จับเจ้าของธุรกิจ  20  คนมายืนเรียง ต้องดูให้ออกว่าคนไหนคือคนที่เป็นเศรษฐี

จับเจ้าของธุรกิจ 20 คนมายืนเรียง ต้องดูให้ออกว่าคนไหนคือคนที่เป็นเศรษฐี

ชายคนนี้ให้เจ้าของธุรกิจ 20 คนมายืนเรียงกัน
แล้วต้องหาให้เจอว่า “ใครคือเศรษฐีล้านปอนด์ที่ซ่อนอยู่”
.
นี่คือวิดีโอจาก QuickBooks Studios UK
ชื่อว่า 20 Entrepreneurs VS 1 Millionaire
.
คอนเซปต์โคตรน่าสนใจ
เขาเอาเจ้าของธุรกิจ 20 คนมายืนเรียงกัน
แล้วให้ Matt ซึ่งเป็นเจ้าของธุรกิจระดับหลายล้านปอนด์
มาฟัง Pitch ทีละคน แล้วค่อย ๆ คัดออก
.
จาก 20 คน เหลือ 10 คน จาก 10 คน เหลือ 5 คน
และสุดท้ายเลือก 1 คนที่เขาอยาก Mentor ให้มากที่สุด
.
แต่ Twist คือ…ใน 20 คนนี้ มีเจ้าของธุรกิจ Millionaire ซ่อนอยู่ 1 คน
คำถามคือ Matt จะดูออกไหมว่าใครคือคนที่ทำเงินได้ระดับล้านปอนด์แล้วจริง ๆ
.
และที่สนุกกว่านั้นคือคนที่ “ทำเงินได้เยอะที่สุด”
อาจไม่ใช่คนที่ “ควรได้รับการช่วยเหลือมากที่สุด”
.
มาฟังบทเรียนธุรกิจจากเกมนี้กัน
#อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป

[1] Pitch แรกไม่ได้วัดว่าธุรกิจคุณดีแค่ไหน แต่วัดว่าคนฟัง “เข้าใจคุณเร็วแค่ไหน”
.
รอบแรกโหดมากแต่ละคนมีเวลาแนะนำธุรกิจตัวเองสั้น ๆ
.
มีคนทำขนมแบบ Sugar-free / Vegan / Gluten-free
มีคนขายเสื้อผ้า Retro
มีคนทำ Social Media Management
มีคนทำ Beauty Membership
มีคนทำ Drinks E-commerce
มีคนทำ AI ช่วย Video Editor
มีคนขายรถมือสอง
มีคนทำ Coaching เรื่อง Confidence
มีคนทำ Leadership Storytelling
มีคนทำธุรกิจเกี่ยวกับ Blue-collar Training
.
ฟังดูทุกธุรกิจก็มีของของมันหมด
.
แต่ Matt ต้องคัดออกครึ่งหนึ่งทันที
และสิ่งที่เห็นชัดมากคือ
หลายธุรกิจไม่ได้ถูกคัดออกเพราะ “แย่”
แต่ถูกคัดออกเพราะ Matt ฟังแล้วไม่รู้ว่า “ผมจะช่วยธุรกิจนี้ตรงไหนได้”
.
นี่คือบทเรียนแรกของการ Pitch หรือการทำ Offer
คนส่วนใหญ่คิดว่า Pitch คือการเล่าว่าเราทำอะไร
แต่จริง ๆ แล้ว Pitch ที่ดีต้องทำให้คนฟังเห็น 3 อย่างเร็วมาก
.
1. คุณแก้ปัญหาอะไร
2. คุณแก้ให้ใคร
3. ทำไมคนฟังควรสนใจตอนนี้
.
ถ้าเราพูดแล้วคนฟังยังต้องใช้แรงตีความเยอะ
เราอาจเสียโอกาสตั้งแต่ 30 วินาทีแรก
.
ธุรกิจของเราอาจจะดี แต่ถ้าคนฟังไม่เข้าใจเร็วพอ
มันก็เหมือนร้านดีที่ไม่มีป้ายหน้าร้าน

