เลิกนิสัยชอบตอบตกลงง่ายเกินไป ชีวิตจะไม่เหลือพื้นที่ให้งาน&ตัวเราเอง

เลิกนิสัยชอบตอบตกลงง่ายเกินไป ชีวิตจะไม่เหลือพื้นที่ให้งาน&ตัวเราเอง

ถ้าคุณเป็นคนที่ชอบตอบว่า “ได้ครับ / ได้ค่ะ” เร็วเกินไป ลองอ่านบทความนี้ก่อน
(Reflexive Yes: นิสัยตอบตกลงอัตโนมัติ ที่ค่อยๆขโมยชีวิตเราไป)
.
เบ้นไปเจอไอเดียหนึ่งจาก Ness Labs ที่เขาเรียกว่า Reflexive Yes
(การตอบตกลงแบบอัตโนมัติ)
.
มันคือช่วงเวลาที่ใครสักคนขออะไรบางอย่างจากเรา
แล้วก่อนที่เราจะทันคิดจริงๆว่า
สิ่งนี้จะกินเวลา กินพลังงาน หรือกินพื้นที่ในชีวิตเราแค่ไหน
.
ปากเราตอบไปแล้วว่า “ได้” เราทุกคนน่าจะเคยเป็นแบบนี้
.
มีคนทักมาขออะไรบางอย่าง
มีคนชวนประชุมเพิ่ม
มีคนบอกว่า ขอเวลานิดเดียว
มีคนถามว่า ช่วยดูอันนี้ให้หน่อยได้ไหม
.
แล้วเราก็ตอบตกลงไปเร็วมาก
บางทีเร็วกว่าอินเทอร์เน็ตบ้านอีก 55555
.
ฟังดูเหมือนเป็นเรื่องดีใช่ไหม
.
เพราะคนที่ตอบว่าได้เร็ว มักถูกมองว่าเป็นคนดี
คนช่วยเหลือเก่ง คนทำงานง่าย คนพึ่งพาได้ คนมีน้ำใจ
.
แต่ปัญหาคือ
ถ้าเราตอบว่า “ได้” กับทุกอย่างเร็วเกินไป
สุดท้ายชีวิตเราอาจเหลือพื้นที่ให้สิ่งที่สำคัญกับตัวเองน้อยลงเรื่อยๆ
.
นี่คือความน่ากลัวของ Reflexive Yes
.
มันไม่ใช่การตัดสินใจใหญ่ที่ทำให้ชีวิตเราพังทันที
แต่มันคือการตอบตกลงเล็กๆซ้ำๆ
จนวันหนึ่งเรารู้ตัวอีกที
ปฏิทินของเราก็เต็มไปด้วยเรื่องของคนอื่น
ส่วนชีวิตของเราเอง ต้องไปอยู่ในเวลาที่เหลือ
.
มาเข้าใจวิธีคิดนี้กัน #อ่านจบปุ๊ปเก่งขึ้นปั๊ป
======================
[1] คนส่วนใหญ่ไม่ได้เสียเวลาเพราะงานใหญ่ แต่เสียเวลาเพราะคำว่า “ได้ๆ” เล็กๆที่สะสมกัน
.
หลายครั้งชีวิตเราไม่ได้พังเพราะเราตัดสินใจผิดครั้งใหญ่
แต่มันพังเพราะการตอบตกลงเล็กๆจำนวนมาก
ที่ตอนแรกดูไม่มีพิษภัยอะไรเลย
.
ประชุมนี้เพิ่มอีก 30 นาทีเอง
ช่วยดูงานนี้แป๊บเดียวเอง
ตอบแชตนี้ก่อนก็ได้
ไปเจอคนนี้หน่อย เผื่อมีโอกาส
รับโปรเจกต์นี้ไว้ก่อน เดี๋ยวค่อยจัดการทีหลัง
.
แต่ “แป๊บเดียว” ของคนอื่น
พอรวมกันหลายครั้งมันกลายเป็นทั้งวันของเราได้
.
นี่คือความน่ากลัวของ Reflexive Yes
มันไม่ได้ขโมยชีวิตเราแบบชัดเจน
แต่มันค่อยๆหั่นเวลาของเราออกเป็นชิ้นเล็กๆ
จนสุดท้ายเราเหลือแค่เศษเวลาให้ชีวิตตัวเอง
.
หลายคนเลยจบวันด้วยความรู้สึกว่า
.
[วันนี้ก็ยุ่งทั้งวันนะแต่ทำไมสิ่งที่สำคัญจริงๆของเราไม่คืบเลย]
คำตอบอาจไม่ใช่เพราะเราไม่มีเวลา
แต่อาจเป็นเพราะเวลาของเราถูกจองโดยคำว่า “ได้” มากเกินไป
.
เบ้นว่าอันนี้เจ็บมาก
เพราะหลายคนไม่ได้เป็นคนไม่มีวินัย
ไม่ได้เป็นคนขี้เกียจ ไม่ได้เป็นคนจัดการชีวิตไม่ได้
แต่เป็นคนที่ใจดีเร็วเกินไป
.
เร็วเกินกว่าที่จะถามตัวเองว่า

