปข้างหน้าได้ไกลกว่า
.
หลายคนคิดว่าคนเก่งคือคนที่ฝืนได้เยอะกว่า แต่บางทีคนเก่งคือคนที่ “ไม่เสียพลังไปกับการฝืนตัวเองเกินจำเป็น”
.
เขาไม่ได้ทำงานน้อยกว่าเรา แต่เขาใช้พลังไปกับงานจริงๆ
ไม่ได้ใช้พลังไปกับการทะเลาะกับตัวเอง
.
นี่แหละความต่างของ Laminar Flow กับ Turbulent Flow
.
ทั้งสองอย่างเคลื่อนไปข้างหน้าเหมือนกัน
แต่แบบหนึ่งไหลไปแบบเรียบ ลื่น ต่อเนื่อง
อีกแบบหนึ่งชนทุกอย่างจนพลังหมด
.
เพราะงั้นครั้งหน้าถ้ารู้สึกว่างานเดิมๆมันหนักผิดปกติ
อย่าพึ่งรีบด่าตัวเองว่าไม่มีวินัย
.
ลองถามตัวเองก่อนว่าตอนนี้ข้างในเรากำลังปั่นป่วนเกินไปหรือเปล่า
.
เบาแรงกดลงกลับมาอยู่กับความจริงตรงหน้าแล้วขยับแค่ next real step
.
เพราะบางทีชีวิตที่ดีไม่ใช่ชีวิตที่เรา “ดันแรงที่สุด”
แต่มันคือชีวิตที่เรา “ไหลไปในทางที่ถูกที่สุด”
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ






ใส่ความเห็น