[2] Matt ไม่ได้เลือกธุรกิจที่ดูเท่ที่สุด เขาเลือกธุรกิจที่เขา “ช่วยได้จริง”
.
อันนี้ผมว่าเป็นจุดที่คนทำธุรกิจหลายคนพลาด
.
เวลาเราอยากได้ Mentor
เราอาจคิดว่าเราต้องทำตัวให้น่าสนใจที่สุด
ดูใหญ่ที่สุด ดูเท่ที่สุด ดูมีอนาคตที่สุด
.
แต่ Matt ไม่ได้คิดแบบนั้น เขาพูดซ้ำหลายครั้งว่า
หลายธุรกิจดีมาก แต่ไม่ใช่พื้นที่ที่เขาช่วยได้
.
บางคนทำ Food & Drink
บางคนทำ Fashion
บางคนทำ Entertainment
บางคนทำ Music
บางคนทำ Beauty
.
Matt ไม่ได้บอกว่าธุรกิจพวกนี้ไม่ดี
เขาแค่บอกว่า“นี่ไม่ใช่สนามที่ผมมีความเชี่ยวชาญพอจะช่วยคุณ”
.
โคตรจริง
เพราะ Mentor ที่ดีไม่ใช่คนที่ฉลาดที่สุดในโลก
แต่คือคนที่มี “แผลเป็น” ในสนามที่เรากำลังจะเดินเข้าไป
.
ถ้าคุณทำธุรกิจ E-commerce
Mentor ที่เคย Scale E-commerce อาจช่วยคุณมากกว่า CEO บริษัทใหญ่ที่ไม่เคยขายของออนไลน์เลย
.
ถ้าคุณทำ Creator Business
คนที่เคยสร้าง Audience และ Monetize จาก Content อาจช่วยคุณมากกว่านักลงทุนที่เข้าใจแต่ Excel
.
บทเรียนคือ
อย่าเลือก Mentor จากความดังอย่างเดียว
ให้เลือกจาก “สนามรบที่ Mentor เคยเดินผ่านด้วย”


[3] ธุรกิจที่ดีไม่ใช่แค่หาเงินได้ แต่มันต้อง Connect กับคน
.
มีช่วงหนึ่ง Matt พูดหลักคิดของเขาว่า
ธุรกิจที่ดีไม่ควรวิ่งตามกำไรอย่างเดียว
.
เพราะถ้าคุณ Chase Profit อย่างเดียว
คุณจะเหมือนนักพนันที่ไล่แทงตาต่อไปเรื่อย ๆ
.
ธุรกิจต้อง Connect กับคน ทำให้คนรู้สึกดีขึ้น
แก้ปัญหาจริงบางอย่าง หรือทำให้ชีวิตเขาง่ายขึ้น
.
นี่คือเหตุผลที่บางธุรกิจในวิดีโอดูเล็ก แต่กลับน่าสนใจมาก
.
เช่น คนที่ทำ Life Coaching ให้คนที่ผ่าน Cancer Treatment หรือ Major Surgery เพราะเขาเห็นช่องว่างว่า
คนจำนวนหนึ่งรักษาตัวจบแล้ว แต่กลับไปใช้ชีวิตเดิมไม่ได้
ทำงานเดิมไม่ได้ Identity เดิมพังไปแล้ว
.
นี่ไม่ใช่แค่ “Coaching”
แต่มันคือการช่วยคน Transition จากชีวิตบทเก่าไปชีวิตบทใหม่
.
ธุรกิจที่มีพลังมักเริ่มจากประโยคนี้
“ผมเคยเจอปัญหานี้เอง และผมไม่อยากให้คนอื่นต้องผ่านมันคนเดียว”
.
อันนี้ต่างจากการเริ่มต้นว่า “ตลาดนี้น่าจะทำเงินได้ดีนะ”
ตลาดที่ดีอาจทำเงินได้ แต่ปัญหาที่จริง จะทำให้คุณทนอยู่กับมันได้นานพอ