ถ้าฉันตอบตกลงกับสิ่งนี้ฉันกำลังตอบปฏิเสธกับอะไรอยู่

====================
[2] ทุกครั้งที่คุณตอบ Yes คุณกำลังตอบ No กับบางอย่างเสมอ
.
‘Say Yes to Something = Say No to everything’
คนส่วนใหญ่มองการตอบ Yes แค่ด้านเดียว
.
Yes กับงานนี้
Yes กับคนนี้
Yes กับโอกาสนี้
Yes กับคำขอนี้
Yes กับการประชุมนี้
.
แต่ความจริงคือ ทุก Yes มีค่าใช้จ่ายเสมอ
.
Yes กับประชุมที่ไม่จำเป็น
อาจแปลว่า No กับงานสำคัญที่ต้องใช้สมาธิ
.
Yes กับการตอบแชตทันที
อาจแปลว่า No กับการเสียโฟกัสต่อเนื่อง
.
Yes กับการช่วยทุกคน
อาจแปลว่า No กับการฟื้นพลังของตัวเอง
.
Yes กับโอกาสที่ดูดีทุกอัน
อาจแปลว่า No กับเส้นทางที่เราควรสร้างจริงๆ
.
นี่คือเหตุผลที่การตอบตกลงเร็วเกินไปอันตราย
.
ไม่ใช่เพราะการช่วยคนอื่นเป็นเรื่องไม่ดี
แต่เพราะถ้าเราไม่เห็นต้นทุนของมัน
เราจะใช้ชีวิตเหมือนทุกอย่างฟรี
.
ทั้งที่จริงๆแล้วไม่มีอะไรฟรี
.
ทุกคำว่าได้ ใช้พลังงาน
ทุกคำว่าได้ ใช้เวลา
ทุกคำว่าได้ ใช้พื้นที่ในสมอง
ทุกคำว่าได้ ใช้ชีวิตเราไปบางส่วน
.
และถ้าเราไม่เลือกเองว่าอะไรควรได้เวลาเรา
โลกจะเลือกแทนเรา
.
สุดท้ายปฏิทินของเราจะเต็มไปด้วย priority ของคนอื่น
ส่วน priority ของตัวเองต้องไปอยู่ในช่องว่างเล็กๆหลังจากที่เราเหนื่อยหมดแล้ว
.
อันนี้แหละที่ทำให้หลายคน Burnout
.
ไม่ใช่เพราะเขาไม่รักงาน แต่เพราะเขาใช้ชีวิตแบบไม่มีประตู
อะไรเข้ามาก็เข้ามาได้หมด
====================
[3] เราตอบตกลงเร็วเกินไป เพราะเราอยากเป็นคนที่ไม่ทำให้ใครผิดหวัง
.
สิ่งที่น่าสนใจคือ Reflexive Yes มักไม่ได้เกิดจากนิสัยแย่
แต่มันเกิดจากความตั้งใจดี
.
เราอยากช่วย
เราอยากทำงานให้ดี
เราอยากเป็นคนที่พึ่งพาได้
เราไม่อยากให้ใครเสียความรู้สึก
เราไม่อยากดูเป็นคนเรื่องเยอะ
.
บางคนโตมากับความเชื่อว่า
