โลกเดินเร็วขึ้นแต่มนุษย์ไม่ได้ไปเร็วตาม เราไม่ได้ขาดการเชื่อมต่อเราขาดการถูกเข้าใจ

โลกเดินเร็วขึ้นแต่มนุษย์ไม่ได้ไปเร็วตาม เราไม่ได้ขาดการเชื่อมต่อเราขาดการถูกเข้าใจ

เรามี AI ที่ตอบเราได้ทั้งคืน แต่บางคืนเราก็ยังอยากได้แค่คนถามว่า “ถึงบ้านหรือยัง”
.
วันก่อนเบ้นพึ่งดูหนังเรื่อง ‘รถไฟฟ้า มาหานะเธอ’ เป็นครั้งแรก
ใช่ครับ หนังเก่ามากกกกกกกก แต่เบ้นพึ่งดู
(คือเมื่อก่อนฉันทำแต่งานหนะค่อนข้างล้าหลัง ชาวบ้านหน่อย555555)
.
สิ่งที่แปลกคือ หนังเรื่องนี้มันเก่ามากในเชิงเวลา แต่ความรู้สึกในหนังไม่ได้เก่าเลย
.
ตึกสูง รถไฟฟ้า คนเมือง เวลาที่ไม่ตรงกัน
ความเหงาที่พูดออกมาไม่ได้ ความรู้สึกเหมือนคนรอบตัวกำลังเดินไปข้างหน้า แต่เรายังติดอยู่ที่สถานีเดิม ตอนดูจบ เบ้นรู้สึกว่า นี่ไม่ใช่แค่หนังรัก
.
แต่มันคือหนังที่บอกเราว่า
‘เทคโนโลยี นวัตกรรมเปลี่ยนไปเร็วมาก แต่มนุษย์เราแทบไม่ได้เปลี่ยนไปเลย’
.
เราเปลี่ยนจากยุคโทรศัพท์ปุ่มกด มาเป็นยุค Social Media
มาถึงยุค AI ที่คุยกับเราได้เหมือนคน แต่ข้างในเรายังเป็นมนุษย์ตัวเดิม
.
ยังอยากถูกรัก ยังอยากถูกเลือก ยังกลัวตกขบวน
ยังกลัวถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ยังอยากมีใครสักคนเห็นเรา
ในวันที่เราไม่ได้เก่ง ไม่ได้เท่ ไม่ได้มีอะไรน่าประทับใจ
.
และนี่คือบทเรียนที่เบ้นได้จากหนังเรื่องนี้#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
=========
{ 1 } หนังเรื่องนี้ทำให้เบ้นรู้สึกว่า มนุษย์ไม่ได้เหงาเพราะไม่มีคนอยู่รอบตัว
แต่มนุษย์เหงาเพราะ “โครงสร้างเดิมที่ทำให้เรารู้สึกว่ามีที่ยืน” มันค่อยๆ หายไป
.
ในหนัง จุดเริ่มต้นสำคัญคือ เพื่อนสนิทของนางเอกแต่งงาน
ฟังดูธรรมดามาก เพื่อนแต่งงาน ก็ยินดีด้วยสิ 5555555
แต่ในเชิงความรู้สึก มันไม่ธรรมดาเลย
.
เพราะการที่เพื่อนสนิทแต่งงาน ไม่ได้แปลว่าเราเสียเพื่อนทันที
แต่มันแปลว่า “จังหวะชีวิตแบบเดิม” ของเรากับเขาเริ่มไม่เหมือนเดิมแล้ว
.
คนที่เคยว่างพร้อมเรา คนที่เคยไปไหนด้วยกัน
คนที่เคยเป็น default person ของเรา วันหนึ่งเขามีโลกอีกใบที่ต้องดูแล
.
แล้วเราก็เริ่มรู้สึกว่า
อ๋อ… เรากำลังต้องอยู่คนเดียวในเมืองใหญ่นี้จริงๆ แล้วสินะ
——————
{ 2 } นี่คือความเหงาที่หนังจับได้ดีมาก
.
มันไม่ใช่ความเหงาแบบ dramatic ไม่ใช่ความเหงาที่ต้องร้องไห้กลางฝน
ไม่ใช่ความเหงาที่ไม่มีใครรักเรา
.
แต่มันคือความเหงาแบบเงียบๆ ที่เกิดขึ้นตอนเรารู้ว่า
“ทุกคนกำลังเข้าสู่สถานีถัดไปของชีวิต แต่เรายังยืนอยู่ที่สถานีเดิม”
.
เราอยู่ในเมืองที่คนแน่นมาก
ขึ้น BTS ก็เจอคน เข้าห้างก็เจอคน
เข้าคาเฟ่ก็เจอคน เปิดมือถือก็เจอชีวิตคนเต็มไปหมด
แต่ทำไมคนจำนวนมากยังรู้สึกเหงา?
.
‘เพราะการมีคนอยู่ใกล้ไม่เท่ากับการถูกมองเห็น’
และการเห็นชีวิตคนอื่นเยอะขึ้นไม่ได้แปลว่าเรารู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับเขามากขึ้น
.
บางทีมันตรงกันข้ามเลย
ยิ่งเราเห็นชีวิตคนอื่นมากเท่าไหร่ เรายิ่งรู้สึกมากขึ้นว่า
ชีวิตเรายังไม่ได้ไปถึงตรงนั้น สถานนีที่คนรอบตัวเรากำลังไป
—————————
{ 3 } นี่คือจิตวิทยาหมู่ที่โหดมากในยุค Social Media
.
มนุษย์ไม่ได้แค่ดูคนอื่นเพื่อรับรู้
แต่มนุษย์ดูคนอื่นเพื่อ “วัดตำแหน่งของตัวเองในฝูง”
.