[4] คนทำธุรกิจจริง พูดเฉพาะเจาะจงกว่าคนที่ยังคิดเป็นไอเดีย
.
ใน 20 คนนี้ คนหนึ่งที่โดดเด่นมากคือ Pete
เขาทำธุรกิจ Training / Consultancy สำหรับ Blue-collar Businesses
.
ฟังชื่อแรก ๆ อาจดูไม่ Sexy เลย
ไม่ได้เป็น AI ไม่ได้เป็น Creator ไม่ได้เป็น Fashion
ไม่ได้เป็น Startup ที่ดูหวือหวา
.
แต่พอเขาเริ่มอธิบาย รายละเอียดมันมาเต็มมาก
.
เขาพูดถึงธุรกิจกลุ่ม Waste & Recycling
Warehouse
Transport
Fleet
Health & Safety
Employment Law
Operator Licensing
รถขนส่งหนัก
รถโดยสาร ความปลอดภัยบนถนน
.
นี่คือภาษาของคนที่อยู่ในสนาม ลงมือทำมาจริงๆ
.
คนที่ยังอยู่ระดับไอเดียมักพูดกว้าง ๆ เช่น
“เราจะช่วยธุรกิจให้เติบโต”
“เราจะทำแพลตฟอร์มเพื่อทุกคน”
“เราจะสร้าง Community”
“เราจะเปลี่ยนอุตสาหกรรม”
.
แต่คนที่ทำจริงๆมักพูดแคบมาก
เขารู้ว่าลูกค้าคือใคร ปัญหาคืออะไร
กฎระเบียบไหนที่ไม่ดี ความเสี่ยงอยู่ตรงไหน
เจ้าของธุรกิจนอนไม่หลับเพราะอะไร
.
นี่คือสัญญาณของ Business Maturity
คนที่ทำเงินจริงไม่ได้ดูจากคำที่ใหญ่ แต่ดูจากความเฉพาะเจาะจงที่เขาพูดได้

[5] เศรษฐีที่ซ่อนอยู่ มักไม่ได้ดูเสียงดังที่สุด
.
ตลอดเกม Matt ต้องเดาว่า
ใน 20 คนนี้ ใครคือเจ้าของธุรกิจ 7 Figures ที่ถูกซ่อนไว้
.
ตอนแรกมีหลายคนที่ดูเป็นไปได้
.
คนทำ AI ก็ดูมีโอกาส
คนทำรถมือสองก็ดูอาจมี Cashflow ใหญ่
คนทำ Corporate Leadership ก็ดูมีลูกค้าบริษัทใหญ่
คนทำ Casting / Entertainment ก็ดูมี Network
.
แต่สุดท้ายคนที่เป็น 7 Figures จริงคือ Pete คนทำ Blue-collar Consultancy
.
เรื่องนี้มันสะท้อนโลกธุรกิจจริงมาก
.
ธุรกิจที่ทำเงินเยอะที่สุดในโลกจำนวนมาก ไม่ได้เป็นธุรกิจที่คนทั่วไปมองว่าเท่ที่สุด
.
บางธุรกิจทำเงินจากของที่น่าเบื่อมาก
Compliance Logistics Training
Safety Accounting Insurance
Licensing B2B Services ระบบหลังบ้าน
.
แต่เพราะมันน่าเบื่อนี่แหละ การแข่งขันเลยน้อยกว่า
ลูกค้า Serious กว่า ปัญหามีเงินผูกอยู่จริง
และคนยอมจ่ายเพื่อแก้ปัญหานั้น
.
ธุรกิจ Sexy ทำให้คนปรบมือแต่ธุรกิจจำเป็น ทำให้คนโอนเงิน

[6] คนที่มีธุรกิจดี ไม่ได้แปลว่าเขาควรเป็นคนที่ถูกเลือกเสมอไป
.
มีผู้หญิงคนหนึ่งทำ Product ชื่อ Busty Boob Tape
เป็นเทปสำหรับผู้หญิงที่มีหน้าอกใหญ่และหาสินค้าที่ตอบโจทย์ยาก
.
จุดที่น่าสนใจคือ
เธอไม่ได้ขายแค่ Product แต่สร้างเรื่อง Confidence ต่อ
มี Skin tone หลายเฉด มี Community
มี Event มี Coachingมี Retreat
.
นี่เป็นธุรกิจที่มีทั้ง Product + Identity + Community
ซึ่งดีมาก
.
แต่สุดท้าย Matt ก็คัดออกไม่ใช่เพราะธุรกิจไม่ดี
แต่เพราะเขารู้สึกว่าเขาอาจไม่ใช่คนที่ช่วยเธอได้ดีที่สุด
.
อันนี้เป็นบทเรียนที่ผู้ประกอบการต้องเข้าใจ
.
บางครั้งการถูกปฏิเสธไม่ได้แปลว่าเราไม่ดี
มันแปลว่า “คนนี้ไม่ใช่คนที่เหมาะกับเรา”
.
Investor ไม่ลงทุน ไม่ได้แปลว่าธุรกิจคุณแย่เสมอไป
Mentor ไม่เลือก ไม่ได้แปลว่าคุณไม่มีศักยภาพ
ลูกค้าไม่ซื้อ ไม่ได้แปลว่าสินค้าคุณไม่มีค่า
.
มันอาจแค่ไม่ Fit
.
ชีวิตธุรกิจก็เหมือนการหาคนร่วมทาง
ไม่ใช่ทุกคนต้องเข้าใจคุณ
แต่คุณต้องหาให้เจอว่าใครคือคนที่เข้าใจสนามของคุณจริง ๆ