การเป็นคนดี = ต้องเป็นคนที่พร้อมให้คนอื่นเสมอ
.
พอใครขออะไร แล้วเราปฏิเสธ
เราจะรู้สึกผิดทันที
.
เหมือนเราใจร้าย เหมือนเราเห็นแก่ตัว
เหมือนเราไม่ช่วยเหลือเหมือนเรากำลังทำให้เขาผิดหวัง
.
ทั้งที่ความจริงคือการมีขอบเขตไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนไม่ดี
มันแปลว่าเรารู้ว่าเรามีพลังงานจำกัด
.
เบ้นว่าตรงนี้หลายคนต้องแยกให้ออก
.
คนดี ไม่ได้แปลว่าต้องว่างให้ทุกคน
คนมีน้ำใจ ไม่ได้แปลว่าต้องตอบรับทุกคำขอ
คนรับผิดชอบ ไม่ได้แปลว่าต้องแบกทุกอย่างที่วิ่งเข้ามา
.
บางครั้งการตอบ No ไม่ใช่การปฏิเสธคนอื่น
แต่มันคือการไม่ทรยศชีวิตตัวเอง(หักหลังตัวเราเอง)
.
ฟังดูแรงนะแต่จริง
เพราะถ้าเราตอบ Yes กับทุกคนเพื่อไม่ให้ใครผิดหวัง
สุดท้ายคนที่ผิดหวังที่สุดอาจเป็นตัวเราเอง
.
ผิดหวังที่ไม่ได้ทำสิ่งที่อยากทำ
ผิดหวังที่ไม่มีแรงเหลือให้สิ่งสำคัญ
ผิดหวังที่ชีวิตเต็มไปด้วยเรื่องเร่งด่วนของคนอื่น
แต่เรื่องสำคัญของเราถูกเลื่อนไปเรื่อยๆ
====================
[4] ถ้าคุณไม่มี Priority ที่ชัดเจน ทุกคำขอจะดูสำคัญเท่ากันหมด
.
อีกเหตุผลที่เราตอบ Yes ง่ายเกินไป
เพราะเราไม่ชัดว่า ‘ตอนนี้ชีวิตเรากำลังให้ความสำคัญกับอะไร’
.
ถ้าเราไม่รู้ว่าอะไรสำคัญจริงทุกอย่างจะดูเหมือนสำคัญหมด
งานนี้ก็ดูควรทำ คนนี้ก็ดูควรเจอ
โปรเจกต์นี้ก็ดูน่าสนใจ โอกาสนี้ก็ดูไม่น่าพลาด
ข้อความนี้ก็ดูต้องตอบทันที
.
สุดท้ายชีวิตเลยกลายเป็นการวิ่งไล่สิ่งที่เข้ามา
แทนที่จะเดินไปหาสิ่งที่เราเลือก
.
นี่คือจุดที่ Priority สำคัญมาก
เพราะ Priority ไม่ได้มีไว้แค่บอกว่าเราควรทำอะไร
แต่มันมีไว้ช่วยเราตัดสินใจว่าอะไรไม่ควรเข้ามา
.
ถ้าช่วงนี้ Priority ของคุณคือสุขภาพ
บางคำชวนที่ทำให้คุณนอนดึก อาจต้อง No
.
ถ้าช่วงนี้ Priority ของคุณคือสร้างธุรกิจ
บางประชุมที่ไม่มีผลต่อทิศทาง อาจต้อง No
.