สมองเราถามตลอดเวลาแบบไม่รู้ตัวว่า
เราอยู่ตรงไหน? เราช้ากว่าใครไหม?
เรากำลังถูกทิ้งไว้ข้างหลังหรือเปล่า? เรายังเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มอยู่ไหม?
.
ในอดีต คำถามพวกนี้ช่วยให้มนุษย์รอดชีวิต
เพราะถ้าโดนทิ้งออกจากกลุ่ม อาจแปลว่าไม่มีอาหาร ไม่มีความปลอดภัย ไม่มีเผ่า
.
แต่ในยุคนี้ เราไม่ได้โดนเสือไล่ล่าแล้ว เราโดน Story เพื่อนไล่ล่า 5555555
เราเห็นคนแต่งงาน เห็นคนมีลูก เห็นคนซื้อบ้าน เห็นคนเปิดบริษัท
เห็นคนดูเหมือนรู้แล้วว่าชีวิตต้องไปทางไหน
.
แล้วสมองเราก็สรุปเร็วมากว่า เขาไปต่อแล้ว แล้วเราล่ะ?
————————-
{ 4 } Social Media เลยไม่ได้ทำให้เราเหงาแบบตรงๆ
.
แต่มันทำให้เราเห็น “หลักฐาน” ตลอดเวลาว่าชีวิตคนอื่นกำลังไปต่อ
.
ปัญหาคือเราไม่ได้เห็นชีวิตเขาทั้งหมด
เราเห็นแค่ frame ที่เขาเลือกให้เราเห็น
.
เราเห็นรูปแต่งงานหนึ่งรูปแต่ไม่เห็นความกลัวก่อนแต่ง
เราเห็นรูปบ้านหนึ่งรูปแต่ไม่เห็นภาระผ่อนอีก 30 ปี
เราเห็นคนยิ้มแต่ไม่เห็นว่าเขาใช้พลังเท่าไหร่เพื่อยิ้มให้กล้อง
.
แต่สมองเราไม่ได้ประมวลผลแบบนักวิจัย
สมองเราไม่ได้นั่งบอกตัวเองว่า “ข้อมูลชุดนี้มี sampling bias นะ”
.
สมองเราเห็นภาพแล้วรู้สึกทันทีว่า
เขาไปต่อแล้วเรายังไม่ไปไหน
นี่คือความเหงายุคใหม่ ไม่ใช่ความเหงาที่เกิดจากการไม่มีใคร
.
แต่คือความเหงาที่เกิดจากการรู้สึกว่า
ชีวิตเราไม่ match กับ timeline ของสังคม
—————
{ 5 } พอมาถึงยุค AI เรื่องนี้ยิ่งน่าสนใจขึ้นไปอีก
.
เพราะ AI ทำให้เรามี “การตอบสนอง” มากขึ้นกว่ายุคไหนๆ
.
เราเหงาเราคุยกับ AI ได้
เราคิดอะไรไม่ออก AI ช่วยคิดได้
เราอยากให้ใครสักคนฟัง AI ก็ฟังเราได้ทั้งคืน
.
แต่คำถามคือ
ทำไมบางคืนเรายังอยากได้แค่คนถามว่า“ถึงบ้านหรือยัง”
.
เพราะมนุษย์ไม่ได้ต้องการแค่ response (การตอบกลับ)
มนุษย์ต้องการ recognition(การตระหนักรู้)
.
Response คือมีบางอย่างตอบกลับมา
แต่ Recognition คือมีใครบางคน รับรู้ว่าเราเป็นเรา”
.
AI อาจตอบเราได้ดีมาก แต่ AI ไม่ได้คิดถึงเราตอนเราเงียบไป
AI อาจจำข้อมูลเราได้ แต่ความรู้สึกของการถูกจำโดยมนุษย์อีกคน
มันคนละเรื่องกัน
.
คนถามว่า “ถึงบ้านหรือยัง” บางทีมันไม่ได้มีข้อมูลอะไรเยอะเลย
แต่มันมีความหมายซ่อนอยู่ในนั้นว่า “คุณมีผลต่อใจฉันนะ”
—————
{ 6 } รถไฟฟ้าในหนังเรื่องนี้เลยกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ดีมาก
.
เพราะรถไฟฟ้าคือระบบของเมืองสมัยใหม่
.
มันมีเส้นทาง มีสถานี
มีตารางเวลา มีปลายทาง
มีเสียงประกาศ มีจุดที่เราต้องขึ้น มีจุดที่เราต้องลง
.
แต่ชีวิตมนุษย์ไม่ได้ทำงานแบบนั้น
ความรักไม่มีตารางเดินรถ
ความมั่นใจไม่มีเวลามาถึงที่แน่นอน
ความสำเร็จไม่มีเสียงประกาศว่า “สถานีต่อไป ชีวิตลงตัว”
.
แต่สังคมชอบทำให้เรารู้สึกว่า ชีวิตควรเป็นระบบเดียวกับรถไฟฟ้า
.
อายุเท่านี้ต้องมีงานดี อายุเท่านี้ต้องมีแฟน
อายุเท่านี้ต้องแต่งงาน อายุเท่านี้ต้องมีบ้าน อายุเท่านี้ต้องมั่นคง
.
แล้วพอชีวิตเราไม่มาตามตาราง เราก็คิดว่าตัวเองมาสาย
ทั้งที่จริงๆ แล้วมนุษย์ไม่ใช่ระบบขนส่งมวลชน
.
เรามี delay ได้ เราหลงทางได้
เราขึ้นผิดขบวนได้ เราลงผิดสถานีได้ เราเปลี่ยนสายได้
.
และบางทีการช้าไม่ได้แปลว่าเราแพ้
มันแปลว่าเรากำลังใช้เส้นทางของเราเอง
==============