[7] ตัวเลขทำให้ Pitch เปลี่ยนจาก “ความฝัน” เป็น “ธุรกิจ”
.
รอบท้าย ๆ Matt เริ่มถามเรื่องตัวเลข
.
ใครมีลูกค้าแบบไหน เคยลงทุนสูงสุดเท่าไหร่
อยาก Scale ไปถึงระดับไหน
ต้องใช้เงินลงทุนเท่าไหร่
5 ปีข้างหน้าอยากเห็นธุรกิจเป็นแบบไหน
.
ตรงนี้แหละที่เห็นความต่างระหว่าง “Story” กับ “Business”
.
Story ทำให้คนสนใจแต่ Numbers ทำให้คนเชื่อ
.
บางคนพูดว่าอยากไป Nationwide
บางคนอยากมี Office ที่ Manchester และ London
บางคนอยากขยายไปต่างประเทศ
บางคนต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 20,000 ปอนด์
บางคนเคยลงทุนกับตัวเองระดับ 90,000 ปอนด์
.
พอมีตัวเลข ภาพมันชัดขึ้นทันที
.
ธุรกิจที่ไม่มีตัวเลข มักลอยอยู่ในอากาศ แต่ธุรกิจที่มีตัวเลข จะเริ่มยืนบนพื้น
นี่คือเหตุผลที่คนทำธุรกิจควรรู้ตัวเลขพื้นฐานของตัวเอง
.
Revenue เท่าไหร่ Margin เท่าไหร่
CAC เท่าไหร่ Retention เท่าไหร่
ลูกค้าซื้อซ้ำไหม กำไรจริงเหลือเท่าไหร่
ต้องใช้เงินเท่าไหร่ถึงจะไปด่านต่อไป
.
เพราะสุดท้ายธุรกิจไม่ใช่แค่ความฝัน มันคือความฝันที่ต้องอยู่รอดในบัญชีธนาคารด้วย

[8] คนที่ Matt เลือก ไม่ใช่คนที่รวยที่สุด แต่คือคนที่เขาคิดว่า “ช่วยได้มากที่สุด”
.
สุดท้าย Matt เลือก Callum
.
Callum ทำ Life Coaching ให้คนที่ผ่าน Cancer Treatment หรือ Major Surgery แล้วต้องเริ่มชีวิตใหม่
.
ธุรกิจเขายังใหม่มาก เพิ่งเริ่มไม่กี่เดือน
ไม่ได้มีตัวเลขใหญ่ที่สุด ไม่ได้ดู Scale ชัดที่สุด
ไม่ได้เป็นคนที่มีรายได้ระดับล้านปอนด์
.
แต่ Matt เลือกเขา เพราะเขารู้สึกว่า
“ผมสามารถสร้างความแตกต่างให้คนนี้ได้มากที่สุด”
.
อันนี้คือจุดที่ผมชอบที่สุดของวิดีโอ
เพราะมันบอกเราว่า
การเลือกคนช่วย ไม่ใช่แค่ดูว่าใครเก่งที่สุด
แต่ดูว่า “ความช่วยเหลือของเราไปเพิ่มคุณค่าได้มากที่สุดตรงไหน”
.
บางคนเก่งอยู่แล้ว ช่วยไปอาจเพิ่มได้อีก 5%
.
บางคนยังต้นทางแต่ถ้าได้ Framework ที่ถูก
ได้คนช่วยจัดระบบ ได้คนช่วยคิด Business Model
อาจเปลี่ยนชีวิตเขาและลูกค้าของเขาไปเลย
.
Mentorship ที่ดีไม่ใช่การไปยืนข้างผู้ชนะเสมอไป
บางครั้งมันคือการไปยืนข้างคนที่ยังไม่ชนะ
แต่มีเหตุผลที่ดีพอจะไม่ยอมแพ้