ถ้าช่วงนี้ Priority ของคุณคือเขียนหนังสือหรือทำคอนเทนต์
บางการตอบแชตทันที อาจต้อง No
.
ถ้าช่วงนี้ Priority ของคุณคือฟื้นพลังใจ
บางสังคมที่ดูดีแต่ดูดพลัง อาจต้อง No
.
[No จะง่ายขึ้นมากเมื่อเรารู้ว่า Yes ที่แท้จริงของเราคืออะไร]
.
เบ้นว่าอันนี้สำคัญมาก
เพราะหลายคนพยายามฝึกพูด No ทั้งที่ยังไม่รู้ว่าตัวเองกำลังปกป้องอะไร
.
พอไม่รู้ว่ากำลังปกป้องอะไรการปฏิเสธเลยรู้สึกเหมือนใจร้าย
.
แต่ถ้าเรารู้ว่า
เรากำลังปกป้องสุขภาพ ปกป้องครอบครัว
ปกป้องเวลาโฟกัส ปกป้องงานสร้างสรรค์ ปกป้องอนาคตที่เราตั้งใจจะสร้าง
.
คำว่า No จะไม่ใช่กำแพงแต่มันจะกลายเป็นรั้ว
รั้วที่ทำให้สิ่งสำคัญของเราไม่ถูกเหยียบจนเละ
====================
[5] วิธีแก้ไม่ใช่การกลายเป็นคนเย็นชา แต่คือการสร้าง “ช่องว่าง” ก่อนตอบ
.
หลายคนพอพูดถึง Boundaries(การขีดเส้น) จะรู้สึกว่า
หรือเราต้องกลายเป็นคนแข็งๆ ต้องพูดห้วนๆ
ต้องไม่แคร์ใคร ต้องเป็นคนโลกส่วนตัวสูงแบบเข้าถึงยาก
.
ไม่ใช่เลย
.
การมี Boundaries ไม่ได้แปลว่าเราต้องใจร้าย
แต่มันแปลว่าเราต้องหยุดตอบแบบอัตโนมัติ
.
จุดเริ่มต้นง่ายมากคืออย่าเพิ่งตอบทันที
แค่สร้างช่องว่างเล็กๆระหว่าง “คำขอ” กับ “คำตอบ”
.
เช่น
“ขอเช็กตารางก่อนนะครับ เดี๋ยวตอบกลับไป”
“ขอคิดก่อนว่าสัปดาห์นี้ไหวไหม”
“ตอนนี้อาจยังรับปากไม่ได้ ขอเช็กก่อนนะครับ”
“เดี๋ยวผมกลับไปดูว่ามันชนกับงานหลักไหม”
.
ประโยคพวกนี้ดูธรรมดามากแต่มันทรงพลัง
เพราะมันทำให้เราหลุดจาก Reflexive Yes
.
จากเดิมที่เราตอบเพื่อเอาความสบายใจเฉพาะหน้า
เราจะเริ่มตอบจากการเลือกจริงๆ
.
นี่คือสิ่งที่หลายคนต้องฝึก ไม่ใช่ฝึกเป็นคนปฏิเสธเก่ง
แต่ฝึกเป็นคนไม่รับปากเร็วเกินไป
.
เพราะการรับปากเร็วเกินไปบางครั้งคือการเอาอนาคตของตัวเองไปขาย
เพื่อซื้อความสบายใจใน 5 วินาทีแรก
====================