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
หนังเรื่องนี้ทำให้เบ้นรู้สึกว่า โลกเปลี่ยนไปเยอะมากก็จริง
แต่โจทย์ของมนุษย์แทบไม่เปลี่ยนเลย
.
เราเปลี่ยนจากโทรศัพท์ปุ่มกด มาเป็น Smartphone
.
จากการรอ SMS มาเป็นการรอ Read
จากการคุยกับคนทั้งคืน มาเป็นการคุยกับ AI ทั้งคืน
.
แต่ข้างในเรายังถามคำถามเดิม
.
มีใครเห็นเราไหม? มีใครคิดถึงเราไหม?
มีใครเลือกเราไหม? มีใครอยากรู้ไหมว่าเรากลับถึงบ้านหรือยัง?
.
สุดท้ายแล้วมนุษย์อาจไม่ได้เหงาเพราะอยู่คนเดียว
.
แต่มนุษย์เหงาเพราะต้อง perform ว่าไม่เหงา
เรา perform ว่าเราโอเค
perform ว่าเราโตแล้ว
perform ว่าเราเข้าใจชีวิต
perform ว่าเราไม่ต้องการใคร
perform ว่าเราแข็งแรงพอจะอยู่คนเดียว
.
ทั้งที่บางคืนเราอาจไม่ได้ต้องการอะไรยิ่งใหญ่เลย
.
เราไม่ได้ต้องการคำตอบจากจักรวาล
ไม่ได้ต้องการ Framework ใหม่ไม่ได้ต้องการ AI ที่ฉลาดกว่าเดิม
.
เราแค่อยากได้ข้อความธรรมดาๆ จากคนบางคนว่า “ถึงบ้านยัง”
เพราะประโยคนั้นไม่ได้แปลว่า เขาอยากรู้ location ของเรา
แต่มันแปลว่า ในโลกที่ทุกอย่างวิ่งเร็ว ยังมีใครบางคนหยุดคิดถึงเราอยู่
และบางทีสิ่งที่มนุษย์ตามหามาตลอดไม่ใช่โลกที่เชื่อมต่อเร็วขึ้น
.
แต่คือความสัมพันธ์ที่ทำให้เรารู้สึกว่า เราเป็นใครบางคน
ในชีวิตของใครบางคนจริงๆ
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • เราใช้เงินที่เราไม่มีไปซื้อของ ที่ไม่ได้ต้องการเพื่อไปทำให้คนที่เราก็ไม่ได้ชอบประทับใจ

  • หยุดเอาชั่วโมงที่ดีที่สุดของสมอง ของในทุกๆวันไปทิ้งกับมือถือ

  • บทเรียนที่ Tim Cook ได้เรียนรู้จาก Jobs จงโฟกัสและทำให้มันเรียบง่ายเสมอ


ความเห็น

ใส่ความเห็น