[9] ความต่างของคนมี Mission กับคนมีแค่ Idea
.
Callum ไม่ได้เริ่มจากการเห็นตลาด Coaching โต
เขาเริ่มจากชีวิตตัวเอง
.
เขาเคยเป็น Mechanic
แต่ต้องหยุดงานหลายปีเพราะปัญหาสุขภาพ
แล้วเขาเห็นว่าคนที่ผ่านโรคหนักหรือผ่าตัดใหญ่
มักมีปัญหาหลังจากนั้น
.
ไม่ใช่แค่ร่างกาย แต่เป็นเรื่องตัวตน
อาชีพ ความมั่นใจ และการกลับไปใช้ชีวิต
.
นี่คือ Mission
.
Idea คือ “ผมอยากทำ Coaching”
Mission คือ “ผมเห็นคนกลุ่มนี้หล่นอยู่ระหว่างทาง และผมอยากเป็นคนช่วยพาเขากลับมา”
.
สองอย่างนี้ให้พลังต่างกันมาก
Idea ทำให้คุณเริ่ม แต่ Mission ทำให้คุณเดินต่อในวันที่มันไม่ง่าย
.
และในโลกธุรกิจ
คนที่มี Mission ชัด มักสื่อสารดีกว่า ขายดีกว่าทนกว่า
และดึงดูดคนที่เชื่อเรื่องเดียวกันได้ง่ายกว่า
=======

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)


#สรุปแบบลงดาบ
.
สิ่งที่วิดีโอนี้สอนผมคือ
การทำธุรกิจไม่ใช่แค่มีไอเดียดี แต่ต้องทำให้คนอื่นอ่านธุรกิจคุณออก
.
ถ้าจะถอดเป็น Framework เวลาคุณ Pitch ธุรกิจ หรือใช้ Offer งานก็ได้
มันควรตอบได้ 7 ข้อนี้
.
1. คุณแก้ปัญหาอะไร
2. คุณแก้ให้ใคร
3. ปัญหานี้เจ็บพอให้คนจ่ายไหม
4. คุณมีประสบการณ์หรือ Insight อะไรที่คนอื่นไม่มี
5. ตอนนี้ธุรกิจอยู่ตรงไหน
6. ด่านต่อไปคืออะไร
7. คนตรงหน้าคุณช่วยคุณตรงไหนได้
.
และอีกบทเรียนที่สำคัญมากคือ อย่าวัดคุณค่าของธุรกิจจากความ Sexy ของอุตสาหกรรม
.
AI Service อาจดูเท่
Media อาจดูเข้าถึงง่าย
Fashion อาจดูเริ่มทำง่าย
Creator อาจดูมีเชื่อเสียง
.
แต่บางครั้งธุรกิจที่ทำเงินที่สุด คือธุรกิจที่คนส่วนใหญ่เลื่อนผ่าน
เพราะมันดูน่าเบื่อเกินไป
.
Boring Business ไม่ได้แปลว่า Bad Business
บางที Boring Business นี่แหละคือ Beautiful Business
.
สุดท้าย คนที่ชนะเกมนี้มี 2 คน
.
Pete ชนะในฐานะคนที่พิสูจน์แล้วว่า เขาทำธุรกิจจนแตะระดับ 7 Figures ได้จริง
.
Callum ชนะในฐานะคนที่ Matt เชื่อว่า ถ้าได้ Mentor ที่ถูกคน เขาอาจสร้าง Impact ได้อีกมาก
.
คนหนึ่งคือหลักฐานของ Business Maturity อีกคนคือหลักฐานของ Human Potential
.
และนี่แหละคือเสน่ห์ของผู้ประกอบการ
บางคนสร้างธุรกิจจากตัวเลข
บางคนสร้างธุรกิจจากบาดแผล
บางคนสร้างธุรกิจจากปัญหาที่ไม่มีใครอยากแก้
.
แต่ไม่ว่าจะเริ่มจากอะไร สุดท้ายธุรกิจที่ดีต้องตอบคำถามเดียวกันให้ได้
“คุณทำให้ชีวิตของใครดีขึ้น และเขายอมจ่ายเพื่อสิ่งนั้นไหม”
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • 7 ช่องทางหารายได้เงินแสนด้วยตัวคนเดียว Soloprenuer (อ่านจบเริ่มได้เลย)

  • 7 ทิศทาง ของอสังหาริมทรัพย์แห่งโลกอนาคต ปี2030

  • ค้นพบความสุขที่แท้จริง จาก Havard : รู้จักจิตวิทยาโลกใหม่ Positive Psychology


ความเห็น

ใส่ความเห็น