[6] การพูด No ไม่จำเป็นต้องยาว และไม่จำเป็นต้องมีข้ออ้างที่สมบูรณ์แบบ
.
อีกกับดักหนึ่งคือ
เวลาเราจะปฏิเสธ เรามักคิดว่าต้องมีเหตุผลที่ดีมาก
.
ต้องอธิบายให้เขาเข้าใจ ต้องทำให้เขาไม่เสียใจ
ต้องทำให้เขารู้ว่าเราไม่ได้ตั้งใจปฏิเสธ
ต้องทำให้เขายังรู้สึกดีกับเราเหมือนเดิม
.
สุดท้ายเราก็เหนื่อยตั้งแต่ยังไม่ได้พูด No
.
แต่ความจริงคือการปฏิเสธที่ดีไม่จำเป็นต้องยาว
.
เช่น
“รอบนี้ขอผ่านก่อนนะครับ ตารางตอนนี้แน่นไม่ไหวจริงๆ”
“ตอนนี้ยังรับเพิ่มไม่ได้ครับ กลัวทำออกมาได้ไม่ดี”
“ขอบคุณที่ชวนนะครับ แต่ช่วงนี้ผมต้องโฟกัสงานหลักก่อน”
“อันนี้น่าสนใจครับ แต่ยังไม่ใช่ Priority ของผมตอนนี้”
“ขอไม่รับปากนะครับ เพราะถ้ารับแล้วกลัวทำได้ไม่เต็มที่”
.
สั้น สุภาพ ชัดเจน
.
ไม่ต้องเขียนเรียงความป้องกันตัวเอง
ไม่ต้องทำให้ทุกคนเข้าใจทั้งหมด ไม่ต้องสร้างข้ออ้างให้ตัวเองดูดี
.
เพราะบางครั้งการอธิบายยาวเกินไป ไม่ใช่เพราะอีกฝ่ายต้องการฟัง
แต่เพราะเรากำลังพยายามลดความรู้สึกผิดของตัวเอง
.
เบ้นว่า Boundaries ที่ดีต้องมีความเรียบง่าย
.
ไม่ใช่เพื่อทำร้ายใคร
แต่เพื่อไม่ให้เราทำร้ายตัวเองด้วยการอธิบายชีวิตตัวเองมากเกินจำเป็น
====================
[7] หยุดบริหารความรู้สึกของคนอื่น จนลืมบริหารชีวิตตัวเอง
.
อันนี้อาจเป็นข้อที่ยากที่สุด
.
เพราะเวลาตั้ง Boundaries
บางคนอาจผิดหวังจริง บางคนอาจไม่เข้าใจจริง
บางคนอาจเงียบไปเลย บางคนอาจรู้สึกว่าเราเปลี่ยนไปจริง
และมันไม่สบายใจเลย
.
แต่คำถามคือ
เราจะใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อป้องกันไม่ให้ใครผิดหวังเลยได้จริงไหม
.
ไม่ได้555555 ใช่ไหมหละ
.
เพราะต่อให้เราพยายามเป็นคนดีที่สุดก็ยังมีคนผิดหวังในตัวเราอยู่ดี
ถ้าเราตอบ Yes มากไป เราผิดหวังตัวเอง
ถ้าเราตอบ No บ้าง บางคนอาจผิดหวังเรา
.
สุดท้ายเราต้องเลือกอยู่ดีว่า
เราจะให้ความผิดหวังแบบไหนเป็นราคาที่เรายอมจ่าย
.
เบ้นไม่ได้บอกว่าให้ไม่แคร์คนอื่น
แต่เราต้องไม่เอาความรู้สึกของทุกคนมาเป็นหน้าที่ของเรา
.
เราแคร์ได้ เราอ่อนโยนได้ เราสุภาพได้ เราให้เกียรติได้
แต่เราไม่จำเป็นต้องควบคุมให้ทุกคนพอใจ
.
เพราะ Boundaries ไม่ใช่การทำให้คนอื่นรู้สึกดี
Boundaries คือการทำให้ชีวิตเรายังมีพื้นที่ให้สิ่งที่เราบอกว่าสำคัญ
.
และบางครั้งคนที่รักเราจริง
อาจไม่ได้ต้องการให้เราว่างให้เขาตลอดเวลา
เขาแค่ต้องการให้เราชัดเจนและจริงใจกับเขา
====================

ถ้าคุณชอบบทความแนวนี้ แล้วไม่อยากพลาด สามารถใส่ Email ของคุณได้ที่ Link นี้เลย (ฟรีไม่มีค่าใช้จ่าย)

#สรุปแบบลงดาบ

โพสต์วันนี้แรงนิดนึงนะแต่เชื่อเถอะ ถ้าเข้าใจชีวิตมันดีขึ้นมากจริงๆ 55555
ช่วงที่ชีวิตเบ้นเละๆ เบ้นเป็น Yes Man! มีนัดยับๆ แต่ทำตามคำขอคนอื่นหมดเลยไม่ได้ทำงานตัวเองเลย
.
เบ้นเคยหนักถึงขนาดต้อง Take Couse ซื้อหนังสือเรื่อง Boundaries มานั่งอ่านเลย การขีดเส้นเป็น Skill ที่ต้องฝึกเลย
.
Reflexive Yes คือการตอบตกลงแบบอัตโนมัติ
ก่อนที่เราจะทันถามว่า สิ่งนี้จะกินเวลา พลังงาน และชีวิตเราแค่ไหน
.
มันมักเริ่มจากความตั้งใจดี เราอยากช่วย
เราอยากเป็นคนพึ่งพาได้ เราไม่อยากทำให้ใครผิดหวัง
.
แต่ถ้าเราตอบ Yes กับทุกอย่าง
สุดท้ายเราจะเหลือพลังน้อยลงสำหรับสิ่งที่สำคัญจริงๆของตัวเอง
.
ทุก Yes มีต้นทุนเสมอ
Yes กับบางอย่าง คือ No กับบางอย่าง
.
Yes กับประชุมที่ไม่จำเป็น อาจคือ No กับ Deep Work
.
Yes กับการตอบทุกแชตทันที อาจคือ No กับสมาธิ
(เมื่อวานเบ้นทำงานแทบไม่ได้ตอบแชทเลย 16 ชั่วโมง มาตอบก่อนนอน)
.
Yes กับการช่วยทุกคนอาจคือ No กับการดูแลตัวเอง
Yes กับทุกโอกาสอาจคือ No กับเส้นทางที่เราเลือกจริงๆ
.
วิธีแก้ไม่ใช่การกลายเป็นคนเย็นชาแต่คือการสร้างช่องว่างก่อนตอบ
.
แค่พูดว่า “ขอเช็กก่อนนะครับ” สั้น สุภาพ ชัดเจน
.
เราไม่จำเป็นต้องมีข้ออ้างสมบูรณ์แบบ
เพื่อปกป้องเวลาและพลังงานของตัวเอง
.
สิ่งที่เบ้นชอบที่สุดจากแนวคิดนี้คือ
มันทำให้เราเห็นว่า การมี Boundaries ไม่ใช่เรื่องของการไม่ช่วยใคร
แต่มันคือการช่วยตัวเองไม่ให้หายไปจากชีวิตตัวเอง
.
เพราะถ้าเราไม่มีขอบเขต
โลกจะค่อยๆเอาทุกอย่างเข้ามาวางในชีวิตเรา
จนเราแทบไม่มีพื้นที่เหลือให้สิ่งที่เราเคยบอกว่าสำคัญ
.
สุขภาพที่อยากดูแล งานที่อยากสร้าง
หนังสือที่อยากเขียน ธุรกิจที่อยากทำ
ครอบครัวที่อยากใช้เวลาด้วย ชีวิตที่อยากค่อยๆสร้างขึ้นมา
.
ทั้งหมดนี้ต้องการพื้นที่ และพื้นที่นั้นจะไม่เกิดขึ้นเอง
ถ้าเราตอบตกลงกับทุกอย่างที่วิ่งเข้ามา
.
บางครั้งการเติบโตไม่ได้เริ่มจากการทำมากขึ้น
แต่มันเริ่มจากการหยุดรับทุกอย่างเข้ามา
.
เพราะชีวิตที่ดีไม่ได้เกิดจากการเป็นคนที่ Available ตลอดเวลา
แต่มันเกิดจากการรู้ว่า เวลาแบบไหนควรเปิดให้คนอื่น
และเวลาแบบไหนต้องเก็บไว้ให้ชีวิตที่เราอยากสร้าง
.
สุดท้าย การพูด No อาจไม่ใช่การปิดประตู
แต่มันคือการล็อกประตูบางบาน
เพื่อให้เรามีพลังพอจะเดินผ่านประตูที่สำคัญจริงๆ
.
ผมหวังว่าเรื่องนี้จะช่วยสร้างวันของคุณ

อ่านบทความอื่นๆได้ที่นี่เลย

  • Philosopher Entrepreneur ทางเลือกวิถีชีวิตในโลกที่หมุนโครตไว (ชูนิ้วกลางให้กับ Trend ของโลก)

  • ความโดดเดี่ยวคือราคาที่ต้องจ่ายสำหรับคนที่มี “ความคิดซับซ้อน”

  • ทำไมขายหนังสือเล่มเดิม แต่คนยังซื้อซ้ำๆ

  • ในวันที่ชื่อเสียง ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง


ความเห็น

ใส่ความเห็น